http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน-จังหวะ-ขยายโอกาส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน-จังหวะ-ขยายโอกาส แสดงบทความทั้งหมด

2557-05-08

ต้องเปลี่ยนแปลงสังคมแบบถอนรากถอนโคน โดยใจ อึ๊งภากรณ์

.

ใจ อึ๊งภากรณ์ : ต้องเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน
ใน http://turnleftthai.blogspot.com/2014/05/blog-post_8.html
และ ใน http://prachatai3.info/journal/2014/05/53085
. . Thu, 2014-05-08 14:50



ใจ อึ๊งภากรณ์


ตอนนี้มันชัดเจนว่าแนวประนีประนอมของพรรคเพื่อไทย และ แนว นปช. ที่เดินตามเพื่อไทย ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
     ถ้าเราเข้าใจลักษณะของ “รัฐ” ในระบบการเมืองของโลก ตามที่ มาร์คซ์ เองเกิลส์ และเลนิน เคยอธิบาย เราจะเข้าใจว่าการเป็นรัฐบาลในระบบรัฐสภาประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคุมอำนาจรัฐเลย เพราะรัฐประกอบไปด้วย ทหาร ศาล ตำรวจ และคุก และรัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองทุกซีกทุกก๊ก เพื่อกดขี่ชนชั้นอื่นๆ มันไม่เคยเป็นกลางและไม่เคยเป็นประชาธิปไตย แม้แต่ในประชาธิปไตยตะวันตกก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่าในประเทศดังกล่าวพลังของคนทำงานและประชาชนโดยทั่วไป คอยห้ามไม่ให้รัฐล้ำเส้นมากเกินไปเท่านั้น แต่ทุกอย่างไม่แน่นอนมั่นคง พื้นที่ประชาธิปไตยไม่ได้แช่แข็ง มันขยายและมันหดได้


     วันนี้เราเห็นอำนาจรัฐ ผ่านตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ โค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สาม ก่อนหน้านั้นเราเห็นทหารทำรัฐประหาร และเห็นทหารเข่นฆ่าคนเสื้อแดงที่ท้าทายเผด็จการและอำนาจรัฐ โดยเรียกร้องประชาธิปไตย

     เครื่องไม้เครื่องมือในการใช้อำนาจรัฐมีอีกมากมาย เช่นกระบวนการที่คนใหญ่คนโตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หรือการใช้วุฒิสภาหรือหัวหน้าสถาบันวิชาการ ในการเชียร์พวกที่มุ่งหวังลดพื้นที่ประชาธิปไตย ส่วนม็อบสุเทพก็เป็นเพียงอันธพาลชนชั้นกลาง เป็นคนส่วนน้อย และผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของพรรคประชาธิปัตย์ เขาพยายามสร้างภาพว่าเป็นมวลมหาประชาชน แต่การที่เขาทำอะไรก็ได้บนท้องถนน แสดงว่าส่วนต่างๆ ของรัฐสนับสนุนเขา ถือว่าม็อบสุเทพเป็นเครื่องมือที่ให้ “เอกชน” ทำแทน
     ทักษิณและนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง และเขาเคยเป็นก๊กหนึ่งของรัฐไทย เพราะรัฐไม่ได้มีลักษณะรวมศูนย์เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มันเป็น “คณะกรรมการเพื่อร่วมบริหารผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน” อย่างที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เคยเขียนไว้ และมันมีความขัดแย้งภายในด้วย นี่คือสาเหตุที่ทักษิณและนักการเมืองเพื่อไทยไม่ต้องการนำการต่อสู้ที่แตกหักกับกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมของรัฐ
    

     แต่ถ้าไทยจะเป็นประชาธิปไตย เราต้องเปลี่ยนการเมืองและสังคมแบบถอนรากถอนโคน ถ้าแค่เล่น “ปฏิกูลการเมืองก่อนเลือกตั้ง” มันไม่มีวันที่จะขยายพื้นที่ประชาธิปไตยได้เลย

     สิ่งที่ต้องถูกเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนมีมากมาย แต่เรื่องหลักๆ เฉพาะหน้าคือ

1. ต้องสร้างพลังของคนธรรมดา เพื่อห้ามการทำลาย หรือจำกัด เสรีภาพประชาธิปไตย และเพื่อให้มีการเคารพพลเมือง ทุกคนต้องมีหนึ่งเสียงเท่ากัน พลังนี้คนอื่นสร้างให้ไม่ได้ ต้องสร้างจากรากหญ้าข้างล่าง
2. ต้องยกเลิกกฏหมาย 112, พรบ.คอมพิวเตอร์ และกฏหมายหมิ่นศาลในรูปแบบปัจจุบัน เพื่อเปิดให้พลเมืองมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกระบวนการประชาธิปไตยสากล ซึ่งแปลว่าต้องปล่อยนักโทษทางความคิดเช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข และคนอื่น
3. ต้องยกเลิกองค์กรที่อ้างความอิสระ และยกเลิกศาลตุลาการในรูปแบบที่เป็นอยู่ เพราะองค์กรที่อ้างความอิสระทั้งหลายไม่เคยเป็นกลาง และยิ่งกว่านั้นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยทหารหรือฝ่ายเผด็จการอื่นๆ เช่น ตลก.(ร้าย)รัฐธรรมนูญ มักใช้อำนาจเผด็จการเหนือผู้แทนที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ที่สำคัญคือแนวคิดเรื่อง “องค์กรอิสระ” เป็นแนวคิดที่มองว่าพลเมืองส่วนใหญ่ไม่มีวุฒิภาวะในการลงคะแนนเสียง จึงต้องให้ “ผู้รู้” คอยควบคุมตรวจสอบ ในอนาคตเราจะต้องคานอำนาจหรือตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาด้วยองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
4. ต้องลดบทบาททางการเมืองและสังคมของทหารลงไป เพื่อไม่ให้ทำรัฐประหารหรือแทรกแซงการเมือง ซึ่งแปลว่าต้องลดงบประมาณ ปลดนายพลจำนวนมาก และนำทหารออกจากสื่อมวลชนและรัฐวิสาหกิจ
5. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ด้วยการนำ “ฆาตกรรัฐ” มาขึ้นศาล ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับสูง หรือนักการเมืองอย่าง อภิสิทธ์ สุเทพ หรือ ทักษิณ และต้องมีการยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย
6. ต้องเก็บภาษีในอัตราสูงจากคนรวยอย่างถ้วนหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านการสร้างรัฐสวัสดิการ


ถ้าจะทำสำเร็จต้องทำพร้อมกัน และทำด้วยความมั่นใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลังที่อยู่นอกกรอบรัฐในการกระทำ คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยนั้นเอง ซึ่งตอนนี้มีอยู่แล้วในรูปแบบเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวต้องอาศัยแนวความคิดทางการเมือง ซึ่งในขบวนการเสื้อแดงมีหลายแนว
ในเมื่อแนวหลักของ นปช. กับเพื่อไทย ใช้ไม่ได้ และไม่มุ่งหวังสร้างประชาธิปไตยจริง กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน ต้องพยายามรวมตัวกันเป็นองค์กร เพื่อช่วงชิงการนำ และเพื่อลงมือสร้างสายสัมพันธ์กับขบวนการสหภาพแรงงานที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย เพราะในสังคมทุนนิยม กรรมาชีพมีพลังถ้ารู้จักใช้



.

2557-02-14

พลวัตการเมืองไทย โดย วีรพงษ์ รามางกูร

.

พลวัตการเมืองไทย
โดย วีรพงษ์ รามางกูร

ใน www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1392304989
. . วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 08:05:00 น.

( ที่มา: นสพ.มติชนรายวัน 13กุมภาพันธ์2557 )  


หลายๆ คนมองการเมืองไทยโดยส่วนรวมว่า การเมืองไทยที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้เหมือนกับพายเรืออยู่ในอ่าง วนไปวนมาหาทางออกไม่ได้ แต่ความจริงการเมืองเป็นสิ่งมีชีวิต มีวิญญาณ เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดเวลา ไม่ได้นิ่งอยู่กับที่ หลายๆ คนจึงมองไปพบแต่ทางตัน หาทางออกไม่ได้

การเมืองขณะนี้เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเรามาถึงทางตันแล้ว เพราะหลังจากการยุบสภาการเลือกตั้งมีปัญหา การจัดเลือกตั้งทำให้เรียบร้อยไม่ได้เพราะมีฝ่ายต่อต้าน มีการขัดขวางไม่ให้มีการรับสมัคร 28 เขตเลือกตั้ง บางเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครเพียงคนเดียว บางเขตเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ ดังนั้น จึงควรให้รัฐบาลนี้ออกไป จัดตั้งรัฐบาลคนกลางที่เป็น "คนดี" เข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาปฏิรูปการเมือง ถ้าให้มีการเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งก็จะเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีการพูดตรงๆ ว่าอยากให้มีการรัฐประหารขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้พ้นไป แล้วจัดการปฏิรูป ขจัดพรรคเพื่อไทยให้พ้นไปก่อนจะมีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ชนะการเลือกตั้ง

ส่วนพรรครัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็ทราบดีฝ่ายทหารมีข้อจำกัด ไม่สามารถจะทำรัฐประหารได้อย่างราบรื่น เหมือนกับการทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.2549 เนื่องจากข้อจำกัดทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงต้องเดินตามแนวทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ

การณ์จึงปรากฏว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกระทำการทุกอย่างที่ขัดกับวิถีทางหลักการประชาธิปไตย และขัดกับกฎหมาย ตั้งแต่การชุมนุมที่ว่าเป็นการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ ไม่ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นก็ไม่ใช่ เพราะการขู่เข็ญตัดน้ำตัดไฟ ปิดสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ขู่เข็ญเอาชีวิตผู้อื่น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยวิถีทางสันติประชาธิปไตยและกฎหมายทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลก็ยึดรัฐธรรมนูญ ยึดกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ติดอาวุธ เพราะเกรงว่าถ้ามีการเสียเลือดเนื้อแล้วจะ "เข้าทาง" ฝ่ายประท้วง เป็นข้ออ้างให้ทหารทำการปฏิวัติ เมื่อฝ่ายรัฐบาลหลีกเลี่ยงการปะทะ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ย่อมจะไม่สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้

เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายได้อำนาจรัฐก็ดูอ่อนแอลงในแง่การป้องกันและปราบปรามผู้ชุมนุมที่กระทำการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกฎหมายแต่การบริหารราชการแผ่นดินก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ไม่ขาดตอน แม้จะดูขลุกขลักไปบ้าง เช่น การให้บริการของรัฐบางอย่าง เช่น การทำหนังสือเดินทาง การออกใบอนุญาต แต่ในที่สุดก็สามารถดำเนินการต่อไปได้

การเรียกร้องให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมกันหยุดงานโดยการออกคำสั่งของผู้นำการชุมนุมก็ไม่เป็นผล ราชการก็ยังดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งและมั่นคงของระบบราชการไทยที่ไม่โอนเอียง ไม่อ่อนแอไปตามกระแสของการเมือง แม้จะมีการตัดน้ำตัดไฟบ้างหรือการหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจบางส่วน แต่ระบบขนส่ง ระบบโทรคมนาคม ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บภาษี ระบบการเบิกจ่ายเงินของทางราชการ ระบบการชำระเงินของสถาบันการเงิน ก็ยังสามารถดำเนินการไปได้อย่างปกติ ระบบการส่งออกสินค้าและบริการก็ยังดำเนินการไปตามปกติ สามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าโดยรวมแล้วทุกอย่างยังดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติ


แต่ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งคนไทยและคนต่างประเทศมีน้อยลงเงินทุนจึงไหลออกจากตลาดทุนเช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตรและตลาดทุนอย่างอื่น บัดนี้ผลก็ปรากฏขึ้นมาแล้วและอาจจะลุกลามต่อไปถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ถ้าโชคไม่ดี เศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น จีน ขยายตัวในอัตราช้าลง หรืออินโดนีเซีย มีปัญหาทางการเงิน เศรษฐกิจของเราแม้ว่าจะมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ ก็อาจจะมีปัญหาได้แต่ขณะนี้ยังไม่มีปัญหา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าปล่อยให้ดำเนินไปตามธรรมชาติในกรอบของประชาธิปไตยและกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าฝ่ายทหารไม่อาจจะทำการปฏิวัติรัฐประหารได้แล้ว ฝ่ายอำนาจรัฐเก่า อันได้แก่ องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรมต่างๆ ยอมเปลี่ยนท่าที กลับมาตั้งสติใหม่ ว่าวิธีการที่เคยกระทำมาในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษใช้ไม่ได้ผล รังแต่จะสร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติ รังแต่จะได้รับการต่อต้าน คัดค้านจากประชาคมระหว่างประเทศ แม้จะปลอบใจตนเองว่าต่างชาติไม่เข้าใจความสลับซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจของ "รัฐไทย" นั่นเป็นการหลอกตัวเอง สื่อมวลชนต่างชาติเข้าใจความสลับซับซ้อนของโครงสร้างอำนาจของรัฐไทยดีกว่าคนไทยเสียอีก เพราะเขาไม่ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเหมือนกับสื่อมวลชนของไทย



การที่มีคน "ชั้นสูง" กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ออกมาเสนอความเห็นหรือทางออก โดยให้รัฐบาลถอยออกไป เพื่อให้เกิดทางตัน จะได้จัดตั้งรัฐบาลนอกรัฐธรรมนูญ เพื่อมาปฏิรูปการเมือง ปรับปรุงกฎหมาย ปรับปรุงรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายเลือกตั้งหรือกฎหมายอื่นๆ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ชนะการเลือกตั้ง จึงเป็นการพายเรือในอ่าง เป็นข้อเสนอที่ไร้ประโยชน์ ปฏิบัติไม่ได้ รังแต่จะสร้างความเสียหาย รังแต่จะทำให้ขบวนการประชาชนและพรรคเพื่อไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทำให้การอยู่ในอำนาจของพรรคเพื่อไทยยืนยาวยิ่งขึ้น
ถ้าเราปล่อยให้ประชาธิปไตยพัฒนาตัวเองไปโดยธรรมชาติ ไม่มีขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่มีรัฐประหาร 19 กันยา 49 ไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ไม่มีขบวนการล้มรัฐบาลนอกกรอบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ ไม่มีการปลุกระดมชุมนุมต่อหลังประสบชัยชนะในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ไม่มีข้อเสนอเรื่องนายกฯคนกลางที่ดีแต่ไร้สาระ ขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำการปฏิวัติปฏิรูปตัวเอง เปลี่ยนผู้นำพรรค เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนทัศนคติ หันมายึดมั่นในวิถีทางประชาธิปไตย เข้าถึงประชาชนรากหญ้าในภาคอื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯและภาคใต้ คนที่ยังเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะเคยเลือกกันมา ไม่ใช่เพราะชื่นชมในผลงานหรือเชื่อมั่นในนโยบายพรรคว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

ส่วนคนกรุงเทพฯก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้วเพราะถูกกับรสนิยมของคนเมืองกรุงคนกรุงเทพฯไม่ต้องพึ่งประชาธิปไตยไม่ต้องพึ่งผู้แทนราษฎร

สำหรับคนภาคใต้ ดูจะเสียเปรียบกว่าคนภาคอื่น เพราะการที่เลือกพรรคฝ่ายค้านอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความกระตือรือร้นของผู้แทนของตนเฉื่อยชาในการดึงงบประมาณมาพัฒนาจังหวัดของตน เราจึงเห็นได้ชัดว่าเครือข่ายคมนาคม ถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในภาคใต้พัฒนาได้น้อยและช้ากว่าภาคอื่นๆ มาก


เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อย่างแรกลำพังกระแสการล้มรัฐบาลของคนกรุงเทพฯและคนภาคใต้ส่วนใหญ่คงทำไม่สำเร็จ หากปราศจากการแทรกแซงของกองทัพเข้ามาปิดเกม ทำปฏิวัติรัฐประหาร ประการที่สองทหารมีข้อจำกัดมากขึ้นในการทำปฏิวัติรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการรวมตัวจัดตั้งของคนในต่างจังหวัด การคัดค้านอย่างเปิดเผยของประชาคมโลก การเปิดตัวอย่างสมบูรณ์ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างที่สามเป็นการพิสูจน์แล้วว่า การทำปฏิวัติเงียบขององค์กรในขบวนการยุติธรรมนั้นไม่ได้ผล นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังก่อให้เกิดความเสียหายกับตนเองและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ผู้ที่ยังเรียกร้องในแนวทางนี้ควรจะเลิกคิด แล้วมาช่วยกันทำการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงในแนวทางประชาธิปไตย ในระบบการปกครองด้วยกฎหมาย ยอมรับเสียงส่วนใหญ่จะดีกว่า

ในขณะที่ยังปฏิวัติรัฐประหารไม่ได้ องค์กรอิสระทำงานไม่ได้ผล แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็กำลังเปลี่ยนไป พรรคการเมือง เช่น ประชาธิปัตย์ก็ดี พรรคเพื่อไทยก็ดี พรรคอื่นๆ ก็ดี ต่างก็มีความคิดความเห็นใหม่ๆ เกิดขึ้นในพรรค ความคิดความเห็นเปลี่ยนไปหลายเรื่อง
การเป็นรัฐบาลโดยเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด (absolute majority) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรได้ทุกอย่าง การดำเนินการทางการเมืองข้างถนนก็ทำสำเร็จไม่ได้

สังคมก็ดี การเมืองก็ดี คนในกรุงก็ดี คนต่างจังหวัดก็ดี ล้วนเป็นสังคมที่มีชีวิต ย่อมเติบโตเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครหยุดยั้งได้แม้แต่กระบอกปืน

ปล่อยสังคมเติบโตตามธรรมชาติไปเองเถิด

............



.

2555-11-17

ยุทธศาสตร์..ข้าวไทย(อีกครั้ง) โดย บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ

.

บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ : ยุทธศาสตร์...ข้าวไทย(อีกครั้ง)
ในมติชน ออนไลน์  วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:47:20 น.
( ที่มา : คอลัมน์ กระแสทรรศน์ นสพ.มติชนรายวัน  ประจำวันศุกร์ 15 พ.ย. 2555 )


ได้มีผู้คนจำนวนมากเป็นห่วงกลัวว่าข้าวไทยจะเสียแชมป์การส่งออกให้กับเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะใครๆ ก็รักชาติประเทศของตนทั้งนั้น แม้แต่กรมการข้าวเอง ตัวท่านอธิบดีก็มีท่าทีขึงขังในเรื่องนี้ ได้เห็นความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองของคนไทยแล้วก็ใจชื้นขึ้นมาอีกกองหนึ่ง ท่ามกลางความแตกแยกชนิดยากที่จะเผาผีของปวงชนชาวสยาม

อันที่จริงเรื่อง "แชมป์ส่งออกข้าว" นี้ ผมกลับเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ "ท่านประธานฯ" แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้ให้ข้อคิดแก่สังคมไทยอยู่หลายครั้งว่า ไม่น่าจะต้องไปยึดติดกับตัวเลขการส่งออกประมาณปีละ 10 ล้านตัน ที่ทำให้ไทยครองอันดับ 1 ของโลกมานับได้หลายสิบปี 
นัยยะก็คือ...อย่าไปยึดติดกับตัวเลขจำนวน "ตัน" ในการส่งออก หากควรให้ความสำคัญตรง "มูลค่าเพิ่ม" จะดีกว่า

ประเด็นอันเฉียบคมนี้ต่างหากที่ผู้รับผิดชอบด้านยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยเรื่องข้าว ควรนำไปเป็นกรอบอ้างอิงในการบริหารงานต่อไป
ตัวชี้วัดของแนวคิดนี้คือ "ผลประโยชน์โดยรวมที่ประเทศไทยจะได้รับจากธุรกิจข้าว" เป็นอย่างไร 
ขายได้ 10 ล้านตัน แต่ขาดทุน กับขายได้ 5 ล้านตัน แต่กำไรมากมาย อันไหนจะดีกว่า


และแน่นอน "กำไรมากมาย" ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Value Creation นี้ย่อมต้องตกทอดกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดทั้งกระบวนสายแห่งธุรกิจข้าว

คนไทยจึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองเรื่องข้าวเป็นห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value Added Chain) ที่มีชาวนาเป็นต้นทาง และนักธุรกิจมืออาชีพเป็นปลายทาง 
สมาชิกตลอดทั้งห่วงโซ่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันวางแผนและดำเนินการเป็น ประหนึ่งอินทรีย์ร่างเดียวกัน เพื่อสร้าง Value Creation ที่ปลายทางให้ได้ก้อนใหญ่สุด 
แล้วนำมาแบ่งปันกันตามสัดส่วนที่สมาชิกและฝ่ายในข้อต่อของห่วงโซ่ได้พากันทุ่มเทร่วมทุนร่วมแรง

ทุกฝ่ายต้องได้ผลตอบแทน (Return on Investment) ที่คุ้มค่า 
ไม่ใช่มาเบียดบังกันเอง "โง่" ถูก "ฉลาด" หลอก
"ฉลาด" ถูก "ฉลาดกว่า" บีบ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้!


Value Creation จะมีขนาดใหญ่ได้ก็ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจข้าวตลอดทั้งสาย ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ยันสายพันธุ์ข้าวที่ต้นน้ำ
ภายใต้แนวคิดนี้ การเป็นแชมป์ส่งออกข้าวจึงไม่มีความหมาย หาก 10 ล้านตันที่ขายไปนั้นเป็นข้าวเกรดต่ำ ไม่มีราคา 
ถ้าที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิเกรด A หมด ...นี่คือวิเศษสุด

ที่ดินปลูกข้าวเกรดต่ำนั้น เอาไปปลูกพืชที่ให้มูลค่าเพิ่มอย่างอื่น เช่น ยางพารา ปาล์ม ฯลฯ จะดีกว่าไหม 
พร้อมกับเน้นธุรกิจแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าว ด้วยการรับซื้อข้าวราคาถูกจากแชมป์ส่งออก (หน้าใหม่) อย่างเวียดนาม มา "เพิ่มมูลค่า" ในประเทศไทย แล้วส่งออกไปตีตลาดทั่วโลกอีกทอดหนึ่ง 
ทำนองเดียวกับมาเลเซียที่เลิกปลูกยางแล้วสั่งยางดิบจากไทยไปแปรรูป เมื่อเป็นเช่นนี้ การเป็นแชมป์ข้าวที่มีจำนวนตันสูงสุดก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป


ถึงเวลาที่ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องเบนเข็มมาทางนี้กันแล้ว พลันที่วิสัยทัศน์เปลี่ยนตัวชี้วัดเปลี่ยนยุทธศาสตร์ก็ต้องปรับให้เหมาะสมอย่างชาญฉลาด 
แชมป์ส่งออกขวัญใจคนยากนั้นยกให้พม่ากับเวียดนามเขาแย่งกันไปเถิด

ว่าแต่เราต้องรีบเดินให้ถูกทาง เร่งวิจัยหาทางเพิ่มมูลค่าและเน้นแต่ข้าวที่ให้ Premium มากๆ
ชาวนาจะได้หายจนเสียที


รัฐบาลก็จะได้ไม่ต้องมาสาละวนกับการ "รับจำนำ" หรือ "ประกันราคา" จนหน้าดำคร่ำเครียด ซึ่งเป็นงาน Ad hoc มากกว่างานยุทธศาสตร์



.

2555-11-11

แกนนำคนเสื้อแดงกับตำแหน่งรัฐมนตรี โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

.

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: แกนนำคนเสื้อแดงกับตำแหน่งรัฐมนตรี
ใน www.prachatai.com/journal/2012/11/43560 . . Fri, 2012-11-09 00:11 มีความคิดเห็นท้ายบท


รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
เผยแพร่ครั้งแรกใน  “โลกวันนี้วันสุข” ฉบับวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555



ในการปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สามของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เพิ่งผ่านไป ผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะได้ตำแหน่งนั้น นอกจากกลุ่มก๊วนการเมืองภายในพรรคที่ดิ้นรนแสวงหาตำแหน่งกันอย่างหนักแล้ว ยังมีแกนนำหลายคนในแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มีอีกสถานะหนึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่แล้ว ผลที่ได้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ยังคงเป็นแกนนำนปช.คนเดียวที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยในรัฐบาล เพียงแต่สับเปลี่ยนกระทรวงเท่านั้น ทั้งๆที่มีความคาดหวังอย่างสูงภายในหมู่แกนนำ นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนว่า แกนนำ นปช.จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มอย่างแน่นอนในคราวนี้

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แกนนำ นปช.บางคนแสดงความผิดหวังอย่างเปิดเผย รวมถึงคนเสื้อแดงบางส่วนที่ยึดมั่นอยู่กับแกนนำ นปช. ก็แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ความไม่พอใจหลายประการของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีต่อพรรคเพื่อไทยนั้น มีเหตุผลสมควรอย่างยิ่ง เช่น การที่พรรคเพื่อไทยยอมยุติกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งที่ได้ดำเนินมาถึงการพิจารณาวาระสามโดยรัฐสภาแล้ว การแสวงหาความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 การที่ประชาชนจำนวนหนึ่งยังคงถูกคุมขังเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา คดีพรก.ฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว และผู้ต้องหาคดีอาญา ม.112 รวมทั้งการผลักดันพรบ.ปรองดองแห่งชาติที่มีเนื้อหา “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ให้กับทุกฝ่ายโดยไม่แยกแยะความถูกผิด เป็นต้น ทั้งๆที่ในประเด็นเหล่านี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ตั้งความหวังไว้อย่างสูงกับพรรคเพื่อไทยเมื่อชนะเลือกตั้งเข้ามา


แต่ความไม่พอใจของแกนนำ นปช.และคนเสื้อแดงบางกลุ่มต่อการที่แกนนำไม่ได้ตำแหน่งในรัฐบาลนั้น เป็นความเข้าใจผิดต่อบทบาทของแกนนำและจุดมุ่งหมายของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

การที่คนเสื้อแดงบางกลุ่มกล่าวหาว่า พรรคเพื่อไทย “ไม่เห็นหัวคนเสื้อแดง” หรือแกนนำ นปช.บางคนตัดพ้อว่า ตนเดินนำหน้าผ่านสมรภูมิอันโชกเลือดมา แต่กลับต้องมารั้งท้ายคนอื่นๆในยามสงบ เหล่านี้ล้วนเป็นการอ้างหลักเหตุผลที่ผิดฝาผิดตัว เพราะคนที่เดินนำหน้าฝ่าห่ากระสุนและดงระเบิดเข้าไปจนบาดเจ็บล้มตายพิการจริงนั้น คือ มวลชนคนเสื้อแดงหลายพันคน แล้วยังมีผู้คนอีกจำนวนมากทั้งในและนอกพรรคเพื่อไทยที่แม้จะ “ไม่ได้ฝ่ากองเลือดและห่ากระสุน” ในสนามรบโดยตรง แต่ก็ได้ร่วมต่อสู้และสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเวทีและช่องทางต่าง ๆ อย่างเต็มที่ตามศักยภาพของตน

หากจะเอาบรรทัดฐาน “เสี่ยงอันตราย ฝ่าคมหอกคมดาบ” เป็นเครื่องวัดว่า ใครควรอยู่แถวหน้าสุดที่จะได้ “รางวัลตอบแทน” แล้ว เกรงว่าจะมีจำนวนคนอื่นอีกมากมายที่สมควร “ได้รับรางวัล” ไม่ใช่แค่แกนนำ นปช.



คนเสื้อแดงทั่วประเทศออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคนอันเสมอภาคแก่ตนเองและลูกหลาน ให้พ้นจากแอกกดขี่ของพวกเผด็จการ ไม่ใช่ต่อสู้เพียงเพื่อให้แกนนำบางคนได้ตำแหน่งต่างๆในรัฐบาล
แกนนำ นปช.เป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงเมื่อพวกเขาดำรงตนอยู่ใน นปช.ที่รวบรวมจัดตั้ง สนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศ หลายคนเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่อรองภายในพรรค เพื่อเรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ มวลชนคนเสื้อแดงเห็นด้วยและสนับสนุนให้แกนนำของตนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ให้ได้ใช้กลไกของพรรคเพื่อไทยและเวทีรัฐสภามาเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อจุด มุ่งหมายของขบวนประชาธิปไตยทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์และสถานะเฉพาะตัวของแกนนำ นปช.
หน้าที่ของแกนนำ นปช.ภายในพรรคเพื่อไทยและในรัฐบาลคือ การผลักดัน เรียกร้อง กระทั่งกดดันให้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของขบวนประชาธิปไตย ซึ่งก็คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แสวงหาความจริงกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553 นำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ชดเชยเยียวยาต่อประชาชนผู้ถูกกระทำทั้งหมด ช่วยเหลือและอภัยโทษผู้ต้องหาคดีการเมืองทั้งหมดอย่างเท่าเทียม ตลอดจนร่วมกับมวลชนนอกสภารณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากการโค่นล้มโดยพวกเผด็จการแฝงเร้น


ส่วนการแสวงหาไขว่คว้าตำแหน่ง “รางวัลตอบแทน” เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับมวลชนคนเสื้อแดง และก็ไม่ได้ทำให้ขบวนประชาธิปไตยเข้าใกล้จุดหมายสุดท้ายได้เร็วขึ้นแต่อย่างใด
การเรียกร้องตำแหน่งในรัฐบาลยังทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีมีไว้เป็น “รางวัลตอบแทน” ทั้งที่ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นตำแหน่งบริหาร มีความรับผิดชอบในการดำเนินนโยบาย บริหารบุคลากรและงบประมาณของแผ่นดิน ตัวรัฐมนตรีต้องเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมทางบริหาร มีความรู้ประสบการณ์และความสามารถในงานที่ทำ ไม่ใช่ตำแหน่งสำหรับ “นักรบ” ที่แม้จะกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เสียสละ และสร้างคุณูปการให้กับประชาธิปไตยอย่างสูงยิ่ง แต่อาจไม่ใช่นักบริหารที่มีความสามารถ

ความจริงก็คือ “คนบางคนเป็นนักรบที่กล้าหาญ เป็นนักพูดที่แหลมคม แต่อาจเป็นนักบริหารที่ล้มเหลว” ซึ่งผลเสียไม่ได้ตกอยู่เพียงแค่บุคคลคนนั้น แต่เป็นผลเสียไปถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรอีกด้วย


แน่นอนว่า แกนนำนปช. แกนนำเสื้อแดงอื่น ๆ และมวลชนที่ต่อสู้ฝ่าดงเลือดและกระสุนมานั้น ต้องได้รับการสดุดี จดจำ จารึกไว้ในประวัติศาสตรตลอดไป และต้องได้รับการชดเชยเยียวยา และตอบแทนในความกล้าหาญและความเสียสละอย่างสูงของพวกเขา แต่การตอบแทนไม่ได้หมายความว่า พวกเขาต้องมีตำแหน่งใดๆในคณะรัฐบาลเพียงเท่านั้น

แกนนำ นปช. และแกนนำคนเสื้อแดงทุกกลุ่มนั้นได้ผ่านการพิสูจน์ทดสอบจากการต่อสู้เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตมาแล้ว พวกเขาได้เสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว ประสบเคราะห์กรรมทั้งส่วนตัวและครอบครัว แบกภาระคดีความไว้มากมาย ผ่านการจองจำ สูญเสียอิสรภาพ ความกล้าหาญและการเสียสละของพวกเขาจะเป็นที่จดจำในหมู่มวลชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศตลอดไป อย่าให้ลาภยศศฤงคารปลีกย่อยมาบดบังความยิ่งใหญ่ในภารกิจประวัติศาสตร์ของพวกเขา
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด ศึกใหญ่กำลังใกล้จะมาถึงอีกครั้ง นี่จึงไม่ใช่เวลาที่จะแสวงหาตำแหน่งหรือบันเทิงเสพสุข 
แต่เป็นเวลาของการจัดตั้งสะสมกำลัง เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์สู้รบที่ใกล้เข้ามาทุกที



.

2555-11-05

นิธิ: เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการรับจำนำข้าว

.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการรับจำนำข้าว
ในมติชน ออนไลน์  วันจันทร์ที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 11:50:02 น.
(ที่มา คอลัมน์ กระแสทรรศน์ ของ นสพ.มติชนรายวัน 5 พ.ย. 2555 )


ผมไม่มีความเห็นอะไรเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวด้วยราคาสูงของรัฐบาลมานาน เพราะยอมรับว่ายังไม่สู้เข้าใจผลกระทบถ่องแท้นัก จึงได้สดับตรับฟังและตามอ่านความเห็นของคนอื่นตลอดมา
บัดนี้ ผมคิดว่าผมพอจะบรรลุความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว



ผู้ที่คัดค้านเห็นว่าโครงการนี้มีปัญหามาก และปัญหาเหล่านั้นก็เริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว ผมขอแบ่งปัญหาที่กล่าวถึงออกเป็นสองอย่าง คือปัญหาเชิงหลักการกับปัญหาเชิงปฏิบัติ

ในด้านหลักการ ราคาที่รับจำนำนั้นเห็นว่าสูงเกินความเป็นจริง หรือเกินขีดความสามารถของรัฐบาลไทย (ทุกชุด) จะจัดการได้ เริ่มตั้งแต่ไม่มีทางระบายข้าวออกไปได้ เพราะราคาที่รับซื้อสูงเกินราคาตลาดโลกมาก นอกจากยอมระบายออกในราคาที่ขาดทุน เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ยิ่งกว่านี้บางคนยังบอกว่า มีส่วนดึงราคาข้าวภายในประเทศให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งจะทำความเดือดร้อนแก่คนชั้นกลางระดับล่างในเขตเมือง แต่จนถึงทุกวันนี้ ผลกระทบด้านนี้ยังไม่ปรากฏให้เห็น ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้นมีส่วนจากราคาข้าวน้อยมาก

ผลกระทบต่อไปก็คือ ชาวนาย่อมจะลงทุนปลูกข้าวมากขึ้น ซึ่งจะทำให้จำนวนข้าวที่ไหลเข้าสู่โครงการเพิ่มขึ้นด้วย การขยายการปลูกข้าวเพราะแรงกระตุ้นของโครงการ จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น ราคาปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ตลอดจนราคาเช่าที่ดิน ค่าขนส่ง, แรงงาน ฯลฯ บางส่วนของต้นทุนการผลิตก็มีราคาสูงขึ้นจริงในฤดูการผลิตใหม่นี้ เช่น ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และค่าเช่าที่ดิน เป็นต้น แต่ก็น่าจะเป็นการขึ้นราคาชั่วคราว ในช่วงที่อุปสงค์และอุปทานไม่สมดุลกันเท่านั้น

ดังนั้น ผู้คัดค้านโครงการจึงเสนอว่า สิ่งที่รัฐบาลน่าจะทำในการช่วยชาวนามากกว่า คือการพัฒนาการเกษตรในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่รับจำนำผลผลิตด้วยราคาสูง เช่น ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ เป็นต้น


ปัญหาในด้านเชิงปฏิบัติ ผู้คัดค้านเห็นว่าโครงการนี้ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือชาวนากลางขึ้นไป กับโรงสี ส่วนชาวนาเล็กที่ "ยากจน" (คำนี้มีปัญหาในตัวของมันเองมากนะครับ) เงินไม่ตกถึงมือ เท่าที่ผมทราบ ความเห็นนี้ไม่ได้มาจากการวิจัย แต่เป็นการประมาณเท่านั้น เพราะในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับในตัวเลขว่าทั้งมอเตอร์ไซค์, รถปิกอัพ และวัสดุก่อสร้างขายดีขึ้นในเขตชนบท ซึ่งตลาดของชาวนากลางอย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายได้ อีกทั้งความกระตือรือร้นของชาวนาที่จะขยายการเพาะปลูก ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า ชาวนาจำนวนมาก (ทั้งกลางและเล็ก) ตอบสนองต่อโครงการด้วยความยินดี

