.
บทความ ปี2554 - “ฟอกซ์คอนน์” ผู้ผลิตไอแพดในจีน ใช้หุ่นยนต์แทนคนงาน โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
คาร์บอนพุ่งทะลุขีด โลกเสี่ยงวิกฤตภูมิอากาศ
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1684 หน้า 100
ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สร้างความแปรปรวนไปทั่วโลกเกิดจากภาวะเรือนกระจกที่มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น ก๊าซเรือนกระจกที่มีบทบาทสำคัญที่สุดก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล
การรายงานชิ้นล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติประเมินว่า คาร์บอนไดออกไซด์ทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 85
ในขณะที่เราเห็นความเคลื่อนไหวทั้งภาคประชาชน และภาครัฐในประเทศต่างๆ ที่พยายามหาทางลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศด้วยวิธีการต่างๆ นานา
มีความพยายามจะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและหันไปใช้พลังงานสะอาดที่ใช้แล้วไม่หมดไปแทน
มีความพยายามจะทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
แต่จากข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกที่เพิ่งรายงานออกมา กลับพบว่าปีที่แล้วหรือปี 2011 ระดับคอร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศกลับสูงมากเป็นประวัติการณ์ หรือขึ้นไปถึง 391 ส่วนต่อล้านส่วน (พีพีเอ็ม) ซึ่งเมื่อเทียบย้อนหลังไปถึงปี 1750 ก่อนที่มนุษย์เริ่มเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลกันอย่างจริงจัง
ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40
ไม่เพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้นที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ก็สูงขึ้นทุบสถิติด้วย
ตัวอย่างเช่น ก๊าซมีเทนซึ่งมีอันตรายรุนแรงกว่าเพิ่มขึ้นไปถึง 1,813 ส่วนต่อล้านส่วน และไนตรัสออกไซด์เพิ่มเป็น 324.2 ส่วนต่อล้านส่วน
ทั้งหมดนี้หมายความว่าความร้อนส่วนเกินที่ถูกกักขังไว้ไม่หลุดออกไปนอกชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในปี 2011 เมื่อเทียบกับช่วงปี 1990
โดยปกติแล้วคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินประมาณครึ่งที่ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกจะถูกดูดซับโดยต้นไม้และมหาสมุทร ซึ่งถือเป็นอ่างคาร์บอนธรรมชาติ
ทว่า กลไกธรรมชาติดังกล่าวนับวันเริ่มง่อยเปลี้ยเสียขา
ขณะที่ป่าไม้ถูกทำลายให้ลดน้อยลงไม่เว้นแต่ละวัน มหาสมุทรก็เดินมาถึงขีดจำกัดที่จะดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ มหาสมุทรเริ่มมีความเป็นกรดมากขึ้นอันเนื่องมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารใต้น้ำ
ในปี 2009 การประชุมเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศของโลก ประเทศต่างๆ มีข้อตกลงร่วมกันที่จะไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส
ทว่า ข้อตกลงที่ขาดการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการลดคาร์บอนก็ไม่นำไปสู่ความก้าวหน้าใดๆ และเห็นได้ชัดว่าไม่มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ
รายงานของธนาคารโลกที่เพิ่งออกมาไล่เลี่ยกันเหมือนตอกย้ำและเตือนสถิติผู้นำประเทศทั่วโลกว่าหากปราศจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้มากพอ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียสในอีกแค่ไม่ถึง 50 ปีข้างหน้า
ถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นสูงขนาดนั้นโลกก็จะม้วนพันเข้าสู่โลกาวินาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ที่จริงนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วโลกก็เห็นพ้องต้องกันว่าแค่เกิน 2 องศาเซลเซียสก็เข้าเขตวิกฤตแล้ว ซึ่งดูแนวโน้มแล้วเหมือนเราจะหนีไม่พ้นในระยะเวลาไม่นานนัก
+++
บทความ ปี2554
“ฟอกซ์คอนน์” ผู้ผลิตไอแพดในจีน ใช้หุ่นยนต์แทนคนงาน
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1616 หน้า 100
ฟอกซ์คอนน์ เป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี อย่างน้อยในสองสถานะด้วยกัน หนึ่งนั้นคือเป็นผู้รับจ้างผลิตรายการอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า ไอดีไวซ์ (iDevice) ของบริษัทแอปเปิ้ล ที่รวมถึงอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ iOS ที่กำลังครองโลกอยู่ในเวลานี้ ทั้ง ไอโฟน ไอแพด ไอพอด เป็นต้น รวมถึงของบริษัทอื่นๆ เช่น โซนี่ โนเกีย ด้วย
ส่วนอีกชื่อเสียงหนึ่งที่อาจจะป็นชื่อเสียก็ได้ นั่นก็คือขึ้นชื่อเป็นโรงงานที่มีสภาพการจ้างงานที่เลวร้ายแห่งหนึ่งของโลก มีข่าวที่กระฉ่อนไปทั่วโลกอันเกิดจากความบีบคั้นที่คนงานจีนของฟอกซ์คอนน์ได้รับจนทนไม่ไหวถึงกับฆ่าตัวตาย คนงานฟอกซ์คอนน์ทำสถิติการฆ่าตัวตายมาเป็นระยะๆ ปีที่แล้วมีมากถึง 12 คน
ไม่นานมานี้ก็เกิดการระเบิดขึ้นอีกในโรงงานผลิตไอแพด 2 ในเฉิงตู เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไปสามราย หลังเกิดระเบิดไม่กี่วันก็ยังมีคนงานฟอกซ์คอนน์กระโดดตึกฆ่าตัวตายอีก รวมแล้วไม่กี่ปีมานี้คนงานฟอกซ์คอนน์ฆ่าตัวตายสำเร็จไป 17 คน และที่พยายามแล้วไม่ตายอีกจำนวนหนึ่ง
เชื่อกันว่าส่วนหนึ่งของแรงกดดันที่เกิดกับคนงานอย่างหนักมาจากการเร่งผลิตเนื่องจากไอดีไวซ์ของแอปเปิ้ลโดยเฉพาะไอแพด 2 นั้นขายดิบขายดีกันจนผลิตไม่ทัน และส่วนหนึ่งของการระเบิดที่เกิดขึ้นก็มาจากความผิดพลาดของมนุษย์ที่ทำงานภายใต้แรงกดดันดังกล่าวด้วย คนงานถึงกับพูดถึงสภาพการทำงานว่า "เหมือนทำงานอยู่ในคุก"
ทั้งค่าแรงต่ำ ทำงานหนัก และทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด เดือนหนึ่งๆ ทำงานล่วงเวลามากถึง 50-80 ชั่วโมง ขณะที่ตามกฎหมายแล้วไม่ควรเกิน 36 ชั่วโมง
เพราะเกิดเหตุบ่อยมากขึ้น ผู้ว่าจ้างผลิตก็พลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย เป็นเหตุให้ฟอกซ์คอนน์ต้องหาวิธีเพื่อจะป้องกันหรือแก้ไข รวมทั้งเพื่อไม่ให้เกิดเหตุน่าอดสูให้เสื่อมเสียชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทางออกที่ว่านั่นก็คือ เอาหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคนในงานพื้นฐานธรรมดา ไม่ต้องการความละเอียดอ่อนอะไรมาก เช่น การเชื่อม การพ่นสี และการประกอบ เป็นต้น
โครงการหุ่นยนต์แทนคนงานนี้กำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 ปี จะนำหุ่นยนต์มาใช้ 1 ล้านตัว จากปัจจุบันที่ใช้หุ่นยนต์อยู่ราว 10,000 ตัวและที่ใช้แรงงานมนุษย์ในกระบวนการผลิต 1.2 ล้านคน
นั่นหมายถึงคนงานจะยกระดับไปทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่หุ่นยนต์ทำได้ ไปทำงานที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถสูงขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยค่าจ้างสูงขึ้น สภาพการทำงานดีขึ้น สวัสดิการดีขึ้น
และเป็นไปได้ว่าหมายถึงการปลดคนงานจำนวนมากที่ไม่ใช่แรงงานฝีมือออกไป เพราะในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้ที่ยังคงจ้างงานเป็นจำนวนเท่าเดิมเมื่อนำเอาหุ่นยนต์เป็นล้านตัวมาใช้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถพัฒนาฝีมือแรงงานขึ้นไปได้
ทำงานล่วงเวลากันซะขนาดนั้นจะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาฝีมือแรงงาน เว้นแต่ฟอกซ์คอนน์จะเกิดใจดีมีเมตตาต่อคนงานระดับล่างๆ ขึ้นมา
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวะโลกร้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวะโลกร้อน แสดงบทความทั้งหมด
2555-11-29
2555-11-20
เยอรมนีสีเขียวเห็นผล ส่งออกไฟฟ้าทำลายสถิติ โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
.