ในส่วนโรงสีได้กำไรนั้น ผมยังมองไม่เห็นว่าจะได้อย่างไร นอกจากยอมรับซื้อข้าวในราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ไม่พูดถึงการทุจริตเช่นสวมสิทธิจำนำข้าวและอื่นๆ นะครับ ที่พอจะมองเห็นกำไรแน่ๆ ก็คือรับสีข้าวที่รัฐบาลรับจำนำไว้ตันละ 500 บาท ซึ่งก็ไม่ใช่ราคาที่สูงกว่าปกติ แต่มีข้อได้เปรียบคือมีข้าวป้อนให้สีได้มั่นคงขึ้น โดยตัวเองไม่ต้องเสี่ยงทางธุรกิจคือรับซื้อเท่านั้น

อีกข้อหนึ่งที่พูดกันมากคือการทุจริตทั้งของชาวนาเอง (ขายส่วนต่างของสิทธิการจำนำข้าว), นายทุนผู้รับซื้อส่วนต่างนี้, ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทั้งขององค์กรของรัฐและบริษัทเซอร์เวย์เยอร์ เรื่องนี้จริงแน่นอนโดยไม่ต้องทำวิจัยเลยก็ได้ โครงการใช้เงินเป็นแสนล้านโดยไม่มีการโกงเลย จะเกิดขึ้นได้ที่ไหนในโลกล่ะครับ แต่ที่น่าสนใจกว่าก็คือ โกงมากกว่าโครงการจำนำข้าวที่ผ่านมาหรือโครงการประกันราคามากน้อยแค่ไหน และโกงได้อย่างไรหรือมีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และควรอุดอย่างไร น่าเสียดายที่ไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการคัดค้าน

ยังมีเสียงคัดค้านเชิงอุดมการณ์จากจุดยืนจารีตนิยม ที่รังเกียจรัฐสวัสดิการทุกรูปแบบ เพราะเชื่อว่าจะทำให้คนขี้เกียจไม่รับผิดชอบและไม่ทำหน้าที่ของตนเอง คอยแต่จะแบมือรับความช่วยเหลือจากรัฐตลอดไป ข้อนี้ผมจะไม่พูดถึงล่ะครับ เพราะน่าสงสารเกินไป



แม้เสียงคัดค้านเหล่านี้มีส่วนจริงหรือมีส่วนเป็นไปได้บางเรื่อง แต่เป็นการมองโครงการในแง่ความเป็นไปได้ทางการตลาดเท่านั้น ผมคิดว่ารัฐบาลต้องชัด (กว่านี้) ว่าโครงการรับจำนำข้าวด้วยราคาสูงคือการปฏิรูปสังคม ไม่ใช่โครงการรับจำนำข้าวอย่างที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพียงช่วยพยุงราคาข้าวของชาวนาให้ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกมากขึ้น และต้องไม่ขาดทุน

ตรงกันข้ามเลยครับ รัฐบาลตั้งใจจะขาดทุนมาแต่ต้น และด้วยเหตุดังนั้น จึงต้องวางแผนการระบายข้าวให้ดีโดยไม่ต้องนั่งรอราคาสูงสุดอย่างเดียว แต่จะระบายไปตามจังหวะเพื่อรักษาตลาดข้าวของไทยด้วยและเพื่อให้การระบายข้าวทั้งหมดที่รับจำนำมานั้นขาดทุนน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็ลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่น การแพคเกจจิ้ง ไปจนถึงผ่านกระบวนการรักษาคุณภาพให้คงทน เป็นต้น เท่ากับโครงการรับจำนำช่วยเปิดตลาดข้าวระดับสูงไปพร้อมกัน (แน่นอนโดยร่วมมือกับผู้ส่งออกเอกชน) 
จะขาดทุนบักโกรกแค่ไหน ผมไม่ทราบ แต่มีนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งประมาณว่าไม่น่าจะเกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งยังน้อยกว่าเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายออกไปในการประกันราคา (ซึ่งรั่วไหลมากกว่าเสียอีก)... แต่ตัวเลขนี้จะเชื่อได้แค่ไหนผมไม่ทราบ

สมมุติว่านักเศรษฐศาสตร์ประเมินต่ำไป 100% ก็ขาดทุนแค่ 100,000 ล้านบาท เงิน 100,000 ล้านจากงบประมาณแผ่นดินหลายล้านล้านบาท เพื่อช่วยชาวนาซึ่งมีจำนวนประมาณ 40% ของประเทศ จะเป็นไรไปเล่าครับ ปัญหามาอยู่ที่ว่าช่วยแล้วได้ผลอะไรและอย่างไรต่างหาก เช่น หากชาวนามั่นใจว่ารายได้ของตนจะสูงขึ้น เขาเอาไปลงทุนในอะไรอีกบ้างที่จะให้ผลดีแก่เขาในระยะยาว 
ส่วนการที่จำนวนหนึ่งนำไปซื้อมอเตอร์ไซค์และปิกอัพหรือต่อเติมบ้านเรือนนั้น อย่าได้คิดว่าเขาเอาเงินที่ได้มาไปใช้ในทางฟุ่มเฟือยเป็นอันขาด เพราะทั้งสามอย่างนี้เป็นการลงทุนทางธุรกิจไปพร้อมกับการเลื่อนสถานภาพทางสังคม
เรื่องนี้ต้องเข้าใจชีวิตของชาวนาไทยให้ดี


"ชาวนา" ที่ทำนาขนาดเล็กด้วยกำลังครอบครัวของตนเพื่อยังชีพนั้น ปัจจุบันแทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว ส่วนใหญ่ของรายได้ของครอบครัวชาวนามาจากงานนอกภาคการเกษตร และเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีแล้วด้วย ฉะนั้นรายได้ของครอบครัวชาวนาจึงสูงขึ้น แต่ไม่ใช่จากการทำนาหากมาจากการรับจ้างหลากหลายประเภท แม้กระนั้นการทำนาก็ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญแก่คนอีกมาก ในขณะที่หลุดออกไปจากภาคเกษตรโดยสิ้นเชิงก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ฉะนั้นถ้าถือเส้นความยากจนตามที่สำนักงานสถิติใช้ในการหาข้อมูล ชาวนาส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจน 
การที่ชาวนาหลุดออกไปเป็นแรงงานประเภทต่างๆ นั้น เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในการพัฒนาของทุกประเทศ แต่ไทยมีปัญหาเฉพาะก็คือ อัตราการเปลี่ยนอาชีพของชาวนาไทยเกิดขึ้นช้ามาก จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีคนที่ทำนา (หรือเกษตรอย่างอื่น) ตกค้างอยู่ถึงเกือบ 40% ของประชากร แม้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ของเขาไม่ได้มาจากภาคเกษตรก็ตาม

รถปิกอัพ, บ้านเรือน และมอเตอร์ไซค์ มีส่วนในการทำให้รายได้นอกภาคเกษตรของเขาเพิ่มขึ้น (เช่น มีมอเตอร์ไซค์ก็ทำให้หางานจ้างได้กว้างขึ้นกว่าจักรยานหรือเดินเท้า) การไปซื้อสินค้าเหล่านี้เมื่อมั่นใจว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง
เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวแล้ว ชาวนาจะหันไปทำอาชีพอื่นๆ มากกว่าทำนา เพราะราคาจำนำ 15,000 บาทต่อข้าวหนึ่งตันนั้น ใช่ว่าจะทำให้รายได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก หากเปรียบกับการมีงานจ้างประจำทั้งปี หรือมีโอกาสค้าขายอย่างเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น โครงการรับจำนำข้าวจึงอาจเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชาวนาจำนวนหนึ่งหันไปสู่อาชีพอื่น ในขณะที่ผู้ยังอยู่ในอาชีพทำนา ก็จะมีโอกาสพัฒนาผลิตภาพของตนเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น

ในกระบวนการนี้ เขาจะลงทุนกับการศึกษาของลูกหลานเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หลังจากจบ ม.3 ซึ่งทำให้หางานโรงงานทำได้นั้น เขาจะส่งลูกหลานเรียนต่อไปหรือไม่ อันนี้ผมเดาไม่ถูก แต่ก็เชื่อว่าอย่างน้อยจำนวนหนึ่งก็น่าจะลงทุนด้านการศึกษาต่อไป เพราะไม่มีแรงบีบให้ต้องเอาลูกออกไปทำงานโรงงาน และถ้าเป็นอย่างนั้นในจำนวนคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวนาในเวลานี้ ย่อมหมายความว่า โครงการรับจำนำนี้ช่วยเปิดช่องทางที่ชาวนาจะได้รับผลพวงของการพัฒนาเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น 

อันที่จริง การที่รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ทุ่มงบประมาณลงไปสนับสนุน หรือออกกฎหมายปกป้องคนในอาชีพเกษตรนั้นเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ในสหรัฐ, ยุโรป, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ใช่ชาวนาไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร กลับสนับสนุนนโยบายเช่นนี้ด้วยซ้ำ เหตุใดนโยบายทำนองเดียวกันจึงถูกคนชั้นกลางและชนชั้นนำไทยคัดค้านอย่างหนัก 
ส่วนหนึ่งของคำตอบก็คือ ในประเทศพัฒนาแล้ว ชาวนาหรือเกษตรกรมีจำนวนน้อยมาก เฉลี่ยประมาณ 4-8% ของประชากร คนทั่วไปจึงไม่รู้สึกถึงผลกระทบของนโยบาย แต่คนถึง 40% ที่คอยความช่วยเหลือในเมืองไทย มีจำนวนมากกว่ากันมาก ความช่วยเหลือใดๆ ที่จะบังเกิดผลแก่เขาจริง ต้องมีสัดส่วนพอสมควรในทรัพย์สาธารณะเป็นธรรมดา คนไทยชั้นกลางขึ้นไปจึงอ่อนไหวต่อการช่วยชาวนามากเป็นพิเศษ มองนโยบายเหล่านี้ด้วยความระแวง
แต่เหตุผลที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการเมือง


ส่วนหนึ่งของชนชั้นนำไทยต้องการเก็บชาวนาไว้ภายใต้อุปถัมภ์ของตนตลอดไป แยกชาวนาออกเป็นปัจเจกบุคคลตัวเล็กๆ ภายใต้การนำของ "ปราชญ์ชาวบ้าน" ที่สยบยอมต่อระบบ ส่วนที่เหลือมองไม่เห็นประโยชน์ของชาวนามากกว่าแรงงานราคาถูก เพราะถึงอย่างไรสินค้าที่พวกเขาผลิตก็มุ่งไปที่ตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว 
ในทางตรงกันข้าม ชาวนาไทยไม่มีประสบการณ์ในการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองทางการเมืองมากนัก (เมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรในประเทศพัฒนาแล้วทั่วไป) อันที่จริงชาวนาไทยถูก "ปราบปราม" อย่างเหี้ยมโหดและเด็ดขาดเสียยิ่งกว่าความเคลื่อนไหวของกรรมกรเสียอีก หากเขาพยายามรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ของเขาในนโยบายสาธารณะ


จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม โครงการรับจำนำข้าวในราคาสูงของรัฐบาล ย่อมมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้แก่ชาวนาด้วย หากทำต่อเนื่องไปอีกสักสองสามปี จะไม่มีรัฐบาลใดกล้าเลิกโครงการนี้เป็นอันขาด 
แม้ว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว (ตามทรรศนะของผม) แต่รัฐบาลต้องยินดีและน้อมรับฟังคำวิจารณ์ของทุกฝ่าย ส่วนหนึ่งของคำวิจารณ์นั้นอาจมาจากแรงจูงใจที่ไม่ดีทางการเมือง
แต่รัฐบาลอย่าไปสนใจแรงจูงใจดีกว่า หากควรฟังและทบทวนโครงการอยู่ตลอดเวลา แก้ไขปรับเปลี่ยนอย่าให้เกิดรูรั่ว แต่ก็ต้องชัดเจนในด้านเป้าหมายของโครงการ ทั้งแก่ตนเองและประชาชน

เพราะรัฐบาลกำลังทำอะไรที่มีความสำคัญสุดยอดในการเปลี่ยนประเทศไทย หนทางย่อมไม่ราบรื่นเป็นธรรมดา 



.

2555-08-23

“ดร.นรินทร์” ฟันธงธุรกิจน่าลงทุนในลาว-พม่า โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

.

นรินทร์ สาระโนทยาน
นักธุรกิจชื่อดัง “ดร.นรินทร์ สาระโนทยาน” ฟันธงธุรกิจน่าลงทุนในลาว-พม่า
โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com  คอลัมน์ SMEs ก้าวทัน AEC
ในมติชน ออนไลน์ วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 16:15:09 น.


เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ประกอบการของไทยส่วนหนึ่งเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มาเนิ่นนานแล้ว ดร.นรินทร์ สาระโนทยาน ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนใน สปป.ลาว และ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า แล้วก็ยังเป็นที่ปรึกษาพิเศษ คณะปฏิรูประบบเศรษฐกิจของกระทรวงการเงินของ สปป.ลาว และกรรมการคณะทำงานการวางแผนแม่บทเศรษฐกิจ การค้า ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า อีกด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ ดร.นรินทร์ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในงาน ศาสตราจารย์สังเวียน ฟอรั่ม 2012 “AEC ก้าวใหม่ธุรกิจไทย รุกอย่างมีชั้น รับอย่างมีเชิง” จัดโดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีสาระน่าสนใจเพราะเป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์จริงในการลงทุนทั้งที่ สปป.ลาว และ สหภาพพม่า


ลาวรู้จักเออีซีก่อนไทย

สปป.ลาว เป็นประเทศที่น่ารัก มีวัฒนธรรมที่สวยงาม มีจีดีพีที่น่าเชื่อถือ มีศักยภาพทางการเมืองที่มั่นคงแตกต่างจากบ้านเรา
เขารู้จักประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี มาก่อนคนไทยเสียอีก สปป.ลาว รู้จักกันมานานแล้ว เมื่อ 2 ปีที่แล้วมีการแข่งขัน ทราบหรือไม่ว่า เด็กในประเทศใดเข้าใจเรื่องเออีซี นั่นคือ สปป.ลาว ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ที่หนึ่งของเอเชีย เป็นประเทศที่รู้เรื่องเออีซีมากกว่าเด็กไทย
การพัฒนาประเทศของ สปป.ลาว ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามหลักทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา สปป.ลาว จะใช้ 4G ตุลาคมนี้ และใช้ 3G มา 2 ปีแล้ว แต่ไทยยังไม่ได้ใช้ และเขามีดาวเทียมเป็นของตัวเอง

สปป.ลาว มีกฎหมายถ่วงความเจริญ แต่ไทยไม่มี เป็นกฎหมายที่สร้างขึ้นมาเพื่อการต้อนรับสู่การเป็นเออีซี เพื่อป้องกันการโกงกัน การเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไว้ป้องกันเป็นเกราะให้กับคนลาวด้วยกันเอง และชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนใน สปป.ลาว ผมอยากบอกทุกคนว่าอย่าไปกลัวการลงทุนใน สปป.ลาว เขามีจีดีพีที่สูงมาก และมีรสนิยมการบริโภคที่ดีมาก

ลัมโบร์กินี่ รถโลว์คลาสใน สปป.ลาว

รถยุโรปใน สปป.ลาว คือรถโลว์คลาส เนื่องจากการนำเข้า ไม่เสียภาษี ถ้าขับลัมโบร์กินี่ คือประชาชนคนธรรมดา รถไฮคลาสของ สปป.ลาว คือโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์แชมป์ หรือโตโยต้าแคมรี่ คนที่ใช้คือมหาเศรษฐีกับคณะรัฐมนตรีของ สปป.ลาว

เมื่อก่อนคนไทยเป็นอันดับหนึ่งในการค้าขายในสปป.ลาว แต่ปัจจุบันนี้อันดับของไทยตกไปอยู่อันดับ 5 ซึ่งเราเคยเป็นอันดับ 1 แต่เราแข่งขันกันเอง จนทำให้เราไปตัดราคากันเอง ไปทะเลาะกันเอง
ปัจจุบันนี้ จีนเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของ สปป.ลาว อันดับ 2 คือเวียดนาม อันดับ 3 คือญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์

การลงทุนใน สปป.ลาว ไม่ยาก เพราะรัฐบาลพยายามทำให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิสทุกอย่าง และเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น สิ่งที่ สปป.ลาว ต้องการมากที่สุดคือการลงทุนที่จริงใจ ซึ่งคนไทยไม่ค่อยจริงใจ แตกต่างจากจีน เวียดนาม  ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ให้ความจริงใจกับ สปป.ลาว มาก

กฎหมายลาวห้ามมีกิ๊ก

อีกเรื่องคือเรื่องกฎหมาย ผู้ชายไทยที่มีลูกมีเมียอยู่แล้วถ้าไป สปป.ลาว อย่าไปยุ่งกับแม่หญิงลาว เพราะอาจติดคุกได้ เนื่องจากกฎหมายของ สปป.ลาว ห้ามมีกิ๊ก ที่ผ่านมาคนต่างชาติชอบไปที่ สปป.ลาว และไปหลอกลวงแม่หญิงลาว ทางการสปป.ลาว จึงออกกฎหมายข้อนี้มาว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับแม่หญิงลาวเพื่อจะได้สิทธิ์ในการทำธุรกิจใน สปป.ลาว หากตรวจสอบได้ว่าแต่งงานมีลูกมีภรรยาแล้ว และไปแต่งงานกับแม่หญิงลาวจะถูกดำเนินคดี และยึดทรัพย์ทั้งหมดที่ลงทุนอยู่ในนั้น

รัฐบาลสปป.ลาว สนับสนุนเรื่องการลงทุนโรงพยาบาล โรงแรม การบริการการท่องเที่ยว เครื่องอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม นี่คือสิ่งที่ สปป.ลาว ต้องการ
ถ้าจะไปลงทุนใน สปป.ลาว ต้องศึกษาและเข้าใจในวัฒนธรรม กฎหมาย และเคารพกฎกติกามารยาทของเขา และพยายามอย่าทำตัวเด่น จะต้องแข่งขันกันอยู่ในกรอบ ในกฎระเบียบ ห้ามเล่นตุกติก ถ้าตุกติกปุ๊บรัฐบาลเล่นงานทันที

ขอแนะนำว่า ถ้าจะไปลงทุนใน สปป.ลาว จงหามิตรที่ดี และเพื่อนคู่คิดและพาร์ตเนอร์ที่ดี ให้เดินไปที่กระทรวงการค้ากระทรวงเดียว หรือสำนักงานบีโอไอ อยากลงทุนอะไรไปที่นั่น ไม่ต้องไปหาโบรกเกอร์ที่ไหน เพราะจะโดนคนไทยหลอกคนไทยด้วยกันเอง


เนปิดอว์รับเออีซี

อยากจะบอกว่า สหภาพพม่า ทุกคนเข้าใจว่าเป็นประเทศล้าหลังกว่าไทย 30 ปี แต่ผมอยากบอกว่าเขาไม่ได้ล้าหลังถึงขั้นนั้น การที่เขาเปิดประเทศมายาวนานขนาดนั้น และอยู่ของเขาได้โดยไม่ง้อใคร และไม่แบมือของเขา นี่คือคำถามว่าทำไมเขาอยู่ได้ 
สหภาพพม่านั้นประชากรมีเทียบเท่ากับประเทศไทยคือ 60 กว่าล้านคน และยังมีที่ไม่แท้จริงอีกประมาณ 40 กว่าล้านคนที่ไม่รวมโรฮิงยา ประชากรของสหภาพพม่าจึงมากกว่าประเทศไทย และมากกว่า สปป.ลาว กับ กัมพูชา มีอาณาเขตใหญ่กว่าประเทศไทย และมีทรัพยากรธรรมชาติที่พร้อมทุกอย่าง

ผมเจอคำถามว่าทำไมย่างกุ้งถึงถูกย้ายไปเป็นเนปิดอว์ คำตอบคือเพราะการเปิดประเทศและการเป็นเออีซี
เฉพาะแค่เนปิดอว์ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ที่นั่นจะมีการสาธารณูปโภคให้กับพวกเราไว้หมดแล้ว แบ่งเป็น 4 โซน โซนที่ 1 เป็นโซนทหาร โซนที่ 2 เป็นโซนเกษตรกรรม อันนี้จะเป็นโซนที่เปิดให้กับนักธุรกิจทำด้านอุตสาหกรรม โซนที่ 3 เป็นโซนอุตสาหกรรมหนัก เขาจะเน้นอุตสาหกรรมหนัก แตกต่างจาก สปป.ลาว ที่เน้นการท่องเที่ยวและการบริการ อาจจะมีการย้ายฐานไปอยู่สหภาพพม่ากันมากขึ้น โซนสุดท้ายคือโซนพลเมืองและบริการ คือโรงแรมและการท่องเที่ยว

ถามว่าตอนนี้สหภาพพม่าเตรียมการเปิดประเทศอย่างไร กำลังพัฒนาประเทศเพื่อสู่การเป็นหนึ่งของเอเชีย เหมือนที่เขาเคยเป็นเมื่อ 200 ปีที่แล้ว นั่นก็คือ การรวมชาติพันธุ์ และการเป็นศูนย์กลางการค้า ตอนนี้กำลังร่างกฎหมายการค้าขึ้น ฉะนั้น การไปลงทุนในสหภาพพม่าไม่ต้องกลัวว่าจะยุ่งยาก เขามีศูนย์กลางในการติดต่อ และดูแลควบคุมทั้งหมด นั่นคือ กระทรวงการค้าและบีโอไอ

”ทวาย” ศูนย์กลางโลจิสติกส์

สหภาพพม่าต้องการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งประเทศไทยชอบพูดกันว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ทุกคนเข้าใจผิดแล้ว ศูนย์กลางของเอเชีย คือสหภาพพม่า ถ้าได้ดูแผนที่จะเข้าใจว่าทำไมสหภาพพม่าจึงต้องการอยากเปิดท่าเรือน้ำลึกทวาย สหภาพพม่าไม่อยากเปิด คนที่อยากเปิดคือสิงคโปร์ และยุโรป อุตสาหกรรมทวายจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย ไม่ใช่แหลมฉบัง ไม่ใช่ประเทศไทย

ตอนนี้ไฮไลต์ของสหภาพพม่าคืออุตสาหกรรมทวาย ถ้าอยากจะรู้จักสหภาพพม่าให้มากขึ้น ต้องเริ่มศึกษานิคมอุตสาหกรรมทวายให้มากขึ้นว่าจะมีผลกระทบกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ เขากำลังทำสัญญาลุ่มแม่น้ำโขงระหว่างไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม นั่นคือการตัดถนนผ่านจากสหภาพพม่า จากแม่สอด ผ่านเข้าประเทศไทย ออกสะหวันนะเขต ออกไปเวียงจันทน์ ถ้าถนนนี้เสร็จคิดดูว่าการค้าของสหภาพพม่าจะเข้มแข็งขนาดไหน และการขนส่งของสหภาพพม่าอยู่ตรงไหน

โอบาม่าย่องเงียบไปพม่า

มาดูต่างประเทศกันบ้าง โอบาม่าไม่เคยมาประเทศไทย แต่โอบาม่าเคยไปสหภาพพม่าเป็นการลับ คุณคิดว่าโอบาม่าให้ความสำคัญกับสหภาพพม่าหรือไม่
อเมริกาจะให้ความสำคัญกับประเทศเปิดใหม่ และเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง ซึ่งสหภาพพม่าเป็นโจทย์ที่ตอบเขาได้มากกว่าประเทศไทย นั่นก็คือการเป็นสาวแรกรุ่น สาวบริสุทธิ์ ที่ยังไม่เคยผ่านมือชายใดๆ เลย ซึ่งเขาต้องการมาก แต่ประเทศไทยเหมือนสาวแรกรุ่นที่ผ่านมือชายมาแล้วหลายประเทศ แต่สหภาพพม่ายัง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมอเมริกาเข้าไปในสหภาพพม่าก่อน และยอมยกเลิกกฎต่างๆ ขณะนี้กำลังก่อสร้างสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำเนปิดอว์ และมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตและการเศรษฐกิจกัน  สปป.ลาว กับ สหภาพพม่า ไม่มีโควต้าในการนำเข้าสินค้ายุโรป ลองมอง 2 ประเทศนี้ดูว่ามีจุดแข็งอะไร นั่นคือ โควต้าการเข้าอียู 2 ประเทศนี้ไม่มีโควต้า

ญี่ปุ่นเดินเกมลึกได้ใจพม่า

ญี่ปุ่นเข้ามาดูแลในด้านเศรษฐกิจของสหภาพพม่าเกือบทั้งหมดแล้ว เป็นประเทศที่ฉลาดและรวดเร็วและไวจริงๆ พอประกาศเปิดประเทศปุ๊บ คำแรกเลยเขาเสนอการยกเลิกหนี้ให้ก่อน สอง ขอในการเป็นพี่เลี้ยงในการเปิดตลาดหลักทรัพย์ นี่คือสิ่งที่ญี่ปุ่นได้ และสิ่งที่สำคัญที่ญี่ปุ่นจะได้ต่อไปคือ อุตสาหกรรมหนักทุกชนิด แรงงาน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ 
เวิลด์แบงก์ตอนนี้ก็เริ่มเข้ามาเปิดสำนักงาน และเอดีบีแบงก์ก็เข้ามาเปิดสำนักงานในสหภาพพม่าแล้ว


ถ้าถามว่าเราจะได้อะไรจากสหภาพพม่าบ้าง เราได้เยอะมาก สหภาพพม่าเปรียบเสมือนประเทศที่ยังไม่มีอะไรเลย เปรียบเป็นสาวแรกรุ่นที่ยังบริสุทธิ์อยู่ ที่นั่นมีครบทุกอย่างที่น่าจะลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก สามารถไปได้เลย และสินค้าอุปโภคบริโภค

ประเทศหลักที่สหภาพพม่าส่งสินค้าออกเป็นหลัก อันดับแรก คือไทย ตามด้วยอินเดีย จีน และฮ่องกง ส่วนประเทศที่สหภาพพม่านำเข้ามากที่สุด คือสินค้าจากสิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ฉะนั้น นักธุรกิจไทยต้องรีบตีตื้นเข้าไป เนื่องจากว่าตอนนี้เศรษฐกิจของสหภาพพม่ากำลังเติบโตมาก และที่สำคัญคือ สิงคโปร์เป็นพี่เลี้ยงทางด้านการค้าและการเศรษฐกิจ ถ้าเราเข้าไปเร็วจะได้โอกาสเร็ว

ธุรกิจมือถือไปโลด

เรื่องโทรคมนาคมในสหภาพพม่ายังมีปัญหาอยู่หลายเรื่อง เช่น ยังอยู่ในการควบคุมของทหาร โทรศัพท์มือถือค่อนข้างราคาแพงมาก ที่บ้านเราขอเลขหมายฟรี แต่ที่นั่นเสีย 100,000 บาท แพงมาก แต่ปัจจุบันนี้หลังจากที่เปิดเออีซี ได้มีการแก้ไขกฎตรงนี้แล้ว ต่อไปธุรกิจเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือจะขายได้อย่างถล่มทลาย

สหภาพพม่าเปิดประเทศแล้วและต้อนรับเอสเอ็มอี และต้องการนายทุน ถ้าทำอะไรอยู่รีบเข้าไป จะเป็นโอกาส ก่อนที่จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลี จะเข้าไปก่อน และจะหมดโอกาส



.

2555-08-21

รถไฟความเร็วสูง (2) โดย วิรัตน์ แสงทองคำ

.

รถไฟความเร็วสูง (2)
โดย วิรัตน์ แสงทองคำ htpp//:viratts.wordpress.com
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1668 หน้า 28


สิ่งแรกๆ ที่ควรพิจารณา ดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ถือเป็นเรื่องใหญ่มากเรื่องหนึ่ง ความพยายามวิเคราะห์ความเป็นไปของสังคมไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหลวง เมืองใหญ่ หัวเมืองและชนบท จากนั้นควรข้ามผ่านปัญหาทางเทคนิคและงบประมาณ สู่การออกแบบตอบสนองสังคมในภาพรวม
ผมเคยนำเสนอพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงหัวเมืองและชนบท โดยพยายามเชื่อมโยงกับเมืองหลวง มองผ่านกิจกรรมหลักทางเศรษฐกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการค้าปลีก อย่างคร่าวๆ ซึ่งความจริงไม่สามารถมองภาพที่แยกออกจากกันเช่นนั้น
ควรขยายเป็นภาพความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่เชื่อมโยงไปสู่โอกาสใหม่ของผู้คน


สถานการณ์

ระบบเศรษฐกิจในชุมชนเกษตรดั้งเดิมของไทย เริ่มต้นปะทะกับปรากฏใหม่อันน่าทึ่งในช่วงท้ายของยุคสงครามเวียดนาม 
แม้เป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ แต่ถือเป็นหน่อของวิวัฒนาการสำคัญ ของเศรษฐกิจใหม่ในชนบท

ภาพเกษตรกรรมแปลงใหญ่ เป็นชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งของภาพรวมสถานการณ์ใหม่ในชนบทไทย กำลังเดินหน้าเข้าสู่ของระบบเศรษฐกิจพื้นฐานซับซ้อนขึ้น ในเชิงการผลิต เกษตรกรรม กำลังพัฒนาโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจมากขึ้น ด้วยความพยายามสร้างวงจรที่ทอดยาวไปยังการผลิตเชิงอุตสาหกรรม 
ขณะเดียวกันเกษตรกรรมรายย่อยก็เติบโตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับแรงกระตุ้นจากตลาดที่มีความต้องการมากขึ้น ทั้งจากเมืองใหญ่และต่างประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะผลไม้ และพืชผัก ซึ่งนับวันจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการมากขึ้น ต้องผลิตจำนวนมากขึ้นและต้องการเข้าถึงตลาดอย่างรวดเร็วมากขึ้น 
กรณีข้าวหอมมะลิ เป็นบริบทใหม่เพียงบริบทเดียวของเกษตรกรรมพื้นฐานของไทย แต่สะท้อนภาพใหม่ว่าด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างหลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มที่ไม่เชื่อมโยงกับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม 
ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเกษตรกรรมทำนาของประเทศที่ผลิตข้าวเพื่อการส่งออกมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แนวทางสายมูลค่าเพิ่ม ได้ก่อให้เกิดกลุ่มการผลิตขนาดเล็ก หรือเกษตรกรรายย่อยที่พยายามสร้างที่ยืนของตนเอง

เมื่อมองจากภาคอุตสาหกรรมการขยายตัวสู่หัวเมืองและชนบทอย่างเป็นกระบวนการมากที่สุด ต่อเนื่องจากรัฐบาลได้ขยายเขตการส่งเสริมการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมของรัฐไปในขอบเขตทั่วประเทศ มากกว่า 35 แห่ง 
รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมของเอกชน ที่สร้างขึ้นสำหรับกิจการในเครือข่ายของตน ไม่ว่า กลุ่มสหพัฒน์ กลุ่มกระทิงแดง และเกษตรรุ่งเรือง ไปจนถึง อุตสาหกรรมรายย่อยนอกนิคมอุตสาหกรรมอีกจำนวนมมาก 
ภาพการเกิดขึ้นอย่างเป็นปึกแผ่นของชุมชนรอบๆ เขตอุตสาหกรรมเป็นเรื่องใหม่และน่าตื่นเต้น ขณะเดียว การผลิตการเกษตรอย่างเป็นระบบที่มีส่วนผสมการผลิตของหัตถกรรมและอุตสาหกรรมสมัยใหม่บางระดับ ซ่อนตัวอย่างเงียบๆ ในชุมชน
สินค้าที่มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและสะท้อนบุคลิกชุมชน และสร้างสรรค์ทางประวัติศาสตร์ของสังคมหัวเมืองและชนบท ได้กลับมามีชีวิต มีการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง เป็นภาพที่ขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ กับความรับรู้และเข้าถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของชุมชนดั้งเดิมที่พยายามสืบสานต่อมา 

เครือข่ายการค้าปลีกขยายตัวทั่วประเทศ เป็นตัวเร่งที่สำคัญมาก ของโฉมหน้าใหม่ของหัวเมืองและชนบท ทั้งนี้ มาจากระบบเศรษฐกิจหัวเมืองและชนบทมีรากฐานมั่นคง เป็นอิสระจากเมืองใหญ่มากขึ้น มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม (รวมทั้งเครือข่ายและห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องของรายย่อย) การปรากฏขึ้นของธุรกิจรายย่อยในหัวเมือง และชนบท ที่อยู่ในระบบห่วงโซ่ต่างๆ ของเครือข่ายค้าปลีกรายใหญ่ รวมทั้งระบบแฟรนไชส์ ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และมีจำนวนมากขึ้น
เครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่ เริ่มต้นปักหลัก จากเมืองหลวงในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ราวปี 2531 เป็นต้นมา จากนั้นมาก็ค่อยๆ คืบคลานสู่หัวเมือง
เครือข่ายค้าปลีกได้นำบริการ นอกเหนือสินค้าคอนซูเมอร์ ไปสู่หัวเมืองและชนบทด้วย ไม่ว่าเครือข่ายธนาคาร สินค้าสื่อสาร ตามมาด้วยอย่างกระชั้นชิด 
ปรากฏการณ์การขยายตัวเครือข่ายการค้าสมัยใหม่ พัฒนาไปอย่างเร่งรีบและรวดเร็วในระยะไม่กี่ปีมานี้ ขณะเดียวชุมชนเกษตรกรรมและหัตถกรรมริมทางหลวง ได้สร้างตลาดย่อยขึ้นจำนวนมากเช่นกัน
รวมทั้งระบบหาบเร่ยุคใหม่ (ด้วยรถปิกอัพหรือรถพุ่มพวง) ก็เป็นเครือข่ายค้าปลีกที่มีจำนวนมากในหัวเมือง และชนบท โดยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
เป็นปรากฏการณ์ย่อยๆ ที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในแง่มุมการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก และระบบอาชีพหลากหลาย (Multi-career) ขึ้นอย่างน่าสนใจ

การเปลี่ยนแปลงข้างต้นได้สร้างระบบการจ้างงานจำนวนมากขึ้นตามหัวเมืองและชนบท การเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองหลวง ควรจะอยู่ในภาวะไม่ขยายตัวเช่นแต่ก่อน ขณะเดียวกันส่วนผสมของประชากรตามหัวเมืองและชนบทค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป นอกจากการเกิดขึ้นของเครือข่ายการผลิตสมัยใหม่ทั้งการเกษตรแปลงใหญ่ อุตสาหกรรม การค้าและบริการ ผู้บริหารระดับกลางของธุรกิจมีความจำเป็นต้องมีบทบาทในหัวเมืองและชนบทมากขึ้น 
ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงประชากรที่น่าสนใจ อีกสองกลุ่ม

หนึ่ง-กลุ่มคนในยุค Baby boom กำลังเกษียณตนเองจากระบบงานประจำ ประชากรกลุ่มนี้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าผู้เกษียณในยุคก่อน การเคลื่อนย้ายสู่หัวเมืองและชนบท 
กำลังกลายเป็นกระแสที่เติบโตอย่างเงียบๆ
ผู้คนเหล่านี้ยังมีพลังในกระบวนการทางเศรษฐกิจใหม่ระดับใดระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับเขยฝรั่งซึ่งกระจุกตัวภาคอีสาน



แรงกระตุ้น

ปัญหาของเมืองหลวงมีมากขึ้น รวมทั้งความเสี่ยงใหม่ที่เกิดจากน้ำท่วม เป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจข้ามผ่านด้วยต้นทุนที่สมเหตุสมผล จากเมืองหลวงของระบบเศรษฐกิจเกษตรเมื่อกว่าสองศตวรรษที่แล้ว เข้าสู่เมืองหลวงของระบบเศรษฐกิจใหม่ นำโดยภาคบริการ
จากสถานการณ์ใหม่ และโดยธรรมชาติของระบบทุนนิยม มีแรงบีบคั้นจากโอกาส จะมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น ดำเนินไปเป็นทางแยก ไปสุดขั้วข้างใดข้างหนึ่ง