บทความก่อนหน้า - คอนกรีตมหัศจรรย์ ซ่อมรอยร้าวด้วยตัวเอง โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เยอรมนีสีเขียวเห็นผล ส่งออกไฟฟ้าทำลายสถิติ
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 100
หากจำกันได้หลังวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นอันเกิดจากสึนามิที่ถล่มเตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่ฟุคุชิมา ประเทศเยอรมนีก็ออกมาประกาศครึกโครมไปทั่วโลกว่า เยอรมนีจะยกเลิกการใช้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดภายในปี 2022 เป้าหมายของการเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์คือเรื่องความปลอดภัยและการปกปักรักษาโลกให้ยั่งยืน
นอกจากนั้น เยอรมนียังหวังด้วยว่าสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจทำนั้นจะเป็นแบบอย่างให้มหาอำนาจอุตสาหกรรมอื่นๆ เจริญรอยตาม
ตอนที่เยอรมนีประกาศแผนการใหญ่ออกมา มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะทำให้เยอรมนีต้องหันไปพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นๆ ที่รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นตัวปัญหาในการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือไม่ก็ต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
ไม่อย่างนั้นไฟฟ้าก็จะขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม ตามแผนของเยอรมนีนั้น เน้นการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ไม่หมดไป เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์
สัดส่วนพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เยอรมนีใช้อยู่นั้นประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงในช่วงสิบปีข้างหน้าก็ต้องสร้างแหล่งพลังงานทดแทนขึ้นมาให้ได้อย่างน้อยที่สุดคือเท่ากับที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เคยผลิตได้
ความจริงแล้วนโยบายการเลิกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ของเยอรมนีนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นนโยบายเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 2000 แต่ก็ไม่ค่อยหนักแน่นมั่นคง และเคยมีท่าทีจะยืดเวลาไปจากเดิมอีกถึงสิบกว่าปี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ฟุคุชิมา รัฐบาลก็ปักหลักใหม่โดยคงเป้าหมายการยกเลิกไว้ที่ปี 2022 เหมือนเดิม
ในขณะเดียวกันก็เร่งสร้างแหล่งพลังงานทดแทนขึ้นมาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้
แม้จะทยอยปลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทว่า ไฟฟ้าของเยอรมนีก็ไม่ได้ขาดแคลนตามที่มีคนเคยตั้งข้อสังเกต
มิหนำซ้ำมันกลับล้นจนกลับกลายเป็นว่าปีนี้เป็นปีที่เยอรมนีส่งออกพลังงานไฟฟ้ามากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา ตามที่รายงานของสมาพันธ์อุตสาหกรรมพลังงานและน้ำระบุ
นั่นคือไตรมาสแรกของปีนี้ส่งออกไฟฟ้า 12.3 เทราวัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 8.8 เทราวัตต์ชั่วโมง ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
และเดาได้ไม่ยากว่าส่วนที่เพิ่มนั้นมาจากพลังงานสีเขียวที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ อันได้แก่ พลังงานลมและแสงอาทิตย์
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเยอรมนีเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดว่าประเทศหนึ่งๆ สามารถจะอยู่ได้โดยลดละเลิกหรือไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้
ความมุ่งมั่นและการวางแผนที่ดีนั่นต่างหากคือสิ่งสำคัญ
+++
คอนกรีตมหัศจรรย์ ซ่อมรอยร้าวด้วยตัวเอง
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1681 หน้า 100
เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักคอนกรีต เพราะเราเจอกับมันทุกวันไม่ว่าที่บ้านหรือที่ไหนๆ เนื่องจากมันเป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้กันอย่างกว้างมากที่สุดในโลก
แต่โดยพื้นฐานแล้วคอนกรีตที่แข็งโป๊กเป๊กนั้นมันแตกง่าย เพราะฉะนั้น ที่เราเห็นๆ เขาจึงใช้เหล็กมาเสริมเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กในการก่อสร้าง
โดยปรกติแล้วคอนกรีตในกระบวนการแข็งตัวจะเกิดรอยแตกร้าวขนาดจิ๋วขึ้น ซึ่งไม่ส่งผลโดยตรงให้คอนกรีตสูญเสียความแข็งแกร่ง โดยมาตรฐานอุตสาหกรรมคอนกรีตกำหนดไว้ว่ารอยแตกเหล่านั้นต้องไม่เกิน 0.22 มม.
แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ น้ำและสารเคมีในตัวคอนกรีตเองจะเข้าไปตามรอยร้าวเหล่านี้และทำปฏิกิริยากัดเซาะคอนกรีต ทำให้เกิดการแตกร้าวที่เราพบกันได้บ่อยๆ และคอนกรีตก็จะเสื่อมสภาพลง
วิธีที่จะยืดอายุการใช้งาน ลดภาระการซ่อมแซมคอนกรีตน่าจะมีการคิดค้นกันมากมายหลายวิธี และก็น่าจะใช้การได้ดีพอสมควร เพราะเราก็จะไม่ค่อยพบเห็นโครงสร้างคอนกรีตพังลงมาง่ายๆ ยกเว้นส่วนที่ใช้งานหนักๆ
หนึ่งในวิธีใหม่ที่คิดค้นกันขึ้นมาตามรายงานจากสำนักข่าวบีบีซีก็คือ การทำให้คอนกรีตมีความสามารถซ่อมแซมรอยร้าวได้ด้วยตัวมันเอง
หรืออีกนัยหนึ่งคือทำให้มันคล้ายสิ่งมีชีวิต
การคิดค้นคอนกรีตแบบใหม่เพื่อเพิ่มความคงทนให้มันเป็นผลงานของนักจุลชีววิทยา เฮงก์ ยองเคอร์ และนักเทคโนโลยีคอนกรีต อีริก ชแลงเกิ้น ที่มหาวิทยาลัยเดลฟ์ต เทคนิคัล ในเนเธอร์แลนด์
ด้วยการใส่แบคทีเรียในตระกูลบาซิลลัสที่สามารถผลิตหินปูนได้เป็นส่วนผสมเข้าไปในคอนกรีต สปอร์ของแบคทีเรียที่ว่านี้ รวมทั้งสารอาหาร (แคลเซียม แลกเตต) ที่มันจำเป็นต้องใช้จะถูกเติมเป็นเม็ดๆ เข้าไปในส่วนผสมของคอนกรีต
น้ำฝนที่เข้าตามรอยแตกร้าวของคอนกรีตจะเป็นตัวกระตุ้นให้แบคทีเรียทำงานสร้างหินปูนซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเองได้
แน่นอนว่าในขั้นตอนการผสมคอนกรีตนั้นมีน้ำเข้าไปเกี่ยวข้อง ที่อัจฉริยะทั้งสองคนต้องหาทางทำให้แบคทีเรียรอดไปนอนสงบรอการกระตุ้นด้วยน้ำในโอกาสต่อไปได้เพื่อซ่อมแซมรอยแตกร้าวเมื่อเกิดขึ้น
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ท้าทาย เท่าที่ทำได้ในขณะนี้ค่าใช้จ่ายยังสูงมาก การปรับปรุงกระบวนการเคลือบระดับอนุภาคเพื่อลดต้นทุนลงมาจะใช้เวลาอีกราวหกเดือน
หลังจากนั้น คอนกรีตมหัศจรรย์นี้ก็จะเริ่มเอาไปทดลองกันนอกห้องทดลองแล้วเพื่อดูผลของมันในโลกที่เป็นจริง โดยจะทดสอบกับโครงสร้างแบบต่างๆ และคอนกรีตชนิดต่างๆ
ระยะของการทดสอบและติดตามผลจะใช้เวลาอย่างน้อยสองปี ซึ่งหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ กระบวนการที่จะทำในเชิงการค้าด้วยการผลิตในปริมาณมากๆ ก็จะตามมา
ด้วยวิธีการนี้ต้นทุนของคอนกรีตเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน
ทว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงในระยะยาวจะลดลงมามาก
การทำให้คอนกรีตเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ซ่อมแซมตัวเองได้นี้จะว่าไปก็เหมือนเป็นสิ่งที่หลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์
แต่ทุกวันนี้เราก็เห็นกันมาเยอะแล้วกับสิ่งที่สมัยก่อนไม่น่าจะเป็นได้ หรือสิ่งที่เป็นเหมือนฝันเฟื่องในนิยายในภาพยนตร์กลับกลายมาเป็นของที่แสนจะธรรมดา
เมื่อหลายวันก่อนผมดูหนังเรื่องอเวนเจอร์ ที่มีซูเปอร์ฮีโร่หลายๆ ตัว พอเห็น ไอร์ออน แมน มองเห็นผ่านหน้ากากปุ๊บ ก็นึกถึงกูเกิ้ล กลาส เลยทันที เพราะมันแทบไม่ต่างกัน
เพียงแต่คอมพิวเตอร์ของ ไอร์ออน แมน นั่นล้ำยุคไปอีกหลายขั้นเพราะมันตอบโต้กับ ไอร์ออน แมน ได้แบบคน
ขณะที่กูเกิ้ล กลาส ยังอยู่แค่ระดับรับฟังคำสั่งด้วยเสียงเท่านั้น
แต่อย่าได้คิดว่าสิ่งที่เห็นในหนังมันจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตเลยเชียวล่ะ
.
บทความก่อนหน้า - คอนกรีตมหัศจรรย์ ซ่อมรอยร้าวด้วยตัวเอง โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เยอรมนีสีเขียวเห็นผล ส่งออกไฟฟ้าทำลายสถิติ
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1683 หน้า 100
หากจำกันได้หลังวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นอันเกิดจากสึนามิที่ถล่มเตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่ฟุคุชิมา ประเทศเยอรมนีก็ออกมาประกาศครึกโครมไปทั่วโลกว่า เยอรมนีจะยกเลิกการใช้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดภายในปี 2022 เป้าหมายของการเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์คือเรื่องความปลอดภัยและการปกปักรักษาโลกให้ยั่งยืน
นอกจากนั้น เยอรมนียังหวังด้วยว่าสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจทำนั้นจะเป็นแบบอย่างให้มหาอำนาจอุตสาหกรรมอื่นๆ เจริญรอยตาม
ตอนที่เยอรมนีประกาศแผนการใหญ่ออกมา มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะทำให้เยอรมนีต้องหันไปพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นๆ ที่รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นตัวปัญหาในการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือไม่ก็ต้องนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
ไม่อย่างนั้นไฟฟ้าก็จะขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม ตามแผนของเยอรมนีนั้น เน้นการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ไม่หมดไป เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์
สัดส่วนพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เยอรมนีใช้อยู่นั้นประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงในช่วงสิบปีข้างหน้าก็ต้องสร้างแหล่งพลังงานทดแทนขึ้นมาให้ได้อย่างน้อยที่สุดคือเท่ากับที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เคยผลิตได้
ความจริงแล้วนโยบายการเลิกใช้ไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ของเยอรมนีนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นนโยบายเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 2000 แต่ก็ไม่ค่อยหนักแน่นมั่นคง และเคยมีท่าทีจะยืดเวลาไปจากเดิมอีกถึงสิบกว่าปี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ฟุคุชิมา รัฐบาลก็ปักหลักใหม่โดยคงเป้าหมายการยกเลิกไว้ที่ปี 2022 เหมือนเดิม
ในขณะเดียวกันก็เร่งสร้างแหล่งพลังงานทดแทนขึ้นมาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้
แม้จะทยอยปลดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทว่า ไฟฟ้าของเยอรมนีก็ไม่ได้ขาดแคลนตามที่มีคนเคยตั้งข้อสังเกต
มิหนำซ้ำมันกลับล้นจนกลับกลายเป็นว่าปีนี้เป็นปีที่เยอรมนีส่งออกพลังงานไฟฟ้ามากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา ตามที่รายงานของสมาพันธ์อุตสาหกรรมพลังงานและน้ำระบุ
นั่นคือไตรมาสแรกของปีนี้ส่งออกไฟฟ้า 12.3 เทราวัตต์ชั่วโมง เทียบกับ 8.8 เทราวัตต์ชั่วโมง ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
และเดาได้ไม่ยากว่าส่วนที่เพิ่มนั้นมาจากพลังงานสีเขียวที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ อันได้แก่ พลังงานลมและแสงอาทิตย์
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเยอรมนีเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นชัดว่าประเทศหนึ่งๆ สามารถจะอยู่ได้โดยลดละเลิกหรือไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้
ความมุ่งมั่นและการวางแผนที่ดีนั่นต่างหากคือสิ่งสำคัญ
+++
คอนกรีตมหัศจรรย์ ซ่อมรอยร้าวด้วยตัวเอง
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 02 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1681 หน้า 100
เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักคอนกรีต เพราะเราเจอกับมันทุกวันไม่ว่าที่บ้านหรือที่ไหนๆ เนื่องจากมันเป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้กันอย่างกว้างมากที่สุดในโลก
แต่โดยพื้นฐานแล้วคอนกรีตที่แข็งโป๊กเป๊กนั้นมันแตกง่าย เพราะฉะนั้น ที่เราเห็นๆ เขาจึงใช้เหล็กมาเสริมเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กในการก่อสร้าง
โดยปรกติแล้วคอนกรีตในกระบวนการแข็งตัวจะเกิดรอยแตกร้าวขนาดจิ๋วขึ้น ซึ่งไม่ส่งผลโดยตรงให้คอนกรีตสูญเสียความแข็งแกร่ง โดยมาตรฐานอุตสาหกรรมคอนกรีตกำหนดไว้ว่ารอยแตกเหล่านั้นต้องไม่เกิน 0.22 มม.
แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ น้ำและสารเคมีในตัวคอนกรีตเองจะเข้าไปตามรอยร้าวเหล่านี้และทำปฏิกิริยากัดเซาะคอนกรีต ทำให้เกิดการแตกร้าวที่เราพบกันได้บ่อยๆ และคอนกรีตก็จะเสื่อมสภาพลง
วิธีที่จะยืดอายุการใช้งาน ลดภาระการซ่อมแซมคอนกรีตน่าจะมีการคิดค้นกันมากมายหลายวิธี และก็น่าจะใช้การได้ดีพอสมควร เพราะเราก็จะไม่ค่อยพบเห็นโครงสร้างคอนกรีตพังลงมาง่ายๆ ยกเว้นส่วนที่ใช้งานหนักๆ
หนึ่งในวิธีใหม่ที่คิดค้นกันขึ้นมาตามรายงานจากสำนักข่าวบีบีซีก็คือ การทำให้คอนกรีตมีความสามารถซ่อมแซมรอยร้าวได้ด้วยตัวมันเอง
หรืออีกนัยหนึ่งคือทำให้มันคล้ายสิ่งมีชีวิต
การคิดค้นคอนกรีตแบบใหม่เพื่อเพิ่มความคงทนให้มันเป็นผลงานของนักจุลชีววิทยา เฮงก์ ยองเคอร์ และนักเทคโนโลยีคอนกรีต อีริก ชแลงเกิ้น ที่มหาวิทยาลัยเดลฟ์ต เทคนิคัล ในเนเธอร์แลนด์
ด้วยการใส่แบคทีเรียในตระกูลบาซิลลัสที่สามารถผลิตหินปูนได้เป็นส่วนผสมเข้าไปในคอนกรีต สปอร์ของแบคทีเรียที่ว่านี้ รวมทั้งสารอาหาร (แคลเซียม แลกเตต) ที่มันจำเป็นต้องใช้จะถูกเติมเป็นเม็ดๆ เข้าไปในส่วนผสมของคอนกรีต
น้ำฝนที่เข้าตามรอยแตกร้าวของคอนกรีตจะเป็นตัวกระตุ้นให้แบคทีเรียทำงานสร้างหินปูนซ่อมแซมรอยร้าวด้วยตัวเองได้
แน่นอนว่าในขั้นตอนการผสมคอนกรีตนั้นมีน้ำเข้าไปเกี่ยวข้อง ที่อัจฉริยะทั้งสองคนต้องหาทางทำให้แบคทีเรียรอดไปนอนสงบรอการกระตุ้นด้วยน้ำในโอกาสต่อไปได้เพื่อซ่อมแซมรอยแตกร้าวเมื่อเกิดขึ้น
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ท้าทาย เท่าที่ทำได้ในขณะนี้ค่าใช้จ่ายยังสูงมาก การปรับปรุงกระบวนการเคลือบระดับอนุภาคเพื่อลดต้นทุนลงมาจะใช้เวลาอีกราวหกเดือน
หลังจากนั้น คอนกรีตมหัศจรรย์นี้ก็จะเริ่มเอาไปทดลองกันนอกห้องทดลองแล้วเพื่อดูผลของมันในโลกที่เป็นจริง โดยจะทดสอบกับโครงสร้างแบบต่างๆ และคอนกรีตชนิดต่างๆ
ระยะของการทดสอบและติดตามผลจะใช้เวลาอย่างน้อยสองปี ซึ่งหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ กระบวนการที่จะทำในเชิงการค้าด้วยการผลิตในปริมาณมากๆ ก็จะตามมา
ด้วยวิธีการนี้ต้นทุนของคอนกรีตเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน
ทว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงในระยะยาวจะลดลงมามาก
การทำให้คอนกรีตเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ซ่อมแซมตัวเองได้นี้จะว่าไปก็เหมือนเป็นสิ่งที่หลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์
แต่ทุกวันนี้เราก็เห็นกันมาเยอะแล้วกับสิ่งที่สมัยก่อนไม่น่าจะเป็นได้ หรือสิ่งที่เป็นเหมือนฝันเฟื่องในนิยายในภาพยนตร์กลับกลายมาเป็นของที่แสนจะธรรมดา
เมื่อหลายวันก่อนผมดูหนังเรื่องอเวนเจอร์ ที่มีซูเปอร์ฮีโร่หลายๆ ตัว พอเห็น ไอร์ออน แมน มองเห็นผ่านหน้ากากปุ๊บ ก็นึกถึงกูเกิ้ล กลาส เลยทันที เพราะมันแทบไม่ต่างกัน
เพียงแต่คอมพิวเตอร์ของ ไอร์ออน แมน นั่นล้ำยุคไปอีกหลายขั้นเพราะมันตอบโต้กับ ไอร์ออน แมน ได้แบบคน
ขณะที่กูเกิ้ล กลาส ยังอยู่แค่ระดับรับฟังคำสั่งด้วยเสียงเท่านั้น
แต่อย่าได้คิดว่าสิ่งที่เห็นในหนังมันจะไม่เกิดขึ้นในอนาคตเลยเชียวล่ะ
.
2555-11-06
กทม.รั้งที่ 7 เสี่ยงน้ำท่วมทั่วโลก
.
บทก่อนๆ - เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง ‘โคตรพายุ’
บทก่อนๆ - กทม.ติด1ใน10 เมืองของโลก เสี่ยง‘สตอร์มเซิร์จ’ทำลายล้าง
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
กทม.รั้งที่ 7 เสี่ยงน้ำท่วมทั่วโลก
จาก http://news.voicetv.co.th/thailand/55099.html
by Supatsorn . . 5 พฤศจิกายน 2555 เวลา 07:10 น.