ด้านหนึ่ง-การสร้างระบบสาธารณูปโภคใหม่ ด้วยการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่างๆ รวมทั้งมากจากวิกฤตการณ์น้ำท่วม
แต่ทั้งนี้ดูเหมือนจะมุ่งไปที่ลดความเสี่ยงในเชิงเศรษฐกิจและธุรกิจมากกว่าปัญหาสังคม การวางแผนและการดำเนินการอย่างเร่งรีบ อาจจะกลายเป็นปัญหาภาพรวมที่ซับซ้อนมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง-ภาคการผลิต บริการของระบบเศรษฐกิจมีการเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงทางธุรกิจที่มากขึ้น จะเป็นภาพสั่นสะเทือนที่มีต่อเนื่อง และขยายวงต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง สู่การค้นคิด ปรับตัวในเชิงธุรกิจระดับต่างๆ อีกมากมาย
เช่นเดียวผู้คนที่มีทางเลือกทั้งหลายคงต้องประเมินและปรับตัวเพื่อเตรียมลดความเสี่ยงในหลายรูปแบบ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายสู่พื้นที่ใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นครั้งแรกที่เกิดปรากฏการณ์ใหม่



แนวทางหนึ่ง

ผมเคยเสนอแนวคิดหนึ่งที่ (ตนเอง) เชื่อว่ามีความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย อาจเป็นสิ่งที่อ้างอิงในบางระดับ (บทความเรื่อง ยุทธศาสตร์ถนน มติชนสุดสัปดาห์ กุมภาพันธ์ 2553 หรือในหนังสือ "ยุทธศาสตร์เอาตัวรอดของกูรูธุรกิจ" สำนักพิมพ์มติชน) พยายามนำมาประยุกต์เข้ากับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งเชื่อว่าเป็นโครงการมีความหมายที่สำคัญมาก มากกว่าเครือข่ายทางบก ทางน้ำ และแม้กระทั่งทางอากาศที่มีอยู่เดิม 
เครือข่ายรถไฟความเร็วสูง สร้างระบบการเดินทาง เข้าถึงอย่างรวดเร็ว มากกว่าเครือข่ายระบบถนนเดิมทั้งมวล เป็นระบบที่ตรงเวลา และมีจุดแวะ เชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างทั่วถึงทั้งสังคม ทั้งเป็นบริการสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม


โอกาสและสายสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมเกิดขึ้นจากการพบปะ สนทนา มีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันโดยตรง ความสัมพันธ์นี้เป็นพื้นฐานของสังคม แม้ว่าปัจจุบันแม้ว่าจะมีโทรศัพท์มือถือ มี Social network เกิดขึ้นเชื่อมผู้คนทั้งโลกเข้าด้วยในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต 
แต่เครือข่ายใหม่ที่มีชีวิต ย่อมเป็นพื้นฐานสนับสนุนและเสริมการเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ถือเป็นความสัมพันธ์ในการสร้างพลัง และโอกาสทางอุดมคติมากมาย ในทุกมิติ ไม่ว่ารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจ 

การสร้างกลุ่มพลังทางการเมือง กลุ่มการจัดการทรัพยากรชุมชนด้วยตนเอง การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนบทเรียนซึ่งกันและกัน เป็นตลาดของกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ฯลฯ
แม้ว่า ผู้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคมนาคมมากที่สุด คือผู้ที่มีโอกาสมากอยู่แล้วในสังคม การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมมากขึ้น ควรเป็นเรื่องอุดมคติที่ควรพยายามอีกครั้งให้เกิดขึ้นเป็นจริง


เป้าหมายทางสังคมและชุมชน

การออกแบบระบบรถไฟความเร็วสูงจึงไม่ควรเป็นเพียงแบบแผนเกี่ยวกับเทคนิคเป็นสำคัญ ควรให้สำคัญในเรื่องเกี่ยวกับสังคม (Social context) 
แผนการโครงข่ายขนส่งและคมนาคม เป็นข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับนักค้าที่ดินและเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์มาช้านาน เราควรศึกษาวิจัย และสังเกตการณ์ (Research and Observation) กันอย่างจริงจัง ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงในมิติที่กว้าง กระทบต่อผู้คนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะในชุมชนในบริเวณเส้นทางตัดผ่าน การศึกษาวิถีชีวิต ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย โอกาสทางเศรษฐกิจ ฯลฯ การออกแบบเพื่อตอบสนองกิจกรรมต่างๆ ถืองานเป็นออกแบบที่ท้าทาย


ยุทธศาสตร์การสื่อสาร

ขบวนรถไฟ (ทั้งภายในและภายนอก) และเส้นทาง (รวมทั้งจุดแวะพัก) ได้เปิดพื้นที่อย่างเต็มที่ในการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ของผู้คน โอกาสทางธุรกิจแล้ว ถือมีความสำคัญในการสร้างระบบสื่อสารกับกลุ่มคนต่างๆ ทั้งผู้โดยสาร ผู้ผ่านทาง และสาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดการระบบข้อมูล เป็นทั้งจุดเชื่อมต่อและมีความจำเป็นด้วยตัวเอง โดยเฉพาะจากข้อมูลท้องถิ่น ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม โบราณสถาน หัตถกรรม เกษตรกรรม แหล่งทองเที่ยว ฯลฯ สะท้อนบุคลิกชุมชนอย่างสำคัญแล้ว การบริหารการสื่อสารอย่างเป็นระบบ สามารถรวบรวบข้อมูลเครือข่ายขนส่ง คมนาคมทั่วประเทศ (รวมทั้งเครือข่ายประเทศเพื่อนบ้านที่ควรมีต่อไป) เป็นฐานข้อมูลใหญ่ขึ้นอย่างอัศจรรย์ รวมไปจนถึงจุดเชื่อมกับการค้าระบบออนไลน์ด้วย)

ความคิดและแผนการที่จับต้องได้บางส่วนของผู้เกี่ยวข้องนำเสนอในตอนต่อไป 



.

2555-08-14

หนุ่มเมืองจันท์: “มติชน” กลับด้าน

.

“มติชน” กลับด้าน
โดย หนุ่มเมืองจันท์ boycitychan@matichon.co.th www.facebook/boycitychanFC คอลัมน์ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1669 หน้า 24


ดู"มติชนข่าวค่ำ" หรือยังครับ??
ถือเป็นก้าวแรกของ "มติชน" ที่เหยียบย่างเข้าสู่แวดวงจอแก้ว 
ผมเข้าใจแล้วว่าที่มีคนบอกว่า "คนดู" กับ "คนเล่น" นั้นไม่เหมือนกัน


ตอนที่เราดูฟุตบอล
เราจะบ่นนักฟุตบอลน่าดูเลยว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่เล่นอย่างนี้ 
แต่พอลงเล่นเอง
ใจไปแล้ว แต่ขายังไม่ไปไหนเลย
เหมือนกับตอนที่เราดูข่าวโทรทัศน์ เราจะรู้สึกว่าง่าย
แต่พอลงมาเล่นเอง 
โหย...ทำไมมันยากขนาดนี้


วิธีคิดเปลี่ยนเลยครับ
เป็น "นักข่าว" มาครึ่งชีวิต ทำข่าวหนังสือพิมพ์มานาน 
เรื่องข่าว เรื่องสัมภาษณ์คนใหญ่คนโต
ไม่เคยกลัว
แต่พอลงมาทำข่าวโทรทัศน์
เหมือนเด็กอนุบาลเลยครับ
เพียงแต่ตัวโตเท่ากับคุณครูเท่านั้นเอง

ทีมงาน "มติชนทีวี" ทุกคนที่มาจากสิ่งพิมพ์ในเครือรู้เลยว่าต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ 
"วิธีคิด" ต้องเปลี่ยน
จากที่คิดเป็น "ตัวอักษร"
ต้องคิดเป็น "ภาพ"



จำได้ว่า "ครูบ๊อบ" จากข่าว 3 มิติ สอนว่าระหว่างข่าวการเมือง กับข่าวรถส่วนตัวระเบิด 
ถ้าเราได้ภาพรถกำลังระเบิด 
ข่าวรถระเบิดจะเป็น "ข่าวนำ"

มีคุณครูพี่ลักษณ์ มาสอนเรื่องการเขียนสคริปต์ข่าวทีวี
การเล่าเรื่องโดยมีภาพประกอบ เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่

"ครูหนิง" สายสวรรค์ มาเล่าเรื่องการอ่านข่าว
แค่การใช้เสียง ก็เป็นศาสตร์ใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว 

ผมได้ค้นพบว่าความสนุกเรื่องหนึ่งของการทำในสิ่งที่เรา "ไม่รู้" 
คือ เราได้ "เรียนรู้"
"ความไม่รู้" เป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ


และในที่สุดก็ถึงเวลาที่ "มติชนข่าวค่ำ" จะปรากฏโฉมบนจอโทรทัศน์ 
ที่ช่อง "เวิร์คพอยท์ทีวี" ตอน 1 ทุ่มตรง 
เริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

เดือนแรก เราทำข่าวแค่วันจันทร์-ศุกร์
จากนั้นในเดือนกันยายน ช่วงเสาร์-อาทิตย์ จะพบกับ "มติชนสุดสัปดาห์"
"สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร" บรรณาธิการบริหารนำทีม 

เราได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก "เวิร์คพอยท์" ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรายการโทรทัศน์ 
เขาส่งทีมงานระดับ "ทัพหลวง" มาช่วยงานด้านโปรดักชั่นอย่างเต็มที่ 
ตั้งแต่ "กร-แก้ว-ปุ้ย" พร้อมทีมงานคอสตูม เสื้อผ้าหน้าผม 
รวมทั้งฉาก เพลงประกอบรายการ และอะไรที่ต้องใช้เทคนิคมากๆ 
"เวิร์คพอยท์" จัดให้

ส่วนทีมงาน "มติชนทีวี" นั้นก็ซุ่มฝึกวิชาเหมือนจะไปโอลิมปิก 
"ทำ-ทิ้ง" มากว่า 2 เดือน 
คือ ผลิตรายการข่าวเหมือนจริง ทำเสร็จก็ทิ้งไป
จำได้ว่าวันแรกที่ผลิตรายการข่าว พอเปิดดูในห้องประชุม 
ทุกคนนั่งนิ่ง แล้วมองหน้ากัน 
ไม่มีใครพูดอะไร แต่รู้เลยว่าทุกคนมองไปในอนาคต 
เห็นแต่ "ความมืด"

ในห้วงเวลานั้น การไม่พูด คือ การให้กำลังใจซึ่งกันและกันที่ดีที่สุด 
แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่า "ความมืด" เป็นแค่ทางผ่านไปสู่เป้าหมาย 
ยิ่งเดินต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่าแสบตา 
แฮ่ม... "แสงสว่าง" มันแรงครับ

รายการโทรทัศน์นั้นเป็นโลกมายาอย่างแท้จริง
"กร" เคยบอกผมว่าเวลาจะดูว่าภาพบนหน้าจอโทรทัศน์จะเป็นอย่างไร 
ห้ามดูด้วยตาเปล่า 
ต้องมองผ่านกล้อง
เห็นอะไรในกล้อง 
นั่นคือ สิ่งที่เห็นในจอโทรทัศน์
เหมือนกับ "ฉาก" ของ "มติชนข่าวค่ำ"



หลังจาก "มติชนข่าวค่ำ" ออนแอร์ 
นอกเหนือจากการติชมเรื่องข่าว 
มีคำถามหนึ่งที่น้องๆ ทุกคนต้องเจอ 
ทำไมฉากด้านหลัง ตัวอักษรคำว่า "มติชน" จึงกลับด้าน 
ลองดูภาพหน้าปก "มติชนสุดสัปดาห์" ก่อนอ่านข้อความต่อไป

รู้ไหมครับ ????
ฉากนี้ "แก้ว" ของ "เวิร์คพอยท์" เป็น "ตัวการ" 
เขาต้องการให้ฉากหลังเป็นภาพที่มองผ่านกระจกอาคารสูง 
เหมือนกับรายงานข่าวอยู่ริมกระจกชั้นที่ 20
และด้วยความคิดกวนๆ ของเขา

เมื่อเป็นอาคารมติชน 
ต้องมีชื่อ "มติชน" ติดอยู่นอกอาคาร 
เมื่อมองจากข้างใน ตัวอักษร "มติชน" จะต้องกลับด้าน
เป็นความคิดที่เท่แต่ท้าทายมาก 
เมื่อฉากเสร็จเป็นรูปร่าง ใครที่เห็นจะถามเหมือนกัน

"ทำไมคำว่ามติชนกลับด้าน"
ผมจะไม่ตอบทันที ปล่อยให้เขาคิดแป๊บหนึ่ง 
"อ๋อ..." ส่วนใหญ่จะคิดออก 
"รู้แล้ว เพราะเป็นป้ายมติชนที่อยู่ด้านนอกอาคาร"

ครับ ใครที่คิดออกจะรู้สึกเลยว่าตัวเองมีฉลาด มีไหวพริบ 
หน้าตาดี รักเสียงเพลง ไม่ดูถูกคนจน 
และนั่นคือ คนดู "มติชนทีวี"



แต่คนที่คิดได้ลึกซึ้งกว่า คือ "อู" สุวพงศ์ 
เขาบอกว่าป้ายอาคารมติชนที่กลับด้านแสดงถึงบุคลิกของ "มติชนข่าวค่ำ"
"เราไม่หลอกลวงคนดู" 
เพราะเมื่อมองจากในอาคารแล้ว ป้าย "มติชน" จะต้องกลับด้าน เราก็ให้คนดูเห็นภาพแบบนั้น
"เรายืนหยัดในความจริง" หนุ่มอูบอกด้วยเสียงจริงจัง 
ผมคุกเข่าลงทันที โขกศีรษะคารวะให้ "บ.ก.อู" 3 ครั้ง

คิดได้ยังไงเนี่ย



.

2555-08-13

นิธิ: ตลาดออนไลน์ แก้ปัญหากินดิบ 1 %

.

ตลาดออนไลน์ แก้ปัญหากินดิบ 1 %
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ในมิติชน ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 10:50:33 น.
( ที่มา คอลัมน์ กระแสทัศน์ ของ นสพ.มติชนรายวัน 13 สิงหาคม 2555 )


สํานักพิมพ์ใหญ่สองแห่ง ซึ่งเป็นสายส่งใหญ่ด้วย ร่วมมือกันขึ้นราคาค่าวางหนังสืออีก 1% จนทำให้สำนักพิมพ์เล็กที่ต้องอาศัยสองแห่งนั้นวางตลาดให้ พากันโวยวายว่าเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป
ทันทีที่ผมได้ยินข่าวนี้ ผมนึกถึงอินเตอร์เน็ตในฐานะตลาด ซึ่งผมขอใช้ในความหมายรูปธรรมว่าที่ขายของนี่แหละครับ สำนักพิมพ์เล็กน่าจะร่วมมือกันเปิดตลาดออนไลน์ขึ้น แม้ว่าอาจไม่สามารถเป็นอิสระจากสายส่งใหญ่ได้โดยสิ้นเชิง แต่อย่างน้อยก็บรรเทาผลกระทบลงได้ หากสามารถขายหนังสือได้โดยตรงเป็นสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น


คำอธิบายของสำนักพิมพ์ใหญ่ซึ่งขอขึ้นราคาค่าวางตลาด เท่าที่ผมได้ฟังทางทีวี และรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง มีว่า ต้นทุนการวางตลาดหนังสือตามร้านของสำนักพิมพ์ ซึ่งกระจายตามห้างสรรพสินค้าไปจนถึงสนามบินทั่วประเทศนั้น สำนักพิมพ์ใหญ่ต้องเป็นผู้แบกรับแต่ผู้เดียว ในขณะที่แรงงานราคาสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขอขึ้นราคา
คนนอกวงหนังสืออย่างผมฟังแล้วก็ออกจะงง เท่าที่ผมเข้าใจ หนังสือหนึ่งเล่มนั้นมีผู้เข้ามาร่วมในการแบ่งกำไรกันดังนี้คือ 1. ผู้เขียน 2. ผู้พิมพ์ 3. สำนักพิมพ์ 4. ผู้จัดจำหน่าย (หรือที่เรียกกันว่าสายส่ง) และ 5. ร้านหนังสือ
แน่นอนว่าเพื่อจะเอาส่วนแบ่งกำไรดังกล่าว ทุกฝ่ายมีต้นทุนต้องจ่ายทั้งสิ้น ร้านหนังสือก็มี นับตั้งแต่เช่าที่ไปจนถึงจ้างแรงงาน ถ้าค่าแรงสูงขึ้นจนต้องเพิ่มราคา เหตุใดผู้พิมพ์และผู้จัดจำหน่ายจึงสามารถรับได้ แต่ร้านหนังสือรับไม่ได้

อันที่จริง เรื่องมันคงซับซ้อนกว่านั้น เพราะผู้จัดจำหน่ายในปัจจุบันไม่ได้เป็นแต่เพียง "สายส่ง" คือไม่ใช่แค่เอาหนังสือไปวางตามแผง หรือร้านหนังสือ แล้วก็รอเก็บเงินส่งคืนสำนักพิมพ์เท่านั้น ผมเข้าใจว่า เรื่องมันเริ่มจาก เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ผู้พิมพ์หรือโรงพิมพ์ขยายงานของตนไปสู่การเป็นสำนักพิมพ์ ในขณะเดียวกันก็มีนิตยสารเป็นของตนเองเพื่อเลี้ยงโรงพิมพ์ให้มีงานทำตลอดเวลา ทำให้ฐานะการเป็นสำนักพิมพ์สมบูรณ์ขึ้นด้วย เพราะสามารถใช้นิตยสารของตนโฆษณาหนังสือที่ตนผลิตขึ้นได้สะดวก (และในภายหลัง เมื่อกิจการใหญ่โตขึ้น ก็อาจโฆษณาผ่านการจัดอีเวนต์หรืออื่นๆ ได้อีก)
หากนิตยสารของตนประสบความสำเร็จ มีผู้อ่านจำนวนมาก ก็เริ่มวางหนังสือเองเพราะไม่มีเหตุผลที่จะต้องแบ่งกำไรส่วนนี้ให้แก่สายส่ง จากนั้นก็เขยิบฐานะขึ้นทำงานเป็นสายส่งเสียเอง
เพราะไหนๆ ก็ต้องวางหนังสือของตนเองอยู่แล้ว ซ้ำมีช่องทางที่จะเป็นผู้จัดจำหน่ายได้เก่งกว่าสายส่งเก่าๆ เสียด้วย เพราะมีแรงจะโฆษณาสินค้า ซ้ำมาในภายหลังยังสามารถเปิดร้านหนังสือของตนเองทั่วประเทศ (ตามจุดที่เป็นตลาดใหญ่เสียด้วย) การซื้อบริการสายส่งของสำนักพิมพ์ใหญ่เหล่านี้จึงเป็นข้อได้เปรียบทางการค้า
ดังนั้น ในห้าห่วงของการผลิตหนังสือหนึ่งเล่ม สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ กลืนกินไปแล้ว 4 ห่วง เหลือแต่นักเขียนที่ยังไม่ถูกกลืนลงไปเพียงห่วงเดียว (แต่จำนวนมากก็กลายเป็นพนักงานของบริษัทสี่ห่วงไปพร้อมกัน)