กทม. ติดอันดับที่ 7 เมืองใหญ่ที่เสี่ยงเสียหายหนักจากเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ภายในปี 2070
สถาบันวิจัยแกรนแธม ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า เมืองต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ประเทศจีนไปจนถึงทะเลอาหรับ มีการขยายตัวเร็วมาก ขาดการวางผังเมือง ซึ่งไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อพายุไซโคลนเขตร้อนด้วย และยังมีคนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง โดยมี 20 อันดับเมืองใหญ่ที่เสี่ยงเสียหายหนัก
จากเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ภายในปี 2070 ซึ่ง กทม. ติดอันดับที่ 7 ขณะที่เมืองในเอเชียติดอันดับถึง 15 เมือง เช่น โกลกาตา, มุมไบ และ ธากา ของประเทศอินเดีย กว่างโจวและเซี่ยงไฮ้ ของประเทศจีน โฮจิมินห์ และไฮฟอง ของประเทศเวียดนาม, กรุงเทพมหานคร, เมืองย่างกุ้ง ของประเทศพม่า และไมอามี่ ของประเทศสหรัฐ
นักวิเคราะห์ ยังเปิดเผยว่า เมืองใหญ่ๆ ในเอเชียที่ติดอันดับนั้นไม่เพียงแต่จะเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกพายุไซโคลนถล่ม ซึ่งอาจสร้างความเสียหายหนักมาก ด้วยปัจจัยที่ว่ายังมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่มีความแข็งแรงน้อย คุณภาพต่ำ และเปราะบางต่อภัยธรรมชาติมาก ดังนั้นหากรัฐบาลในเมืองเหล่านี้ยังไม่มีการรับมืออย่างจริงจัง อาจนำมาซึ่งความเสียหายมหาศาลได้ในอนาคต
ขณะที่ ซูซาน แฮนสันผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชายฝั่ง แห่งศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทินดอลในอังกฤษ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เอเชียมีความเสี่ยงต่อโคตรพายุอย่างแรก คือ ระดับน้ำทะเล ซึ่งจะสูงขึ้น 20 นิ้ว ภายใน 2070 อย่างที่ 2 คือ คลื่นพายุหมุนซัดฝั่ง หรือ สตอร์ม เซิร์จ จากพายุไซโคลน ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก
+++
เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง ‘โคตรพายุ’
จาก http://news.voicetv.co.th/global/54746.html
by sathitm . . 31 ตุลาคม 2555 เวลา 13:50 น.
ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือนภัย มหานครริมฝั่งทะเลทั่วเอเชีย รวมทั้งกรุงเทพ ไม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะรับมือโคตรพายุในระดับเดียวกับแซนดี้ เหมือนอย่างนิวยอร์กได้
มหานครนิวยอร์กมีความพร้อมที่รับมือผลกระทบจากพายุลูกใหญ่ที่รุนแรง เพราะมีระบบวิศวกรรมโยธาที่ดี มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐก็มีกำลังเงิน
แต่บรรดาเมืองตลอดแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ประเทศจีนไปจนถึงทะเลอาหรับ ล้วนเติบโตอย่างพรวดพราด ขาดการวางผังเมือง ไร้ระบบและไม่มีระเบียบ
บ็อบ วอร์ด ผอ.ฝ่ายนโยบายของสถาบันวิจัยแกรนแธมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม ในกรุงลอนดอน บอกว่า เมืองเหล่านี้มีการขยายตัวเร็วมาก ไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อพายุไซโคลนเขตร้อนด้วย และยังมีคนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง
รายงานของโออีซีดีฉบับหนึ่งเมื่อปี 2550 ระบุว่า โลกมีเมืองท่า 20 แห่ง ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี ค.ศ. 2070 ในจำนวนนี้เป็นเมืองของเอเชีย 15 แห่ง โดย 8 อันดับแรกนำโดยกัลกัตตา ตามด้วยมุมไบ, ธากา, กวางโจว, โฮจิมินห์, เซี่ยงไฮ้, กรุงเทพ (อันดับ 7) และย่างกุ้ง
ในเอเชียยังมีความเสี่ยงอีกหลายเมือง คือ ไฮฟอง (อันดับที่ 10), เทียนจิน (อันดับ 12), กุลนาในบังกลาเทศ (อันดับ 13), หนิงโปในจีน (อันดับ 14), จิตตกอง (อันดับ 18), โตเกียว (อันดับ 19) และจาการ์ตา (อันดับ 20) ทั้งนี้ นิวยอร์กอยู่ในอันดับที่ 17
ซูซาน แฮนสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชายฝั่ง แห่งศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทินดอล ในอังกฤษ บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้บรรดามหานครของเอเชียมีความเสี่ยงต่อโคตรพายุ
อย่างแรกคือ ระดับน้ำทะเลซึ่งจะสูงขึ้น 20 นิ้วภายในค.ศ. 2070
อย่างที่สองคือ คลื่นพายุหมุนซัดฝั่ง หรือ storm surge จากพายุไซโคลน ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก
+++
กทม.ติด1ใน10 เมืองของโลก เสี่ยง‘สตอร์มเซิร์จ’ทำลายล้าง
จาก http://news.voicetv.co.th/thailand/44406.html
by Boonyisa . . 12 กรกฎาคม 2555 เวลา 08:28 น.
โออีซีดีรายงาน กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 ของโลกเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะถูกสตอร์มเซิร์จทำลายล้าง ในอีก 58 ปี ประเมินความเสียหายสูงถึง 34.9 ล้านล้านบาท ส่วนเมืองที่เสี่ยงสูงสุดคือไมอามี
องค์การว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ระบุว่า กรุงเทพมหานคร ติดอันดับ 10 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน ในฐานะเมืองใหญ่ที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และถือเป็นเมืองสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งยวดต่อภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การทำลายล้างของคลื่น"สตอร์มเซิร์จ" โดยคาดว่ามูลค่าทรัพย์สินในกรุงเทพฯ ที่สุ่มเสี่ยงต่อหายนะดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 34.9 ล้านล้านบาท ในปี ค.ศ.2070 หรืออีก 58 ปีนับจากนี้
ทั้งนี้ โออีซีดีก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1961 และมีฐานอยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ระบุในรายงานว่า มีเมืองท่ามากกว่า 130 แห่งทั่วโลกที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อภัยคุก คามจากเหตุน้ำท่วม เพราะคลื่น"สตอร์มเซิร์จ" ภัยคุกคามจากพายุ รวมถึงการที่ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และมีอุณหภูมิอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งทางโออีซีดีระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ ที่ขาดการวางแผนด้านการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และยังมีการบริหารจัดการในเชิงโครงสร้างที่ย่ำแย่ ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลให้มีคนกรุงเทพฯ ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงจากภัยคุกคามดังกล่าวมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับในอีกหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
ผลการศึกษาขององค์การระหว่างประเทศซึ่งมีสมาชิก 34 ชาติดังกล่าวระบุว่า กรุงเทพฯ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน และครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า "เวนิซตะวันออก" อาจตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ซึ่งภายในปี ค.ศ.2070 ประชากรของกรุงเทพฯ ไม่ต่ำกว่า 5.1 ล้านคน จะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสารพัดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์คลื่นซัดกระหน่ำชายฝั่ง น้ำท่วม หรือพายุ
โฮเซ อังเฆล กูร์เรีย อดีตนักการทูตชาวเม็กซิกัน วัย 62 ปี ในฐานะเลขาธิการใหญ่ของโออีซีดี ออกมาเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว และสร้างความเสียหายเป็นวงเงินมากกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.43 ล้านล้านบาท นั้น ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า นับจากนี้เมืองหลวงของไทยจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
รายงานของโออีซีดีระบุว่า 10 เมืองใหญ่ของโลกที่สุ่มเสี่ยงจะถูกทำลาย หรือเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมากที่สุด คือ เมืองไมอามี มลรัฐฟลอริดา ของสหรัฐ นครกว่างโจว ของจีน มหานครนิวยอร์กและเมืองนวร์ก ของสหรัฐ เมืองกัลกัตตาของอินเดีย นครเซี่ยงไฮ้ของจีน เมืองมุมไบของอินเดีย เมืองเทียนจินหรือเทียนสินของจีน กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน
และอันดับ 10 กรุงเทพมหานคร
.
บทก่อนๆ - เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง ‘โคตรพายุ’
บทก่อนๆ - กทม.ติด1ใน10 เมืองของโลก เสี่ยง‘สตอร์มเซิร์จ’ทำลายล้าง
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
กทม.รั้งที่ 7 เสี่ยงน้ำท่วมทั่วโลก
จาก http://news.voicetv.co.th/thailand/55099.html
by Supatsorn . . 5 พฤศจิกายน 2555 เวลา 07:10 น.
กทม. ติดอันดับที่ 7 เมืองใหญ่ที่เสี่ยงเสียหายหนักจากเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ภายในปี 2070
สถาบันวิจัยแกรนแธม ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า เมืองต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ประเทศจีนไปจนถึงทะเลอาหรับ มีการขยายตัวเร็วมาก ขาดการวางผังเมือง ซึ่งไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อพายุไซโคลนเขตร้อนด้วย และยังมีคนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง โดยมี 20 อันดับเมืองใหญ่ที่เสี่ยงเสียหายหนัก
จากเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ภายในปี 2070 ซึ่ง กทม. ติดอันดับที่ 7 ขณะที่เมืองในเอเชียติดอันดับถึง 15 เมือง เช่น โกลกาตา, มุมไบ และ ธากา ของประเทศอินเดีย กว่างโจวและเซี่ยงไฮ้ ของประเทศจีน โฮจิมินห์ และไฮฟอง ของประเทศเวียดนาม, กรุงเทพมหานคร, เมืองย่างกุ้ง ของประเทศพม่า และไมอามี่ ของประเทศสหรัฐ
นักวิเคราะห์ ยังเปิดเผยว่า เมืองใหญ่ๆ ในเอเชียที่ติดอันดับนั้นไม่เพียงแต่จะเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกพายุไซโคลนถล่ม ซึ่งอาจสร้างความเสียหายหนักมาก ด้วยปัจจัยที่ว่ายังมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่มีความแข็งแรงน้อย คุณภาพต่ำ และเปราะบางต่อภัยธรรมชาติมาก ดังนั้นหากรัฐบาลในเมืองเหล่านี้ยังไม่มีการรับมืออย่างจริงจัง อาจนำมาซึ่งความเสียหายมหาศาลได้ในอนาคต
ขณะที่ ซูซาน แฮนสันผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชายฝั่ง แห่งศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทินดอลในอังกฤษ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เอเชียมีความเสี่ยงต่อโคตรพายุอย่างแรก คือ ระดับน้ำทะเล ซึ่งจะสูงขึ้น 20 นิ้ว ภายใน 2070 อย่างที่ 2 คือ คลื่นพายุหมุนซัดฝั่ง หรือ สตอร์ม เซิร์จ จากพายุไซโคลน ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก
+++
เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง ‘โคตรพายุ’
จาก http://news.voicetv.co.th/global/54746.html
by sathitm . . 31 ตุลาคม 2555 เวลา 13:50 น.
ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือนภัย มหานครริมฝั่งทะเลทั่วเอเชีย รวมทั้งกรุงเทพ ไม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะรับมือโคตรพายุในระดับเดียวกับแซนดี้ เหมือนอย่างนิวยอร์กได้
มหานครนิวยอร์กมีความพร้อมที่รับมือผลกระทบจากพายุลูกใหญ่ที่รุนแรง เพราะมีระบบวิศวกรรมโยธาที่ดี มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐก็มีกำลังเงิน
แต่บรรดาเมืองตลอดแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ประเทศจีนไปจนถึงทะเลอาหรับ ล้วนเติบโตอย่างพรวดพราด ขาดการวางผังเมือง ไร้ระบบและไม่มีระเบียบ
บ็อบ วอร์ด ผอ.ฝ่ายนโยบายของสถาบันวิจัยแกรนแธมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม ในกรุงลอนดอน บอกว่า เมืองเหล่านี้มีการขยายตัวเร็วมาก ไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อพายุไซโคลนเขตร้อนด้วย และยังมีคนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง
รายงานของโออีซีดีฉบับหนึ่งเมื่อปี 2550 ระบุว่า โลกมีเมืองท่า 20 แห่ง ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี ค.ศ. 2070 ในจำนวนนี้เป็นเมืองของเอเชีย 15 แห่ง โดย 8 อันดับแรกนำโดยกัลกัตตา ตามด้วยมุมไบ, ธากา, กวางโจว, โฮจิมินห์, เซี่ยงไฮ้, กรุงเทพ (อันดับ 7) และย่างกุ้ง
ในเอเชียยังมีความเสี่ยงอีกหลายเมือง คือ ไฮฟอง (อันดับที่ 10), เทียนจิน (อันดับ 12), กุลนาในบังกลาเทศ (อันดับ 13), หนิงโปในจีน (อันดับ 14), จิตตกอง (อันดับ 18), โตเกียว (อันดับ 19) และจาการ์ตา (อันดับ 20) ทั้งนี้ นิวยอร์กอยู่ในอันดับที่ 17
ซูซาน แฮนสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชายฝั่ง แห่งศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทินดอล ในอังกฤษ บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้บรรดามหานครของเอเชียมีความเสี่ยงต่อโคตรพายุ
อย่างแรกคือ ระดับน้ำทะเลซึ่งจะสูงขึ้น 20 นิ้วภายในค.ศ. 2070
อย่างที่สองคือ คลื่นพายุหมุนซัดฝั่ง หรือ storm surge จากพายุไซโคลน ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก
+++
กทม.ติด1ใน10 เมืองของโลก เสี่ยง‘สตอร์มเซิร์จ’ทำลายล้าง
จาก http://news.voicetv.co.th/thailand/44406.html
by Boonyisa . . 12 กรกฎาคม 2555 เวลา 08:28 น.
โออีซีดีรายงาน กรุงเทพฯ ติดอันดับ 10 ของโลกเมืองที่สุ่มเสี่ยงจะถูกสตอร์มเซิร์จทำลายล้าง ในอีก 58 ปี ประเมินความเสียหายสูงถึง 34.9 ล้านล้านบาท ส่วนเมืองที่เสี่ยงสูงสุดคือไมอามี
องค์การว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ระบุว่า กรุงเทพมหานคร ติดอันดับ 10 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน ในฐานะเมืองใหญ่ที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และถือเป็นเมืองสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งยวดต่อภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การทำลายล้างของคลื่น"สตอร์มเซิร์จ" โดยคาดว่ามูลค่าทรัพย์สินในกรุงเทพฯ ที่สุ่มเสี่ยงต่อหายนะดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 34.9 ล้านล้านบาท ในปี ค.ศ.2070 หรืออีก 58 ปีนับจากนี้
ทั้งนี้ โออีซีดีก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1961 และมีฐานอยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ระบุในรายงานว่า มีเมืองท่ามากกว่า 130 แห่งทั่วโลกที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อภัยคุก คามจากเหตุน้ำท่วม เพราะคลื่น"สตอร์มเซิร์จ" ภัยคุกคามจากพายุ รวมถึงการที่ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และมีอุณหภูมิอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งทางโออีซีดีระบุว่ากรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ ที่ขาดการวางแผนด้านการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และยังมีการบริหารจัดการในเชิงโครงสร้างที่ย่ำแย่ ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลให้มีคนกรุงเทพฯ ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงจากภัยคุกคามดังกล่าวมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับในอีกหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
ผลการศึกษาขององค์การระหว่างประเทศซึ่งมีสมาชิก 34 ชาติดังกล่าวระบุว่า กรุงเทพฯ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน และครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า "เวนิซตะวันออก" อาจตกอยู่ในอันตรายจากภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ซึ่งภายในปี ค.ศ.2070 ประชากรของกรุงเทพฯ ไม่ต่ำกว่า 5.1 ล้านคน จะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสารพัดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์คลื่นซัดกระหน่ำชายฝั่ง น้ำท่วม หรือพายุ
โฮเซ อังเฆล กูร์เรีย อดีตนักการทูตชาวเม็กซิกัน วัย 62 ปี ในฐานะเลขาธิการใหญ่ของโออีซีดี ออกมาเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทยที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว และสร้างความเสียหายเป็นวงเงินมากกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.43 ล้านล้านบาท นั้น ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า นับจากนี้เมืองหลวงของไทยจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น
รายงานของโออีซีดีระบุว่า 10 เมืองใหญ่ของโลกที่สุ่มเสี่ยงจะถูกทำลาย หรือเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมากที่สุด คือ เมืองไมอามี มลรัฐฟลอริดา ของสหรัฐ นครกว่างโจว ของจีน มหานครนิวยอร์กและเมืองนวร์ก ของสหรัฐ เมืองกัลกัตตาของอินเดีย นครเซี่ยงไฮ้ของจีน เมืองมุมไบของอินเดีย เมืองเทียนจินหรือเทียนสินของจีน กรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน
และอันดับ 10 กรุงเทพมหานคร
.
2555-09-18
ชีวิตคนรุ่นใหม่ ในยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว โดย อนุช อาภาภิรม
.