นี่ก็เป็นปรากฏการณ์ปกติของทุนนิยม คือ ปลาใหญ่กินปลาเล็กด้วยการขยายกิจการไปทำกำไรในที่ซึ่งคนเล็กกว่าเคยทำกำไรมาก่อน ดังนั้น ในทุกวันนี้สายส่งเดิมก็ล้มหายตายจากหรือกำลังล้มหายตายจาก ส่วนร้านและแผงหนังสือและร้านหนังสือก็ร่วงโรยจนแทบจะหาไม่ได้อีกแล้ว นอกจากร้านของสำนักพิมพ์ใหญ่ในห้างต่างๆ
สำนักพิมพ์ใหญ่อ้างว่า ต้องขอกินดิบ 1 เปอร์เซ็นต์ในการจัดจำหน่าย ก็เพราะร้านหนังสือของตนซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศนั้นต้องมีภาระกระจายหนังสือจากสายส่ง (ซึ่งก็อยู่ในบริษัทเดียวกัน) ไปทั่วทุกร้าน อันเป็นภาระต้นทุนที่สูง พูดอีกอย่างหนึ่งคือร้านหนังสือซึ่งเป็นธุรกิจลูกของบริษัทมีต้นทุนสูงขึ้น แต่สายส่งซึ่งเป็นธุรกิจลูกของบริษัทเหมือนกัน มีภาระลดลง ฉะนั้นหากคิดถึงกำไรของบริษัททั้งบริษัท ก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างไร

แต่หลักการของการทำธุรกิจในปัจจุบันบังคับให้คนไปคิดว่า หน่วยธุรกิจย่อยของบริษัททุกหน่วย ต้องทำกำไรเพิ่มขึ้นตลอด แม้ว่าธุรกิจย่อยล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างแยกจากกันไม่ออกก็ตาม (ยังจำคำขวัญของเสี่ยได้ไหม-โตแล้วแตก แตกแล้วโต)
สำนักพิมพ์เล็กๆ จึงเดือดร้อนกับการกินดิบ 1% (จ่ายโดยไม่มีคืน ไม่ว่าจะขายหนังสือได้หรือไม่) เพราะไปเพิ่มราคาปกได้ไม่สะดวกนัก เนื่องจากหนังสือของตนไม่มีทุนโฆษณาเหมือนหนังสือของสำนักพิมพ์ใหญ่ มีแต่ยอดขายจะลดลงเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะดีแก่สำนักพิมพ์ใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะสำนักพิมพ์เล็กซึ่งเป็นปลาซิวปลาสร้อยจะได้ล้มหายตายจากไปเสียที ไม่สามารถมาตอดแข้งตอดขาให้รำคาญอีกต่อไป
ดำเนินการแข่งขันเสรีตามคาถาของทุนนิยมไปจนถึงที่สุดแล้ว ย่อมนำไปสู่อำนาจผูกขาดที่เหนือกว่าอำนาจรัฐ อันถือเป็นสรวงสวรรค์ของนายทุนทั่วโลก

ด้วยเหตุดังนี้แหละครับ ที่เมื่อผมได้ยินข่าวนี้ จึงคิดถึงตลาด (ที่ขายของ) บนอินเตอร์เน็ตขึ้นมาทันที

ตลาด หรือพื้นที่ซึ่งคนใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันนั้น แม้ว่าจะมีเพิ่มมากขึ้นในเมืองไทยอย่างมาก แต่กลับเป็นพื้นที่ซึ่งคนเล็กคนน้อยถูกกีดกันออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่ซึ่งพอจะผลิตอะไรไปซื้อขายแลกเปลี่ยนได้บ้าง เข้าไม่ถึงตลาด 
ในซอยบ้านผมเมื่อยังเป็นเด็กนั้น จะมีแม่ค้าหาบขนมเดินผ่าน พร้อมร้องตะโกนบอกสินค้าแล้วลงท้ายว่า "แม่เอ๊ย" เกือบทั้งวัน เย็นตาโฟที่อร่อยที่สุดในชีวิตก็มาจากซาเล้งที่เขาถีบเข้ามาขายตอนใกล้เที่ยง กระเพาะปลาที่อร่อยที่สุดในชีวิตก็มาจากหม้อทองเหลืองขัดเงามันวาว ที่พ่อค้าจีนหาบมาขายทุกวันเหมือนกัน
ในตอนนั้น ถนนก็คือ "ตลาด" ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้

ต่อมารถยนต์ก็ไล่ตลาดออกไปจากถนน ต้องร่นขึ้นไปบนทางเท้า และต่อมา คนเล็กคนน้อยก็ถูกเบียดขับออกไปจากตลาดบนทางเท้า
ในปัจจุบันนี้ เราก็ยังสามารถหาอาหารหรือสินค้าแบบนั้นได้อยู่ใน "ตลาด" (ซึ่งก็มักอยู่บนทางเท้านั่นเอง) แต่ "ตลาด" ของปัจจุบันไม่ได้เปิดเสรีให้แก่ใครที่มีสินค้าจะขายเสียแล้ว เพราะต้องจ่ายค่าพื้นที่ในตลาด (แม้แต่เป็นพื้นที่สาธารณะ) ในราคาที่ค่อนข้างสูง จนกระทั่งคนเล็กคนน้อยที่พอมีทุนและฝีมือผลิตสินค้าได้ ไม่สามารถเข้าถึงเพราะต้นทุนและความเสี่ยงสูงเกินไป

ในเมืองไทยปัจจุบัน ซึ่งคนเกือบ 100% ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจยังชีพแล้ว แค่ทำให้คนเข้าถึงตลาด (ในความหมายตรงไปตรงมา คือพื้นที่สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยน) ได้ง่ายขึ้น ก็จะเพิ่มรายได้แก่คนจำนวนมาก และเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่คนเล็กคนน้อยอีกมหึมา
โครงการพระราชดำริก็ตาม โอท็อปก็ตาม จะมองว่าสำเร็จก็ได้ ล้มเหลวก็ได้ แล้วแต่จะมองจากมุมไหน แต่ข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ โครงการเหล่านี้ทำให้สินค้าของชาวบ้านสามารถเข้าถึง "ตลาด" ได้กว้างขวางขึ้น (ตลาดทั้งในความหมายรูปธรรมและนามธรรม) ส่วนการเข้าถึงตลาดดังกล่าวนี้ จะยั่งยืนหรือไม่เพียงใด เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

แต่ท่ามกลางการกีดกันมิให้คนเล็กคนน้อยเข้าถึงตลาด ก็เกิดช่องทางการสื่อสารแบบใหม่คือ อินเตอร์เน็ตขึ้น อินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ใหญ่มาก และนับวันก็จะใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำมีอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าถึงไม่สู้จะมากนัก และอุปสรรคที่มีอยู่สามารถแก้ไขได้ง่ายนิดเดียว เช่นการเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลดหรืออัพโหลดเท่านั้น อันเป็นเทคนิควิทยาซึ่งเขารู้และทำกันทั่วโลกอยู่แล้ว

สำนักพิมพ์และร้านหนังสือเล็กๆ น่าจะรวมหัวกันสร้างตลาดของหนังสือตนในอินเตอร์เน็ต ความจริงเวลานี้ก็มีผู้พยายามทำอยู่แล้วในนามของ "ร้านหนังสือบ้านเกิด" น่าจะขยายกิจการประเภทนี้ให้สามารถทำงานทั้งในแง่จัดจำหน่าย สายส่ง และร้านหนังสือได้ด้วย ใช้พื้นที่บนอินเตอร์เน็ตในการแนะนำหนังสือ อาจร่วมมือกับนักเขียนที่ชอบวิจารณ์หนังสือ เปิดนิตยสารปริทรรศน์หนังสือออนไลน์ขึ้น เชื่อมโยงกับ "ตลาด" ของตนซึ่งมีอยู่แล้ว หากสามารถรวมตัวร้านหนังสือเล็กๆ (ซึ่งอาจเข้ามาถือหุ้นร่วมกัน) ขายบริการสายส่งให้กว้างขวาง ก็จะลดความจำเป็นต้องพึ่งพาสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ลงได้เป็นสัดส่วนอักโขอยู่ หากกำไรของหนังสือยังได้จากส่วนอื่น ก็อาจลดราคาปกในร้านของตนลงได้ ทำให้แข่งกับร้านหนังสือตามห้างได้ด้วย
โอกาสนั้นแยะมากบนอินเตอร์เน็ต เพราะนี่คือตลาดที่ให้ความเสมอภาค (พอสมควร) แก่คนเล็กและคนใหญ่ ไม่ใช่เพียงขายหนังสือเท่านั้น แต่ขายอะไรอื่นๆ ได้อีกมาก โดยมีโสหุ้ยต่ำ (ถ้าขายได้) เพียงแต่ว่าหนังสือเป็นสินค้าที่เหมาะสำหรับตลาดประเภทนี้มากกว่าขนมครก

แต่ก็เหมือนตลาดทั่วไป ต้องมีอำนาจรัฐเข้ามาจัดระเบียบด้วย เช่นเดียวกับในตลาดทุกประเภทย่อมมีผู้ร้าย นับตั้งแต่จี้ปล้นไปจนถึงเบี้ยวสินค้าหรือเบี้ยวไม่จ่ายราคาสินค้า รัฐต้องเข้ามาทำให้อินเตอร์เน็ตเป็นตลาดที่ปลอดภัยแก่การซื้อขายแลกเปลี่ยน ประสิทธิภาพของตลาดไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของการสื่อสารเพียงอย่างเดียว ยังต้องมีกฎระเบียบและการดูแลตามกฎระเบียบให้ผู้ร้ายหากินได้ยาก ถึงเล็ดลอดทำได้สำเร็จ ก็ต้องถูกจับกุมและลงโทษตามกฎหมาย

เพียงพัฒนาอินเตอร์เน็ตให้เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ ก็เปิดโอกาสให้คนเล็กคนน้อยในประเทศไทยได้เข้าถึงตลาดอีกมาก และแน่นอนทำให้รายได้ของเขาเพิ่มขึ้น หรือบางกรณีถึงกับมีอาชีพแน่นอนมั่นคงขึ้นมาได้ด้วย

แต่รัฐไทยมองอินเตอร์เน็ตอยู่มิติเดียวคือความมั่นคง (ซึ่งแปลว่าอะไร ก็แล้วแต่ผู้มีอำนาจจะสั่งให้มีความหมายอย่างไร) ฉะนั้นบทบาทของรัฐในสังคมออนไลน์จึงมีเพียงอย่างเดียว คือคอยดูว่าใครใช้ช่องทางนี้ในการ "ล้มเจ้า", ใครใช้ช่องทางนี้ในการล้มรัฐบาล (ซึ่งแปลว่ากลุ่มคนที่กุมอำนาจอยู่), ใครใช้ช่องทางนี้ในการทำให้อำนาจของคนที่มีอำนาจอยู่แล้วสั่นคลอนบ้าง
ที่เหลือบนอินเตอร์เน็ตก็ตัวใครตัวมัน กลายเป็นที่ปล้นสะดม, ต้มตุ๋น, ปลอมแปลง, ขู่กรรโชก ฯลฯ กันตามสะดวก จนไม่อาจพูดได้เลยว่าเป็น "ตลาด"

ยุบกระทรวงไอซีทีไปเลยไม่ดีกว่าหรือ เพราะเป็นกระทรวงที่ไม่คุ้มค่าที่สุด มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลุ่มเดียว (ซึ่งไม่ต้องใช้เงินงบประมาณสักแดงเดียว) ก็สามารถรักษาความมั่นคงได้แล้วล่ะ



.

2555-08-11

ธรรมชาติเปลี่ยน..คนเปลี่ยน วิธีการต่อสู้ฯก็เปลี่ยน โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

ธรรมชาติเปลี่ยน..คนเปลี่ยน วิธีการต่อสู้ของคนก็เปลี่ยน
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1669 หน้า 20


มีคนแบ่งการต่อสู้ในโลกนี้เป็น 2 แบบ
แบบแรกคือการต่อสู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ 
แบบที่สองคือคนกับคน


คนสะสมประสบการณ์ สร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์และผลผลิตจากธรรมชาติขึ้นมาเพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ต่อมาก็กลายเป็นสินค้า ผลประโยชน์มีมากขึ้นจนต้องต่อสู้แย่งชิงกัน ทั้งในระดับคนต่อคน ชนเผ่าต่อชนเผ่าและประเทศต่อประเทศ
วันนี้การต่อสู้ของกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ในชาติเราจึงเป็นเรื่องปกติ 
การเกิดข้อพิพาทขึ้นเพื่อแย่งชิงหมู่เกาะและพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ก็เป็นเรื่องปกติ

แต่การเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศ และเปลือกโลกไม่เป็นปกติแล้ว


ธรรมชาติกำลังเปลี่ยนไปสู่สภาพที่
จะเป็นปัญหากับการดำรงชีวิต


สัญญาณเตือนจากธรรมชาติถูกส่งมานานแล้ว ล่าสุดคือข่าวการละลายของแผ่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่กรีนแลนด์ จาก 40% ละลายเกือบหมด แผ่นน้ำแข็งซึ่งบางส่วนหนาถึง 3,000 เมตร ละลายต่อไปถึง 97 เปอร์เซ็นต์ใน 4 วัน เร็วกว่าในอดีตอย่างมาก
ในระยะ 3 ปีมานี้ เกิดแผ่นดินไหวติดต่อกันเกือบตลอดตามแนวรอยเลื่อนทั่วโลก เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนอย่างหนัก เกิดพายุ ฝนตกน้ำท่วม มากกว่าเดิมและหนักกว่าเดิม 
ในการต่อสู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ คนรุกทุกแนวรบ ธรรมชาติก็ตั้งรับมาโดยตลอดนานนับพันๆ ปี เริ่มจากความต้องการของคนที่จะมีชีวิตอยู่รอดและพัฒนามาเป็นความต้องการมีชีวิตที่สุขสบาย จากนั้นก็ขยายเป็นความโลภ ต้องการสะสม เลยกลายเป็นการแสวงหาทรัพยากรจากทุกมุมโลกขึ้นมาผลิตเป็นสินค้า สร้างความร่ำรวย
บนผืนแผ่นดินมีการทำลายล้าง ป่าไม้ ภูเขา ป่าชายเลน ชายหาด เกาะแก่งต่างๆ คนสามารถบุกรุกลงไปในมหาสมุทร ทะเล และห้วงน้ำต่างๆ ทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งพืชสัตว์และธรรมชาติ เช่น หินผาต่างๆ 
แม้ใต้พื้นผิวดินก็ถูกขุดเจาะเพื่อหาแร่ธาตุและแหล่งพลังงานเช่นน้ำมัน

อากาศและบรรยากาศก็ถูกทำลายจากการปล่อยมลภาวะ แม้จะมีการเตือนเรื่องสภาวะโลกร้อน แต่การทำลายล้างก็ยังไม่หยุด
สำหรับธรรมชาติ นิ่งเงียบมานาน ปล่อยให้คนใช้ความโลภขุดหลุมฝังตัวเอง พอถึงวันนี้ขยับตัวแต่ละครั้งแผ่นดินสะเทือนพายุถล่ม มาทั้งดินน้ำลมไฟ ในขณะที่ผู้คนลงไปแก่งแย่งกันอยู่ที่ก้นหลุม ไม่มีโอกาสปีนกลับขึ้นมา 
คงได้แต่รอ วัน เวลา ที่ความหายนะจะมาเยือน



การสะสมทรัพย์สมบัติของคน...
ความโลภที่ไม่สิ้นสุด


คนสร้างวัฒนธรรมในการสะสมขึ้นมา เริ่มจากเสบียงอาหาร ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นสิ่งสมมุติ เช่น เงิน ทอง แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจพัฒนา คนที่รวยก็มีมากมาย จนไม่สามารถสะสมเป็นรูปเงินหรือทองคำได้ วันนี้คนที่สะสมได้มากจึงทำได้ เพียงแค่มองเห็นตัวเลขในหน้าจอและรู้ว่าตัวเองมีเท่านั้นเท่านี้ 
ต่อให้มีชีวิตไปจนถึงวันตายก็ไม่สามารถเห็นทรัพย์สมบัติของตัวเองได้ทั้งหมด 
ไม่ต้องไปพูดถึงการได้สัมผัสลูบคลำ แต่ผู้คนในโลกก็ยังนิยมสะสมทรัพย์สมบัติกันต่อไป ไม่ว่าสิ่งนั้นจะได้มาด้วยวิธีการที่ต้องทำลายมนุษย์ไปกี่คน ทำลายธรรมชาติไปกี่แห่ง

เมื่อสะสมมากก็มีการลงทุนเพิ่มเพราะความโลภ แต่กำลังของคนไม่สามารถขยายทันความอยากได้อยากมีของตนเอง โดยเฉพาะคนจน คนชั้นกลาง ต้องกู้เงินจากอนาคตมาใช้และเมื่อหมุนคืนไม่ทัน ไม่เพียงฝันของผู้คนสลาย บ้าน รถและอนาคตหายไป แต่มันได้ลากระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันให้ล้มลงด้วย
เช่น ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของอเมริกาซึ่งบัดนี้ยังไม่สามารถแก้ไขให้ฟื้นได้ ความล้มเหลวของเศรษฐกิจยุโรปก็ตามมาทีละประเทศ และทำท่าจะหนักกว่า ซึ่งจะส่งผลสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั่วทั้งโลกอย่างแน่นอน