ชีวิตคนรุ่นใหม่ ในยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1674 หน้า 38
คนรุ่นใหม่มีภาพลักษณ์หลายประการ ได้แก่ เป็นผู้มีอิสระ เป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะเดินทางใครทางมัน มุ่งมั่นเข้าสู่การแข่งขัน รู้จักสร้างและคว้าโอกาส มีความคิดริเริ่ม ทำงานอย่างมืออาชีพ
และท้ายสุด น่าจะ ได้แก่ การชอบช็อปปิ้ง
ภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ดังกล่าวดำเนินควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของสมัยใหม่หรือความทันสมัย ได้แก่ การมีเทคโนโลยีสูง ความเจริญรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ ความสะดวกสบายและรวดเร็ว และอนาคตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่เมื่อเกิดยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ภาพลักษณ์ดังกล่าวดูจะไม่งดงามอย่างว่า กระทั่ง กลับตาลปัตรกัน
มีการกล่าวถึงความรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 กันไว้หลายอย่าง เช่น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความรู้เรื่องการตลาดและการเพิ่มมูลค่าตัวเองเพื่อการมีงานทำและประสบความสำเร็จ ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเงินการลงทุน
แต่ไม่ว่าจะมีความรู้ที่สำคัญจำเป็นเพียงใด ในยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว คนรุ่นใหม่ต้องมีความรู้และทักษะที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งคือ การเอาตัวรอดในยามฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟดับและต้องอพยพออกจากบ้าน
ลมฟ้าอากาศสุดขั้วยังสามารถก่อเหตุร้ายอื่นอีก ได้แก่ กดดันให้ราคาอาหารแพงขึ้น เนื่องจากภัยแล้ง หรือฝนที่มาช้า หรือที่ตกหนักน้ำท่วม ซึ่งจะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งสังคม
เช่น ในปี 2013 นี้ คาดหมายว่าราคาอาหารโลกจะพุ่งทะยานขึ้นเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในหลายประเทศสำคัญมีสหรัฐ เป็นต้น เกิดความเสียหายเป็นพื้นที่กว้าง การที่อาหารราคาแพงนี้เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการจลาจลในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมทั้งเหตุการณ์ใหญ่ที่เรียกว่าการลุกขึ้นสู้ของชาวอาหรับด้วย
ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่เพียงเผชิญกับลมฟ้าอากาศสุดขั้วเท่านั้น หากยังเผชิญกับสังคมสุดขั้วอีกด้วย สังคมสุดขั้วเป็นสังคมที่แบ่งขั้วฝ่ายอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา พื้นฐานมาจากความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว และเสริมพลังด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่จนบัดนี้ยังหาทางออกไม่ได้
สังคมสุดขั้วก่อผลกระทบรุนแรงและเร็วกว่าลมฟ้าอากาศสุดขั้ว มันก่อให้เกิดบรรยากาศไม่พอใจ ความปั่นป่วน การจลาจล การลุกขึ้นสู้ สงครามกลางเมือง ภาวะไร้ระเบียบกฎหมาย
ผลกระทบจากลมฟ้าอากาศสุดขั้วที่ได้เกิดถี่ขึ้น และพื้นที่ประสบภัยกว้างขึ้น เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินและก่อความสับสนต่อชีวิตประจำวันเป็นอันมาก จึงได้มีการตระเตรียมรับมือกันในหลายรูปแบบ หลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน เอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหว
งานรับมืออย่างหนึ่งของภาครัฐในด้านการความรู้ ได้แก่ ทำหนังสือคู่มือเผยแพร่แก่ประชาชนว่าพึงปฏิบัติอย่างไรในยามฝนตกหนัก น้ำท่วม และไฟฟ้าดับ
ในที่นี้จะขอยกคู่มือของรัฐนิวยอร์กเป็นตัวอย่าง โดยเห็นว่าเป็นรัฐสำคัญที่มีอภินครนิวยอร์กซึ่งเป็นเหมือนนครหลวงแห่งหนึ่งของโลก อะไรเกิดที่นครนี้อาจจะมีผลกระทบไปทั้งโลกได้ และอะไรเกิดขึ้นที่นี่ ก็มักลามไปเกิดในที่อื่นอีกเช่นกัน
หนังสือคู่มือนี้บางเพียง 32 หน้า ชื่อว่า "อย่ายอมตกอยู่ในความมืด" (Don"t Be Left in the Dark : Weathering Floods, Storms, and Power Outages) เผยแพร่ปี 2006 มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้ประชาชนเตรียมการที่จำเป็นเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วหรือเหตุฉุกเฉินอื่น
คำแนะในหนังสืออาจถือได้ว่าแสดงถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ในอีกมิติหนึ่ง
อย่ายอมตกอยู่ในความมืด
มีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำแนะนำในหนังสืออยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ
ประการแรก เป็นการให้ความสำคัญอย่างสูงต่อปัญหาไฟฟ้าดับ ซึ่งชื่อหนังสือก็บอกไว้แล้ว สะท้อนถึงไฟฟ้ามีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของเมืองสมัยใหม่มาก
หากขาดไฟฟ้าแล้วระบบอินเตอร์เน็ตก็จะล่ม การทำธุรกรรมหยุดชะงัก เครื่องใช้ไฟฟ้ามีตู้เย็น เป็นต้น ไม่ทำงาน ของสดที่ใส่ไว้อาจเน่าเสียได้ในเวลาไม่กี่วัน ทั้งยังจะขาดน้ำดื่ม ถ้าไฟดับเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมืองใหญ่ก็อยู่ได้ยาก ต้องอพยพออกมา
ไฟฟ้าจึงเป็นเหมือนอำนาจเร้นลับที่รวมเมืองไว้ให้อยู่เป็นระเบียบ
ที่ให้ความสำคัญแก่ไฟฟ้าอีกด้านหนึ่งก็คือระบบนี้มีความเปราะบางมาก สร้างขึ้นก็ยาก รักษาไว้ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ยิ่งกว่านั้นยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นโดยตลอด เป็นภาระในการต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีราคาแพง การพยายามสร้างตาข่ายไฟฟ้า (Power Grid) เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าก็ได้ผลระดับหนึ่ง เนื่องจากตาข่ายนี้มีการพัฒนาอย่างค่อนข้างสะเปะสะปะ ตามความต้องการของพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองเร็วหรือเสื่อมถอยลง ไม่ได้เป็นตาข่ายที่ได้สมมาตร
การที่เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างขึ้นทั่วโลกนั้น บอกเล่าเรื่องดังกล่าวได้ดี
ประการที่สอง เป็นคำแนะนำแบบบ้านใครบ้านมัน นั่นคือหาทางออกกันเอาเอง ขณะที่มีครัวเรือนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงปฏิบัติได้ยาก เช่นยังต้องพึ่งโครงการฟูดแสตมป์ ไม่สามารถสำรองของไว้ได้มาก หรือไม่มีที่จะอพยพไปอยู่ไหน หรือขาดยานพาหนะ
ดังที่ได้เกิดขึ้นที่เมืองนิวออลีนส์เมื่อครั้งประสบภัยจากพายุแคทรินาในปี 2005
สิ่งของที่ควรตระเตรียมไว้ล่วงหน้า
สิ่งของที่ควรตระเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อการรับมือกับฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุหิมะ และไฟดับ ได้แก่
1. หมวดอาหารและน้ำ เช่น ก) น้ำขวด ใช้ 2 แกลลอนต่อคนต่อวัน ข) อาหารกระป๋องที่เปิดกินได้เลย ค) นม ง) อาหารให้พลังงานสูง มีเนยถั่ว เนื้ออบแห้ง เป็นต้น จ) อาหารพิเศษ เช่นสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีหลักควรคำนึงดังนี้คือ จัดตามที่ครอบครัวบริโภคบ่อย การได้กินอาหารที่เคยกินกล่าวกันว่าช่วยให้มีขวัญและความอบอุ่นใจดีขึ้น อาหารที่เก็บไว้ควรไม่ต้องแช่ตู้เย็นหรือปรุงน้อยที่สุด ค่อยๆ หาซื้ออาหารมาจนเห็นว่าเพียงพอสำหรับครอบครัว 3-7 วัน การบรรจุอาหารใส่ช่องแช่แข็งควรให้เต็ม เพราะประหยัดพลังงานและเก็บความเย็นได้นาน
2. หมวดยาและสุขภัณฑ์ เช่น 1) ยาตามใบสั่งแพทย์ 2) เครื่องมือปฐมพยาบาล ค) กระดาษชำระ ง) ผ้าเช็ดมือและตัวทารก จ) สบู่แบบไม่ต้องใช้น้ำล้าง ฉ) เครื่องสุขภัณฑ์ของสตรี
3. อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เช่น ก) น้ำยาคลอรีน ข) วิทยุใช้ถ่าน ค) ไฟฉาย ไว้ประจำทุกห้อง ง) ถ่านไฟ จ) เทียนไขและตะเกียง ฉ) ไม้ขีดไฟ ช) น้ำมัน (ไว้ใช้กับเครื่องปั่นไฟ) ซ) แก๊สหุงต้ม ฌ) เครื่องเปิดกระป๋องที่ทำงานด้วยมือ ญ) ถุงพลาสติก สำหรับใส่อาหารและขยะ ฎ) เงินสด ฏ) เครื่องดับไฟ
4. เครื่องมือ เช่น ก) เชือก ใช้มัดของ การลาก และการช่วยเหลือ ข) พลั่ว ค) ค้อนและตะปู ง) มีดสารพัดประโยชน์ จ) ถุงมือ ฉ) เทปกาวเหนียว ช) เทปพันสายไฟ
5. อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาด กระบุง สเปรย์กำจัดกลิ่น หน้ากากกันฝุ่น ไม้ถูพื้น ผ้าถูพื้น ถุงมือยาง ถุงใส่ขยะเปียก
การเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉิน
การเตรียมรับนี้ประเภทนี้ที่สำคัญ ได้แก่
1. การตรวจตราด้านไฟฟ้า แก๊ส และน้ำประปา สามารถปิดได้ในยามฉุกเฉิน
2. เตรียมการสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวลำบาก
3. มีโทรศัพท์บ้านธรรมดาไว้เครื่องหนึ่ง ที่เป็นแบบไร้สายจะใช้ไม่ได้เวลาไฟดับ
4. เติมน้ำมันรถเต็มถังถ้ามีการพยากรณ์ว่ามีพายุฝนตกหนัก
5. เติมน้ำให้เต็มอ่างอาบน้ำ ไว้ราดโถส้วม เป็นต้น
6. บันทึกทรัพย์สินมีค่าของตนเพื่อแสดงต่อบริษัทประกันภัย ควรซื้อประกันภัยน้ำท่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อมีพายุฝน น้ำท่วมและไฟฟ้าดับ
มีที่ควรทำดังนี้
1. ติดตามข่าวสารลมฟ้าอากาศและข่าวอัพเดตทางวิทยุ
2. ถ้าหากเกิดน้ำท่วมให้คิดไว้ล่วงหน้าว่าถ้าต้องอพยพจะไปอยู่ที่ไหน เช่น บ้านเพื่อนหรือบ้านญาติ
3. บรรจุของใช้ที่จำเป็นให้เรียบร้อย เก็บเอกสารสำคัญและเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นชั้นบน
4. ขณะที่ยังอยู่ในบ้าน หากเกิดพายุหิมะและไฟดับต้องเตรียมสร้างความอบอุ่น หาน้ำใช้ ซึ่งมีหลายวิธี
...การหุงอาหารที่ปลอดภัยและไม่ต้องใช้ไฟ
ถ้าต้องอพยพควรปฏิบัติอย่างไร
ถ้าต้องอพยพควรปฏิบัติดังนี้
1. เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่
2. เตรียมถุงนอนหรือผ้าห่มและหมอนสำหรับทุกคน
3. จดหมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ เช่นบริษัทประกัน
4. ของใช้ประจำตัวที่ควรทำเพิ่มได้แก่แว่นตา (ที่ใช้คอนแท็กเลนส์ต้องเตรียมไว้จำนวนหนึ่ง) กุญแจบ้านและรถ
5. เอกสารติดตัวสำคัญได้แก่บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่
นอกจากนี้ ก่อนออกจากบ้านต้องตรวจตราที่จำเป็น ได้แก่ การปิดสวิตช์ไฟในบ้าน และยกสวิตช์ไฟใหญ่ออกด้วย
ปล่อยน้ำจนหมดท่อประปา ถ้าหากเห็นว่าอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
การฟื้นตัวจากพายุและน้ำท่วม
เมื่อพายุผ่านไปและกลับเข้าบ้าน เรื่องแรก ได้แก่
1. อาหาร โดยทั่วไปอาหารที่เก็บในตู้เย็นจะยังคงเย็นต่อไปอีกราว 4-6 ชั่วโมงถ้าไม่เปิดประตู ตู้แช่แข็งที่ใส่อาหารเต็มจะยังคงแข็งต่อ 2 วัน ถ้าบรรจุครึ่งเดียวจะแข็งต่ออีก 1 วัน ให้พิจารณาดูตามสภาพว่ายังคงนำมาใช้บริโภคหรือแช่เย็นแช่แข็งซ้ำได้อีกหรือไม่ สำหรับอาหารที่เปลี่ยนสีมีกลิ่นควรทิ้งไป สำหรับในประเทศไทยที่อากาศร้อนอาหารน่าจะเสียเกือบทั้งหมด
2. ค่อยหาซื้อรายการต่างๆ ที่ใช้ไปเติมจนครบ เพื่อเผชิญกับพายุลูกใหม่
3. การทำความสะอาดเป็นงานใหญ่และให้รายละเอียดไว้พอสมควร
ที่กล่าวมาข้างต้นก็พอวาดภาพได้ว่าชีวิตของชาวนิวยอร์กต้องเปลี่ยนไปไม่ใช่น้อย เนื่องจากลมฟ้าอากาศสุดขั้ว การเตรียมตัวล่วงหน้าดังกล่าวนั้นย่อมกินเวลา ดึงความสนใจจากการเป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้จักไปไม่น้อย
กล่าวโดยรวมก็คือปรับจากชีวิตเมือง เข้าสู่ชีวิตในธรรมชาติมากขึ้น และยิ่งลมฟ้าอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นเท่าใด เราก็จำต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
บางทีเราจำต้องทำความคุ้นเคยกับมัน ต้องคุ้นเคยกับความขาดแคลน ไม่ใช่ความอุดมสมบูรณ์แบบเก่า คุ้นเคยกับความลำบากล่าช้า ไม่ใช่ความสะดวกสบาย คุ้นกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สูงเหมือนเดิม เปลี่ยนทัศนะจากทางใครทางมัน หรือตัวใครตัวมัน เป็นไปสู่จิตอาสาสมัครและการรวมตัวเพื่อความอยู่รอด จากการวางตัวเป็นพระเอกนางเอก ไปเป็นสามัญชน นี่เป็นรสชาติใหม่ของคนรุ่นใหม่
ที่หนักหนากว่านั้นก็คือคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศที่ว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้โลกเข้าสู่ความเป็นป่าเถื่อน โดยชี้ว่า "การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่จะทำให้ปัญหาความยากจน การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การแบ่งขั้วทางสังคม และลัทธิก่อการร้ายรุนแรงขึ้น นำมาสู่สถานการณ์ที่เป็นโกลาหลยิ่ง"
และว่าความเป็นป่าเถื่อนกำลังเกิดขึ้นแล้ว ดูได้จาก "โลกแห่งป้อมปราการที่คนร่ำรวยอาศัยอยู่ในดินแดนแทรกอยู่ที่โน่นที่นี่ มีการคุ้มกันอย่างดี ขณะที่คนยากจนจำนวนมากอาศัยอยู่ภายนอกในเงื่อนไขที่ไม่ยั่งยืน"
(ดูบทความของ James Randerson ชื่อ Expert warns climate change will lead to "barbarisation" ใน guardian.co.uk, 160508)
.
ชีวิตคนรุ่นใหม่ ในยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1674 หน้า 38
คนรุ่นใหม่มีภาพลักษณ์หลายประการ ได้แก่ เป็นผู้มีอิสระ เป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะเดินทางใครทางมัน มุ่งมั่นเข้าสู่การแข่งขัน รู้จักสร้างและคว้าโอกาส มีความคิดริเริ่ม ทำงานอย่างมืออาชีพ
และท้ายสุด น่าจะ ได้แก่ การชอบช็อปปิ้ง
ภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ดังกล่าวดำเนินควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของสมัยใหม่หรือความทันสมัย ได้แก่ การมีเทคโนโลยีสูง ความเจริญรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ ความสะดวกสบายและรวดเร็ว และอนาคตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่เมื่อเกิดยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ภาพลักษณ์ดังกล่าวดูจะไม่งดงามอย่างว่า กระทั่ง กลับตาลปัตรกัน
มีการกล่าวถึงความรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 กันไว้หลายอย่าง เช่น ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ความรู้เรื่องการตลาดและการเพิ่มมูลค่าตัวเองเพื่อการมีงานทำและประสบความสำเร็จ ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเงินการลงทุน
แต่ไม่ว่าจะมีความรู้ที่สำคัญจำเป็นเพียงใด ในยุคลมฟ้าอากาศสุดขั้ว คนรุ่นใหม่ต้องมีความรู้และทักษะที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งคือ การเอาตัวรอดในยามฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟดับและต้องอพยพออกจากบ้าน
ลมฟ้าอากาศสุดขั้วยังสามารถก่อเหตุร้ายอื่นอีก ได้แก่ กดดันให้ราคาอาหารแพงขึ้น เนื่องจากภัยแล้ง หรือฝนที่มาช้า หรือที่ตกหนักน้ำท่วม ซึ่งจะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งสังคม
เช่น ในปี 2013 นี้ คาดหมายว่าราคาอาหารโลกจะพุ่งทะยานขึ้นเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในหลายประเทศสำคัญมีสหรัฐ เป็นต้น เกิดความเสียหายเป็นพื้นที่กว้าง การที่อาหารราคาแพงนี้เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการจลาจลในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมทั้งเหตุการณ์ใหญ่ที่เรียกว่าการลุกขึ้นสู้ของชาวอาหรับด้วย
ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่เพียงเผชิญกับลมฟ้าอากาศสุดขั้วเท่านั้น หากยังเผชิญกับสังคมสุดขั้วอีกด้วย สังคมสุดขั้วเป็นสังคมที่แบ่งขั้วฝ่ายอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา พื้นฐานมาจากความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว และเสริมพลังด้วยวิกฤติเศรษฐกิจที่จนบัดนี้ยังหาทางออกไม่ได้
สังคมสุดขั้วก่อผลกระทบรุนแรงและเร็วกว่าลมฟ้าอากาศสุดขั้ว มันก่อให้เกิดบรรยากาศไม่พอใจ ความปั่นป่วน การจลาจล การลุกขึ้นสู้ สงครามกลางเมือง ภาวะไร้ระเบียบกฎหมาย