การต่อสู้ระหว่างคนกับคนดำเนินต่อไป...
แม้โลกจะพังทลาย


ข่าวการปฏิวัติและการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในแอฟริกาเหนือยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็ลามข้ามไปประเทศซีเรียซึ่งบัดนี้การต่อสู้ได้แปรสภาพเป็นสงครามกลางเมืองไปแล้ว 
ประธานาธิบดีอัสซาดแห่งซีเรียได้ใช้อาวุธหนักเข้าปราบปรามประชาชน 
ข่าวว่า 17 เดือนที่ผ่านมา น่าจะมีผู้เสียชีวิตเกือบ 2 หมื่นคนแล้ว 
ในประเทศไทยก็จะมีการต่อสู้ไปเรื่อยๆ 
แต่นี่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการต่อสู้ เพื่อชิงอำนาจแบบโบราณกับสมัยใหม่


หลักการชิงอำนาจและปกครองยุคโบราณของไทย

1.ใช้กำลังอาวุธ เข้าแย่งชิงอำนาจ 
2. แต่งตั้งและกำหนดตัวผู้ปกครองและแต่งตั้ง โดยไม่ต้องฟังความเห็นจากประชาชน 
3. ร่างกฎกติกาให้เป็นประโยชน์ต่อคนเองและพรรคพวกเพื่อทำการปกครองและรักษาอำนาจ บังคับให้ทุกคนยอมรับและทำตามกฎนี้ 
4. สร้างระบบยุติธรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ปกครอง ซึ่งจะใช้บังคับให้คนเคารพและเชื่อฟังกลุ่มผู้ปกครอง 
5. การกำหนดนโยบายในการบริหาร กำหนดโดยคณะผู้ปกครอง 
6. ผู้ที่ต่อต้านหรือมีความเห็นขัดแย้งจะต้องถูกลงโทษเช่นถูกฆ่าหรือจับไปขัง


แม้สิ่งเหล่านี้ยังดำรงอยู่ แต่ก็กำลังจะเปลี่ยนไป เพราะการไม่ยอมรับการรัฐประหารในระดับสากล ทำให้การชิงอำนาจ ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และสังคมไทยก็ก้าวตามยุคสมัยไปด้วย นั่นคือการสู้กันด้วยข้อมูลและเหตุผล


แนวรบที่เปลี่ยนอย่างสมบูรณ์

การเปลี่ยนแปลงที่ชี้ว่าสังคมไทยได้ก้าวขึ้นบันไดไปอีกขึ้นหนึ่งแล้ว เช่นการพัฒนาระบบโทรศัพท์มือถือ การเพิ่มปริมาณผู้ใช้จานดาวเทียม การแจกTabletเด็กนักเรียนทั่วประเทศ 
และล่าสุดคือการเปิดบริการ Wireless Fidelity (Wi-Fi) 200,000 จุดทั่วประเทศ

บันไดหลายขั้นนี้ถูกก่อสร้างมาหลายปีด้วยการพัฒนาของมนุษย์ มีคนจำนวนหนึ่งก้าวขึ้นไปแล้ว บางส่วนผ่านเลยไปไกลแล้ว แต่คนส่วนใหญ่เพิ่งจะได้สัมผัส 
การพัฒนา Hardware ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องมือสื่อสารต่างๆ สูงขึ้นมาก แต่ราคาถูกลงทำให้แต่ละคนหรือแต่ละครอบครัว มีโอกาสสื่อสารกันได้ ทั้งด้วยโทรศัพท์มือถือ, Tablet, คอมพิวเตอร์, ระบบโทรทัศน์ที่เชื่อมกับระบบสื่อสารอื่นๆ การพัฒนาระบบส่งข้อมูล ข่าวสาร ปัจจุบัน

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนา Software ให้เหมาะสมกับ Hardware ที่มีหลายรูปหลายแบบ และสามารถสร้างระบบส่งข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและทั่วถึง  
ทำให้ทุกวันนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกสามารถรับข่าวสาร หรือสามารถทั้งรับและส่ง ผ่านดาวเทียม ผ่าน Internet การสร้างเครือข่าย Wi-Fi 200,000 จุดในประเทศไทยจะสอดรับกับสภาพความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือใช้

อาจกล่าวได้ว่า โทรศัพท์มือถือเป็นอวัยวะ ชิ้นที่ 33 ที่งอกขึ้นมาเมื่อเราเติบโตขึ้น ราคาของโทรศัพท์และ Tablet ที่จะถูกลงอย่างมากในอนาคต
และการแจกTabletเด็กนักเรียนเป็นล้านเครื่องทั่วประเทศ จะทำให้ผู้คนเข้าถึง ข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง ได้แทบทุกจุด ทุกเวลา

แนวรบที่เปลี่ยนอย่างสมบูรณ์จะมีผลให้ 
1. การควบคุมข่าวสาร หรือการกำหนดข่าวสารป้อนให้คนเฉพาะกลุ่มทำไม่ได้อีกแล้ว จำนวนคนที่เข้าถึงข่าวสารจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า เช่น มติชนรายสัปดาห์ มีคนอ่าน 2 แสนคน เมื่อไปผ่านระบบออนไลน์ก็เพิ่มขึ้น ยิ่งบางคอลัมน์ไปปรับเข้ากับระบบทีวีดาวเทียมที่เพิ่งเปิดก็จะมีผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย  
2. การหลอกคนให้รักหรือหลอกคนให้เกลียด ด้วยการโฆษณาอย่างไร้เหตุผล จะทำไม่สำเร็จ 
3. ระบบซุบซิบนินทา วิพากษ์ วิจารณ์แบบไร้สายและแบบออนไลน์จะเกิดขึ้น และพัฒนาไปสู่การวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อมูล ซึ่งสุดท้าย จะมีเหตุผลและข้อเท็จจริง มากกว่าสังคมยุคเก่า เพราะนี่จะเป็นระบบที่ได้ข้อมูลมาจากหลายด้าน ผ่านการโต้แย้ง และมีข้อสรุป  
4. การตัดสินชี้ขาดทางการเมืองจะสามารถใช้เหตุผลข้อเท็จจริงมาต่อสู้กัน และฝ่ายที่ถูกต้องก็จะได้รับชัยชนะ 
5. ความคิด คำพูด การกระทำ ของบุคคลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ จะถูกถ่ายทอดไปทั่วและถูกบันทึกไว้ จะไม่มีใครสามารถปฏิเสธ ความเลวในอดีตได้อีก


ความขัดแย้งการเมืองของเราในวันนี้ ไม่จบง่าย มีคนค้านว่าการใช้อาวุธยังเป็นจุดชี้ขาดชัยชนะ  
แต่ผู้ที่สนับสนุนความถูกต้องกล่าวว่าที่สำคัญของการต่อสู้คือจะต้องช่วงชิงมวลชน ถ้ามีเหตุผลและเป็นฝ่ายถูกต้อง ผู้คนย่อมสนับสนุนมากกว่า

ถ้าเกิดสถานการณ์สงคราม ที่จำเป็นต้องใช้อาวุธ ก็ย่อมมีกำลังทหารที่มากกว่า เพราะไม่มีข้อกำหนดว่าฝ่ายที่ถูกต้องจะต้องใช้มือเปล่าไปสู้กับอาวุธในสถานการณ์สงคราม 
แต่ที่กำลังเกิดขึ้นคือการปิดปากคนไม่ให้พูดด้วยการขังคุก 
การต่อสู้ด้วยระบบใหม่จึงต้องดุเดือดขึ้นแน่นอน

ในช่วงเวลาที่ใกล้สว่าง แสงทองทำให้เกิดเงามากมาย อย่าไปกลัว สิ่งที่เป็นของปลอม ไม่ว่า พลทหาร ร้อยตรี หรือนายกฯ ก็เป็นเพียงเงา

ถึงเวลาแดดส่องแรงก็จะพบกลุ่มตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง



.

2555-08-09

ทรายน้ำมัน อินเดียนแดง เมเปิล และธงไตรรงค์ โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

.

ทรายน้ำมัน อินเดียนแดง เมเปิล และธงไตรรงค์
โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
รายงานพิเศษ ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1668 หน้า 41


หัวข้อรายงานพิเศษนี้ เหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน
แต่กลับมี "ประเด็น" ที่สามารถต่อเชื่อมกันได้อย่างน่าสนใจ


เริ่มที่ "ทรายน้ำมัน" ก่อน
ทรายน้ำมัน หรือ Oil Sands คือแหล่งปิโตรเลียมประเภทหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบของ ทราย โคลน น้ำ และ ไบทูเมน (Bitumen) ซึ่งจะเรียกแบบไทยๆ ว่า น้ำมันดิน หรือเพื่อความเข้าใจง่ายๆ อาจจะนึกไปถึง ยางมะตอย ที่มีความหนืดสูง
อยู่ในรูปกึ่งของแข็ง หรือของแข็ง
ซึ่งจะต้องใช้ความร้อนสูงเกือบ 200 องศาเซลเซียส ทำให้ ไบทูเมน อ่อนตัวแล้วแยกออกมาจากทรายและโคลน กลายเป็นของเหลว ในรูป "น้ำมันดิบ" แล้วจึงนำไปใช้หรือกลั่นตามขั้นตอนต่อไป 
ปัจจุบัน มีวิธีการผลิตอยู่สองวิธีคือ
วิธีที่หนึ่ง
การทำเหมือง ด้วยการเปิดหน้าดินลงไปจนถึงชั้น "ทรายน้ำมัน" จากนั้น ขุดเอาทรายน้ำมัน ไปเข้าโรงงานผลิต เพื่อแยกเอา ไบทูเมน ออกมาเป็นน้ำมันดิบแล้วนำไปกลั่นตามขั้นตอนต่อไป
วิธีนี้ สะดวก เทคนิคไม่สลับซับซ้อน แต่ก็สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมค่อนข้างรุนแรง

วิธีที่สอง ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เรียกว่า กระบวนการ in-situ เป็นการทำให้ไบทูเมน หลอมละลายใต้ดิน แล้วสูบขึ้นมาใช้ ไม่ต้องเปิดหน้าดินเป็นบริเวณกว้าง ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลง
in-situ ที่ใช้ในการผลิตในเชิงพาณิชย์ มี 2 รูปแบบ
1. ใช้วิธีฉีดอัดไอน้ำร้อน ความดันสูงลงหลุมทรายน้ำมัน แล้วปิดหลุมทิ้งไว้เพื่อให้ไอน้ำถ่ายเทความร้อน ให้ ไบทูนเมน มีความหนืดลดลงจนสามารถไหลเข้าหลุมในรูปน้ำมันดิบได้
จากนั้นใช้ปั๊มดูดขึ้นมา เพื่อทำการกลั่นต่อไป
เมื่อดูดขึ้นมาจนหมดก็จะทำการฉีดอัดไอน้ำ ปิดหลุม แล้วเคลื่อนไปทำตรงอื่นต่อไป

2. ใช้วิธีเจาะหลุมตามแนวนอนสองหลุม โดยหลุมแรกอยู่ข้างบน และอีกหลุมอยู่ข้างล่าง จากนั้นใช้ไอน้ำอัดเข้าไปที่หลุมบน ไอน้ำจะถ่ายเทความร้อนให้กับ ทรายน้ำมัน ทำให้ ไบทูเมนหลอมเหลวไหลสู่หลุมข้างล่างโดยแรงโน้มถ่วง จากนั้นก็ดึงขึ้นมาจากหลุมเข้าสู่ขั้นตอนการกลั่นน้ำมันดิบต่อไป
เทคโนโลยี ในการผลิตน้ำมันจาก ทรายน้ำมัน นับวันจะทันสมัยยิ่งขึ้น ต้นทุนการผลิตต่ำลง ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมลงได้กว่าเดิม
ถ้าราคาน้ำมันอยู่ระดับ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล "ทรายน้ำมัน" จะคุ้มค่าในการผลิต 
และจะกลายเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญของโลก อีกแหล่งหนึ่ง




อินเดียนแดง ในประเทศแคนาดา ดูเหมือนจะเป็นชนเผ่ากลุ่มแรกๆ ที่รู้จักนำ ทรายน้ำมัน มาใช้ประโยชน์ 
มีการบันทึกไว้ว่า ไบทูเมน หรือน้ำมันดิน ได้รับการกล่าวขานถึงครั้งแรก ในช่วงปี พ.ศ.2262 (ค.ศ.1719) เมื่อชาวเผ่ากรี (Cree) ได้นำเอายางเหนียวของ ไบทูเมน ที่โผล่พ้นดินขึ้นมาโดยธรรมชาติ มาเป็นวัสดุป้องกันการรั่วซึมของเรือแคนนู 
ขณะเดียวกันได้นำยางเหนียวชนิดนี้ ไปค้าขายให้กับชาวยุโรป ที่เดินทางมาสำรวจและล่าอาณานิคมดินแดนแห่งนี้ 
ในปลายยุค 1700 ถึง 1800 ชาวยุโรปจำนวนหนึ่ง เข้ามาประเทศแคนาดา เพื่อสำรวจแหล่ง "ทรายน้ำมัน" เพื่อทำเป็นการค้า

ในช่วงต้นของยุค 1900 ได้มีการพยายามพัฒนาแหล่ง ทรายน้ำมัน ในเชิงพาณิชย์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่คุ้มทุน 
"ทรายน้ำมัน" จึงดำรงสถานะ "ทรัพยากร" ที่ "นิ่งสงบ" อยู่ใต้ผืนแผ่นดิน อันกว้างใหญ่ ของชาวอินเดียแดง ในแคนาดา
จนกระทั่งเมื่อแหล่งน้ำมันดิบเริ่มขาดแคลน และก้าวเข้าสู่ยุค "น้ำมันแพง" 
ทรายน้ำมัน ที่ไม่คุ้มค่าในการผลิต เพื่อเชิงพาณิชย์ เริ่มแปรเปลี่ยนไป
กลายเป็น ทรัพยากรอันล้ำค่า

และถูกคาดหมายว่าจะเป็นแหล่งปิโตรเลียมอันสำคัญของโลก ในช่วง 40-50 ปีข้างหน้านี้


จากการสำรวจของนักธรณีวิทยา พบว่า ในโลกนี้ แหล่ง "ทรายน้ำมัน" มหึมา มีอยู่สองแห่ง คือ เวเนซุเอลา และแคนาดา 
กล่าวสำหรับประเทศแคนาดา ชาติที่มี "ใบเมเปิล" เป็นสัญลักษณ์ในธงชาติ นั้น มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากเป็นลำดับ 3 ของโลก 
รองจากประเทศซาอุดีอาระเบีย และประเทศเวเนซุเอลา เท่านั้น 
จากปริมาณสำรองทั้งหมด 174 พันล้านบาร์เรล 
เป็น "ทรายน้ำมัน" 169 พันล้านบาร์เรล
หรือมากถึง 97%

แคนาดา จึง เป็นประเทศที่มี "ทรายน้ำมัน" มากมายมหาศาลที่สุดของโลก
และเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำทรายน้ำมันมาใช้ประโยชน์ มากยิ่งขึ้นทุกที และทุกปี 
เมื่อปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา แคนาดา สามารถผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน ได้ถึง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน 
คาดว่า ในปี พ.ศ.2573 หรือ ค.ศ.2030 แคนาดาจะสามารถผลิตน้ำมันจาก ทรายน้ำมัน ได้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน 
แคนาดา จึงถือเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ที่สำคัญ และเป็นรายใหญ่ของโลก 
ทำให้ดินแดนแห่งธง "ใบเมเปิล" ปลิวไสว ร่ำรวยจากน้ำมัน ติดอันดับนำของโลก

"ทรายน้ำมัน" ที่เคย "นิ่ง" เป็นสิ่งที่ไม่มีค่า หรือไม่คุ้มต่อการลงทุน 
กลายเป็น "เกล็ดทองคำดำ" ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ 
และดึงดูดให้บริษัทน้ำมันจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าไปหา
ซึ่งแคนาดาก็อ้าแขนรับ เพราะแคนาดาเองมีประชากรเบาบาง เพียง 30 ล้านคน ขณะที่ประเทศมีความกว้างใหญ่ไพศาลเป็นอันดับสองรองจากรัสเซีย และใหญ่กว่าไทยกว่าสิบเท่า 
และหนึ่งในบริษัทที่เข้าไปนั้น
คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ของไทย นี่เอง


ปตท.สผ. เข้าไปร่วมลงทุนในแหล่ง "ทรายน้ำมัน" ภายใต้ "ธง" ที่ว่าการลงทุนในแหล่งพลังงานต่างประเทศ ถือเป็นการสร้างปริมาณสำรองพลังงาน และจะมีส่วนช่วยประเทศไทยสร้างสมดุลอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศในการนำเข้าพลังงาน 
ประกอบกับแหล่งปริมาณสำรองรูปแบบเดิม ไม่ว่าแหล่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ เริ่มอยู่ในสถานะ "จำกัด" และลดลงอย่างต่อเนื่อง 
แหล่งปิโตรเลียมประเภทใหม่ จึงเป็นแหล่งพลังงานใหม่ ที่ต้องให้ความสนใจ 
โดยทรายน้ำมันถือเป็น 1 ใน 7 เมกะเทรนด์ แหล่งพลังงานประเภทใหม่ที่สำคัญ

ปี 2553 ปตท.สผ. จึงได้ตั้งบริษัทย่อย PTTEP แคนาดา เข้าไปร่วมหุ้นกับบริษัทสแตทออยล์ แคนาดา ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันชั้นนำของโลก ในอัตราส่วน 40 : 60 ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 2,280 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 7 หมื่นล้านบาท
ผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน ในรัฐอัลเบอร์ ภายใต้ชื่อ โครงการออยล์ แซนด์ เคเคดี 
เคเคดี-KKD ย่อมาจากภาษาอินเดียน "KAI KOS DEHSEH" ซึ่งเป็นชื่อของแม่น้ำ ถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึงความผูกพันกับชนพื้นเมือง และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 
ครอบคลุมพื้นที่ ทั้งหมด 1,130 ตารางกิโลเมตร 
มีปริมาณทรายน้ำมันสำรอง มหาศาล 
สามารถผลิตได้เป็นเวลานานกว่า 40 ปี

ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ in-situ แบบที่สอง โดยเจาะหลุมตามแนวนอนสองหลุม โดยหลุมแรกอยู่ข้างบน และอีกหลุมอยู่ข้างล่าง จากนั้นใช้ไอน้ำอัดเข้าไปที่หลุมบน ไอน้ำจะถ่ายเทความร้อนให้กับ ทรายน้ำมัน ทำให้ ไบทูเมนหลอมเหลวไหลสู่หลุมข้างล่างโดยแรงโน้มถ่วง จากนั้นก็ดึงขึ้นมาจากหลุมเข้าสู่ขั้นตอนการกลั่นนำมันดิบต่อไป 
เริ่มการผลิตเมื่อเดือนมกราคม 2554 โดยมีกำลังการผลิต 20,000 บาร์เรลต่อวัน
มีแผนที่จะขยายการผลิตเป็น 40,000 บาร์เรลต่อวัน
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ 
โดยมี ด๊อกเตอร์โยธิน ทองเป็นใหญ่ นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท PTTEP แคนาดา ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับฝรั่ง



เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณอคุณ สิทธิพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท ปตท. และบริษัท ปตท.สผ., ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท., เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ., สรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท., พุทชาด มุกดาประกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม ปตท. พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ปตท. นำสื่อมวลชน จำนวนหนึ่งไปสัมผัสแหล่งผลิตทรายน้ำมัน ที่แคนาดา 
ทำให้เราเห็น ความเชื่อมโยงของ "ทรายน้ำมัน-อินเดียนแดง-เมเปิล-ธงไตรรงค์" อย่างมีนัยสำคัญ 

และบริเวณไซต์งาน ที่อทาบาสกา รัฐอัลเบอร์ต้า นั้น 
เราเห็นธงไตรรงค์ เห็นธง ปตท. ปลิวไสว เคียงข้างกับธงเมเปิล ของแคนาดา และธงของบริษัทสแตทออยล์ 
ทำให้คนไทย อดจะ "ภูมิใจ" ไม่ได้ 
ภูมิใจที่ประเทศไทย สามารถข้ามโลกไปปักธง ในแหล่งพลังงานใหม่ได้

และเป็นช่วงที่คน ปตท. เองก็กำลังภูมิใจ ที่นิตยสาร Fortune นิตยสารด้านเศรษฐกิจการเงิน ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้จัดอันดับบริษัทชั้นนำของโลก "Fortune Global 500 ประจำปี 2555"  
ปรากฏว่า ปตท. จากประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 95 จาก 500 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 
โดยขยับขึ้นจากอันดับที่ 128 ในปีก่อนหน้านี้ และเป็นบริษัทไทยเพียงบริษัทเดียวที่ติดอันดับโลกดังกล่าว



อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความภูมิใจนั้น 
ก็อดมองในอีกแง่ไม่ได้ 
นั่นก็คือ การที่เราต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ไปเสาะหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ และไม่คุ้นเคยในประเทศ อย่าง "ทรายน้ำมัน" 
สะท้อนว่า "พลังงานเดิมๆ อย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ" กำลังจะกลายเป็นสิ่งหายาก ราคาแพง และกำลังจะหมดไป จึงต้องเสาะแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่

นี่เป็นเครื่องเตือนใจ ว่าถ้าหากเรายังฟุ่มเฟือยกับการใช้พลังงานอย่างที่เป็นอยู่ 
เราก็ต้องดิ้นรนเพื่อหาพลังงานใหม่มาทดแทนตลอดเวลา

ซึ่งอย่างไรก็ไม่มีวันพอ หากเราไม่ยับยั้งการเผาผลาญที่ไม่จำเป็นนั้น



.

2555-07-28

การเมืองในสายฝน อยู่ใต้ฟ้า อย่ากลัวฝน..และเสียงฟ้าร้อง โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

การเมืองในสายฝน อยู่ใต้ฟ้า อย่ากลัวฝน...และเสียงฟ้าร้อง
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1667 หน้า 20


การเมืองไทยเหมือนสายฝนมีทั้งเบาบางและรุนแรงจนถึงพายุ ให้ความอุดมสมบูรณ์กับทุกชีวิตและแผ่นดิน แต่ถ้าควบคุมและป้องกันไม่ดี น้ำจะท่วมเมือง ปีนี้แม้ยังไม่มีการเมืองเรื่องน้ำ ก็ยังมีหลายเรื่องรอคิวอยู่ 
 
บางเรื่องเป็นฝนธรรมดา บางเรื่องเป็นพายุฝน




1. การถอนประกันแกนนำกลุ่มเสื้อแดง คือ ฝนฟ้าคะนอง

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญบุกเข้ามาในเขตอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ แม้สภาจะไม่กล้ากระโดดออกมาต่อกรอย่างเต็มตัว แต่กลุ่มเสื้อแดงโดยเฉพาะนักพูดฝีปากกล้าทั้งหลายก็ออกมาถล่ม ตลก.ศาลรัฐธรรมนูญแบบไม่ยั้งปาก 
หลายคนต้องกลับไปเย็บแผลที่ใบหน้า แต่ฝ่ายตรงข้ามก็แก้เกมโดยยื่นเรื่องถอนประกันไปที่ศาลอาญา หวังว่าศาลอาญาจะช่วยยั้งปากของแกนนำทั้งหลายได้ 
และที่สำคัญ ถ้าทำสำเร็จจะเป็นการปิดปาก จตุพร พรหมพันธุ์ นอกสภาหลังจากที่ปิดปากในสภาสำเร็จมาแล้ว

แต่เรื่องนี้เท่ากับลากศาลอาญาเข้ามาอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง ขณะเขียนต้นฉบับศาลอาญาก็ขอเลื่อนการตัดสินของคุณจตุพรออกไปเป็นวันที่ 9 สิงหาคม พร้อมกับแกนนำคนอื่นๆ 
ทีมวิเคราะห์คาดว่าทุกคนจะต้องถูกตักเตือนอย่างหนัก ว่าให้ระวังปากไว้ 
นี่เป็นฝนที่มาพร้อมเสียงฟ้าร้อง แต่ดูแล้วฝนตกไม่หนักแต่ไม่รู้ฟ้าจะผ่าโดนใคร 

ฝนแบบนี้ไม่เคยตกใส่กลุ่มคนเสื้อเหลืองเพราะยังอยู่ใต้ชายคาบ้านใหญ่ซึ่งคงคุ้มหัวได้อีกระยะหนึ่ง


2. เรื่องคนหนีทหาร... เป็นแค่ ฝนปรอยเม็ดแต่อาจทำให้เป็นไข้หวัด

จากการที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟ้องหมิ่นประมาทจตุพรตามคำท้าเพราะมากล่าวหาว่าเขาหนีทหาร ผลการสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาการเกณฑ์ทหารของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ในปี 2542 ยุคนายกฯ ชวน หลีกภัย ปรากฏว่าหลักฐานการเกณฑ์ทหารไม่ถูกต้องและมีผู้กระทำความผิดในการออกใบสำคัญสองคน 
เรื่องนี้แม้คดีการเกณฑ์ทหารจะหมดอายุความแต่ในทางการเมืองถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย
แต่อภิสิทธิ์ยืนยันว่าไม่เคยหนีทหาร

มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่า อภิสิทธิ์ไม่มีทางหนีทหาร ชีวิตของเขาเกี่ยวพันกับการเมืองและทหารมาโดยตลอด เคยสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยเพื่อสอนทหาร (ไม่รู้ว่าสอนได้กี่ชั่วโมง) มามีอำนาจหลังการรัฐประหารของทหาร จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และตอนที่ประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภา ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 อภิสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารตลอดเวลา ตอนตัดสินใจปราบผู้ชุมนุม ก็ใช้กำลังทหารปราบ (ไม่ใช้ตำรวจปราบจลาจล) 
ดูจากพฤติกรรมต่างๆ แล้ว อภิสิทธิ์ไม่คิดหนีทหาร 
แต่แกนนำเสื้อแดงต้องหนีหลัง 19 พฤษภาคม 2553

เรื่องนี้เป็นแค่ฝนที่ปรอยเม็ด แต่ถ้าใครตากฝนนานๆ อาจเป็นไข้หวัดได้


3. ระวัง! ฝนเหลือง จากกลุ่ม ผรท. ทั้งจริงและปลอม

แม้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เซ็นคำสั่งที่ 157/2555 แต่งตั้ง คณะกรรมการช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยโดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีกลาโหม เป็นรองประธาน แต่จะมีคนโดนลูกหลง หลังจากที่มีคนหลอกให้บุคคลกลุ่มหนึ่งสวมเครื่องแบบทหารปลดแอก เข้ามาชุมนุมสนับสนุนที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ
เหตุการณ์นี้ทำให้หลายหน่วยงานรู้สึกไม่พอใจ ข่าวว่าเรื่องน่าจะลุกลามไปถึงการตั้งกรรมการสอบ เกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยให้ ผรท. คนละ 225,000 บาท ทั้งที่จ่ายไปแล้วสมัยรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานเรื่องนี้ และในยุครัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์มีคนพยายามชงรายชื่อเพิ่มเติมซึ่งน่าจะมี ผรท. ของจริงเหลือเพียงไม่กี่คน แต่ข่าวแจ้งว่ามีการนำรายชื่อ ผรท. มาส่งไว้ที่ กอ.รมน. แล้วประมาณ 5 หมื่นคน
ถ้าตรวจสอบไม่ดี เรื่องนี้จะเป็นการโกงที่ดังกว่า GT200 
แต่ กอ.รมน. ที่รับผิดชอบก็ยืนยันว่าจะใช้ร่างระเบียบเดิม ช่วยเหลือสหาย แต่ไม่เอาแนวร่วม (ชาวบ้านทั่วไป)

ถ้ารัฐบาลตรวจสอบอย่างจริงจัง ก็จะมีผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผรท. ปลอม และนายหน้าซึ่งเป็น ผรท. จริง จะโดนข้อหาฉ้อโกง เพราะเรื่องแบบนี้ตรวจสอบไม่ยาก 
กรณีนี้เป็นการทำลายเกียรติภูมิทหารทั้งสองกองทัพ ยิ่งตรวจสอบลึกเข้าไป อาจจะมีผลให้รู้ถึงการนำเงินไปใช้เกี่ยวกับ ผรท. ทุกโครงการว่ามีเงินไปถึง ผรท. กี่บาท ไปตกค้างอยู่กลางทางเท่าไร 
เพราะขนาดนายหน้ายังออกรถป้ายแดง ลองคิดดูว่าระดับบนจะออกเบ๊นซ์ไปกี่คัน ถ้าไม่ระวังรัฐบาลจะโดนข้อหาทุจริต


นี่เป็นฝนเหลืองที่ปนสารเคมีพิษร้ายแรงมาด้วย


4. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ...พายุฝนต่อเนื่อง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญและซับซ้อนแต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ที่ว่าสำคัญนั้นมิได้หมายความว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อย ประเทศไทยก็จะได้ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์มาให้ชื่นชมกันเพราะรัฐธรรมนูญที่ดีเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น 
ลองย้อนกลับไปดูบทเรียนเมื่อปี 2549 วันนั้นเรามีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง ใช้เวลาร่าง เวลาถกเถียงกันหลายปี 
เมื่อนำมาใช้ก็ได้รัฐบาลประชาธิปไตยอยู่จนครบ 4 ปี

แต่พอถึงปี 2549 พรรคไทยรักไทยขณะนั้น ได้รับเลือกเป็นรัฐบาล ได้ ส.ส. ถึง 377 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง เศรษฐกิจไม่มีปัญหา รัฐบาลและคนไทยสามารถใช้หนี้ IMF ได้เรียบร้อย แต่แล้วก็เกิดการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ 
คมช. ฉีกรัฐธรรมนูญ ส.ส. 377 คน ช่วยอะไรไม่ได้ แม้แต่ตัวเองก็รักษาเก้าอี้ไม่ได้  
รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกโยนลงตะกร้า คะแนนเสียง 19 ล้านเสียงที่เลือกไทยรักไทย ซึ่งกลับไปนอนอยู่ที่บ้านก็ช่วยอะไรไม่ได้



คณะรัฐประหารบอกว่า 2+2=5 
...ตุลาการภิวัฒน์บอกว่า 3+3=9


หลังรัฐประหาร 2549 ประชาชนถูกสอนว่า 2+2 ต้องเท่ากับ 5 หลังจากผ่านไปปีเศษ ก็มีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนยืนยันเลือกพรรคพลังประชาชน เหมือนเป็นการยืนยันว่า 2+2=4

แต่วันนี้กลุ่มอำนาจเก่าไม่ใช้กำลังทหารมาบังคับอีกแล้ว พวกเขาเสนอทฤษฎีใหม่ว่า 3+3=9 การต่อสู้จึงกลายเป็นการถกเถียงตีความว่าเครื่องหมายระหว่างเลข 3 สองตัวซึ่งเป็นรูปกากบาท คืออะไรกันแน่
ถ้าตั้งตรงก็เป็นเครื่องหมาย + 
ถ้าตะแคงก็เป็นเครื่องหมาย x  
ถ้าหากว่าเอียงนิดหน่อย ก็กลายเป็นปัญหาเพราะ อาจจะมีผลลัพธ์ได้สองอย่างคือ 6 หรือ 9

ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ศาลก็เข้ามามีอำนาจอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ไม่ว่าใครจะอ้างกฎหมาย คิดวาทกรรมสวยหรูแค่ไหน เป้าหมายก็ยังเป็นการยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน 
ถ้าเปรียบเทียบการต่อสู้ในปี 2549 และ 2554 จะพบว่าในปี 2549 ฝ่ายประชาธิปไตยมีอำนาจตามโครงสร้างเกือบครบ ทั้งรัฐธรรมนูญ ส.ส. รัฐบาล แต่ฝ่ายอำนาจเก่า มีกำลังมวลชนจัดตั้งและทหาร 
ในเดือนกันยายน 2549 สัจธรรมที่ประธานเหมาเคยกล่าวไว้ก็ปรากฏเป็นจริง "อำนาจรัฐมาจากกระบอกปืน" ทั้งกระบอกปืนใหญ่จากรถถังและกระบอกปืนเล็กอย่าง M-16 ไม่ต้องลั่นกระสุนแม้แต่นัดเดียวก็ยึดอำนาจไว้ได้ 
แม้ฝ่ายประชาธิปไตย มีจำนวนมาก ก็เปรียบเสมือนเพียงฝูงแกะ คนส่วนใหญ่จึงจำต้องยอมรับว่า 2+2=5

แต่ในปี 2553-2554 ฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลมี ส.ส. น้อยกว่า รัฐธรรมนูญก็เป็นฉบับเผด็จการกลับรุกจนกระทั่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แม้ไม่มีกำลังทหารแต่พวกเขามีกำลังจากประชาชนและคนเสื้อแดงสนับสนุน 
การเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 ถ้าหากไม่มีพลังของประชาชนสนับสนุน รัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ต้องลอยไปกับกระแสน้ำไม่เกินต้นปี 2555 แน่นอน

- การต่อสู้ในปี 2553-2554-2555 พิสูจน์ว่าพลังของประชาชนสามารถสกัดกั้นการรัฐประหารที่พวกกลุ่มอำนาจเก่าอยากจะทำไม่ให้เกิด แต่พวกตุลาการภิวัฒน์ ใช้ความพยายามครั้งใหม่ทำให้คนเชื่อว่า 3+3=9 
การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงเป็นเรื่องท้าทายแต่จะได้ประโยชน์



การกำหนดยุทธศาสตร์
และแนวทางการต่อสู้ของแต่ละฝ่ายวันนี้


ผู้วิเคราะห์อยากให้ย้อนดูว่าตลอดเหตุการณ์หลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายประชาธิปไตยได้เดินตามยุทธศาสตร์หลายเรื่อง 
เช่น ปี 2553 ยุทธศาสตร์คือให้มีการยุบสภา 
ในปี 2554 ยุทธศาสตร์คือการเอาชนะเลือกตั้ง 
และในปี 2555 ยุทธศาสตร์คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ

ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยและมีความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม
ถ้าหากปี 2555 แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จก็มิได้หมายความว่าจะพ่ายแพ้ย่อยยับไปในการต่อสู้ แต่ก็ยังมีเวลาเดินหน้าเพื่อต่อสู้ตามจังหวะก้าวต่อไป 
ตลอดทั้งปี 2555 การขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้แนวทางการต่อสู้แบบประสานทั้งนอกสภาในสภา 
ใช้ยุทธวิธีผ่านทั้งองค์กรอิสระ ส.ส และ ส.ว ศาลต่างๆ กลุ่มมวลชนจัดตั้ง เล่นเกมให้เข้าจังหวะกัน

ส่วนฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าเล่นแต่ในสภาคือแก้รายมาตราล้วนๆ มีแต่เสียเวลา ถ้าเปิดเกม แก้รายมาตราเฉพาะที่เป็นอุปสรรค และเดินหน้าทำประชามติจะเดินได้ทั้งนอกและในสภา สมใจอยากด้วยกันทุกฝ่าย ประชาชนมีส่วนร่วม จะถกเถียงและอธิบายปัญหาทุกเรื่องผ่านสื่ออะไรก็ได้ มีเวลา 90 วัน ก็ตั้ง 90 เวที ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะพูดสิ่งที่เป็นสัจธรรมมากกว่ากัน

ผู้อาวุโสวิเคราะห์การต่อสู้ทุกยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา พบว่าแนวทางการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือต้องเดินหน้า ขยายจำนวนประชาชนที่ก้าวหน้า ขยายคุณภาพด้วยการติดอาวุธความคิดให้มีความเข้าใจ และยกระดับความรู้ทางการเมืองและทางกฎหมาย ทั้งคนเสื้อแดงคนเสื้อเหลืองคนเสื้อฟ้ายังต้องการความรู้เพิ่ม เพื่อใช้กระจายข่าวสารและตัดสินใจ นี่จึงเป็นโอกาสของการเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

สรุปว่า เมฆฝนทุกลูกที่กล่าวมาหรือแม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เป็นแค่ฝนตามฤดูกาล 
แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ฝนธรรมดา เป็นพายุฝนที่ให้ทั้งประโยชน์และโทษตามธรรมชาติ

เราต้องหาวิธีป้องกันความเสียหาย และหาทางใช้ประโยชน์จากน้ำฝนให้มากที่สุด
เพราะนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่เลี้ยงชีวิตพวกเราอยู่ใต้ฟ้าเมืองไทยไม่ต้องกลัวฝนและฟ้าร้อง



.