ผลกระทบจากลมฟ้าอากาศสุดขั้วที่ได้เกิดถี่ขึ้น และพื้นที่ประสบภัยกว้างขึ้น เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินและก่อความสับสนต่อชีวิตประจำวันเป็นอันมาก จึงได้มีการตระเตรียมรับมือกันในหลายรูปแบบ หลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ธุรกิจเอกชน เอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหว
งานรับมืออย่างหนึ่งของภาครัฐในด้านการความรู้ ได้แก่ ทำหนังสือคู่มือเผยแพร่แก่ประชาชนว่าพึงปฏิบัติอย่างไรในยามฝนตกหนัก น้ำท่วม และไฟฟ้าดับ
ในที่นี้จะขอยกคู่มือของรัฐนิวยอร์กเป็นตัวอย่าง โดยเห็นว่าเป็นรัฐสำคัญที่มีอภินครนิวยอร์กซึ่งเป็นเหมือนนครหลวงแห่งหนึ่งของโลก อะไรเกิดที่นครนี้อาจจะมีผลกระทบไปทั้งโลกได้ และอะไรเกิดขึ้นที่นี่ ก็มักลามไปเกิดในที่อื่นอีกเช่นกัน
หนังสือคู่มือนี้บางเพียง 32 หน้า ชื่อว่า "อย่ายอมตกอยู่ในความมืด" (Don"t Be Left in the Dark : Weathering Floods, Storms, and Power Outages) เผยแพร่ปี 2006 มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้ประชาชนเตรียมการที่จำเป็นเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วหรือเหตุฉุกเฉินอื่น
คำแนะในหนังสืออาจถือได้ว่าแสดงถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ในอีกมิติหนึ่ง
อย่ายอมตกอยู่ในความมืด
มีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับคำแนะนำในหนังสืออยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ
ประการแรก เป็นการให้ความสำคัญอย่างสูงต่อปัญหาไฟฟ้าดับ ซึ่งชื่อหนังสือก็บอกไว้แล้ว สะท้อนถึงไฟฟ้ามีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของเมืองสมัยใหม่มาก
หากขาดไฟฟ้าแล้วระบบอินเตอร์เน็ตก็จะล่ม การทำธุรกรรมหยุดชะงัก เครื่องใช้ไฟฟ้ามีตู้เย็น เป็นต้น ไม่ทำงาน ของสดที่ใส่ไว้อาจเน่าเสียได้ในเวลาไม่กี่วัน ทั้งยังจะขาดน้ำดื่ม ถ้าไฟดับเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมืองใหญ่ก็อยู่ได้ยาก ต้องอพยพออกมา
ไฟฟ้าจึงเป็นเหมือนอำนาจเร้นลับที่รวมเมืองไว้ให้อยู่เป็นระเบียบ
ที่ให้ความสำคัญแก่ไฟฟ้าอีกด้านหนึ่งก็คือระบบนี้มีความเปราะบางมาก สร้างขึ้นก็ยาก รักษาไว้ก็มีค่าใช้จ่ายสูง ยิ่งกว่านั้นยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นโดยตลอด เป็นภาระในการต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีราคาแพง การพยายามสร้างตาข่ายไฟฟ้า (Power Grid) เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าก็ได้ผลระดับหนึ่ง เนื่องจากตาข่ายนี้มีการพัฒนาอย่างค่อนข้างสะเปะสะปะ ตามความต้องการของพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองเร็วหรือเสื่อมถอยลง ไม่ได้เป็นตาข่ายที่ได้สมมาตร
การที่เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างขึ้นทั่วโลกนั้น บอกเล่าเรื่องดังกล่าวได้ดี
ประการที่สอง เป็นคำแนะนำแบบบ้านใครบ้านมัน นั่นคือหาทางออกกันเอาเอง ขณะที่มีครัวเรือนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงปฏิบัติได้ยาก เช่นยังต้องพึ่งโครงการฟูดแสตมป์ ไม่สามารถสำรองของไว้ได้มาก หรือไม่มีที่จะอพยพไปอยู่ไหน หรือขาดยานพาหนะ
ดังที่ได้เกิดขึ้นที่เมืองนิวออลีนส์เมื่อครั้งประสบภัยจากพายุแคทรินาในปี 2005
สิ่งของที่ควรตระเตรียมไว้ล่วงหน้า
สิ่งของที่ควรตระเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อการรับมือกับฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุหิมะ และไฟดับ ได้แก่
1. หมวดอาหารและน้ำ เช่น ก) น้ำขวด ใช้ 2 แกลลอนต่อคนต่อวัน ข) อาหารกระป๋องที่เปิดกินได้เลย ค) นม ง) อาหารให้พลังงานสูง มีเนยถั่ว เนื้ออบแห้ง เป็นต้น จ) อาหารพิเศษ เช่นสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีหลักควรคำนึงดังนี้คือ จัดตามที่ครอบครัวบริโภคบ่อย การได้กินอาหารที่เคยกินกล่าวกันว่าช่วยให้มีขวัญและความอบอุ่นใจดีขึ้น อาหารที่เก็บไว้ควรไม่ต้องแช่ตู้เย็นหรือปรุงน้อยที่สุด ค่อยๆ หาซื้ออาหารมาจนเห็นว่าเพียงพอสำหรับครอบครัว 3-7 วัน การบรรจุอาหารใส่ช่องแช่แข็งควรให้เต็ม เพราะประหยัดพลังงานและเก็บความเย็นได้นาน
2. หมวดยาและสุขภัณฑ์ เช่น 1) ยาตามใบสั่งแพทย์ 2) เครื่องมือปฐมพยาบาล ค) กระดาษชำระ ง) ผ้าเช็ดมือและตัวทารก จ) สบู่แบบไม่ต้องใช้น้ำล้าง ฉ) เครื่องสุขภัณฑ์ของสตรี
3. อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เช่น ก) น้ำยาคลอรีน ข) วิทยุใช้ถ่าน ค) ไฟฉาย ไว้ประจำทุกห้อง ง) ถ่านไฟ จ) เทียนไขและตะเกียง ฉ) ไม้ขีดไฟ ช) น้ำมัน (ไว้ใช้กับเครื่องปั่นไฟ) ซ) แก๊สหุงต้ม ฌ) เครื่องเปิดกระป๋องที่ทำงานด้วยมือ ญ) ถุงพลาสติก สำหรับใส่อาหารและขยะ ฎ) เงินสด ฏ) เครื่องดับไฟ
4. เครื่องมือ เช่น ก) เชือก ใช้มัดของ การลาก และการช่วยเหลือ ข) พลั่ว ค) ค้อนและตะปู ง) มีดสารพัดประโยชน์ จ) ถุงมือ ฉ) เทปกาวเหนียว ช) เทปพันสายไฟ
5. อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาด กระบุง สเปรย์กำจัดกลิ่น หน้ากากกันฝุ่น ไม้ถูพื้น ผ้าถูพื้น ถุงมือยาง ถุงใส่ขยะเปียก
การเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉิน
การเตรียมรับนี้ประเภทนี้ที่สำคัญ ได้แก่
1. การตรวจตราด้านไฟฟ้า แก๊ส และน้ำประปา สามารถปิดได้ในยามฉุกเฉิน
2. เตรียมการสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวลำบาก
3. มีโทรศัพท์บ้านธรรมดาไว้เครื่องหนึ่ง ที่เป็นแบบไร้สายจะใช้ไม่ได้เวลาไฟดับ
4. เติมน้ำมันรถเต็มถังถ้ามีการพยากรณ์ว่ามีพายุฝนตกหนัก
5. เติมน้ำให้เต็มอ่างอาบน้ำ ไว้ราดโถส้วม เป็นต้น
6. บันทึกทรัพย์สินมีค่าของตนเพื่อแสดงต่อบริษัทประกันภัย ควรซื้อประกันภัยน้ำท่วมด้วย
การปฏิบัติตัวเมื่อมีพายุฝน น้ำท่วมและไฟฟ้าดับ
มีที่ควรทำดังนี้
1. ติดตามข่าวสารลมฟ้าอากาศและข่าวอัพเดตทางวิทยุ
2. ถ้าหากเกิดน้ำท่วมให้คิดไว้ล่วงหน้าว่าถ้าต้องอพยพจะไปอยู่ที่ไหน เช่น บ้านเพื่อนหรือบ้านญาติ
3. บรรจุของใช้ที่จำเป็นให้เรียบร้อย เก็บเอกสารสำคัญและเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นชั้นบน
4. ขณะที่ยังอยู่ในบ้าน หากเกิดพายุหิมะและไฟดับต้องเตรียมสร้างความอบอุ่น หาน้ำใช้ ซึ่งมีหลายวิธี
...การหุงอาหารที่ปลอดภัยและไม่ต้องใช้ไฟ
ถ้าต้องอพยพควรปฏิบัติอย่างไร
ถ้าต้องอพยพควรปฏิบัติดังนี้
1. เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่
2. เตรียมถุงนอนหรือผ้าห่มและหมอนสำหรับทุกคน
3. จดหมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ เช่นบริษัทประกัน
4. ของใช้ประจำตัวที่ควรทำเพิ่มได้แก่แว่นตา (ที่ใช้คอนแท็กเลนส์ต้องเตรียมไว้จำนวนหนึ่ง) กุญแจบ้านและรถ
5. เอกสารติดตัวสำคัญได้แก่บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่
นอกจากนี้ ก่อนออกจากบ้านต้องตรวจตราที่จำเป็น ได้แก่ การปิดสวิตช์ไฟในบ้าน และยกสวิตช์ไฟใหญ่ออกด้วย
ปล่อยน้ำจนหมดท่อประปา ถ้าหากเห็นว่าอุณหภูมิจะลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
การฟื้นตัวจากพายุและน้ำท่วม
เมื่อพายุผ่านไปและกลับเข้าบ้าน เรื่องแรก ได้แก่
1. อาหาร โดยทั่วไปอาหารที่เก็บในตู้เย็นจะยังคงเย็นต่อไปอีกราว 4-6 ชั่วโมงถ้าไม่เปิดประตู ตู้แช่แข็งที่ใส่อาหารเต็มจะยังคงแข็งต่อ 2 วัน ถ้าบรรจุครึ่งเดียวจะแข็งต่ออีก 1 วัน ให้พิจารณาดูตามสภาพว่ายังคงนำมาใช้บริโภคหรือแช่เย็นแช่แข็งซ้ำได้อีกหรือไม่ สำหรับอาหารที่เปลี่ยนสีมีกลิ่นควรทิ้งไป สำหรับในประเทศไทยที่อากาศร้อนอาหารน่าจะเสียเกือบทั้งหมด
2. ค่อยหาซื้อรายการต่างๆ ที่ใช้ไปเติมจนครบ เพื่อเผชิญกับพายุลูกใหม่
3. การทำความสะอาดเป็นงานใหญ่และให้รายละเอียดไว้พอสมควร
ที่กล่าวมาข้างต้นก็พอวาดภาพได้ว่าชีวิตของชาวนิวยอร์กต้องเปลี่ยนไปไม่ใช่น้อย เนื่องจากลมฟ้าอากาศสุดขั้ว การเตรียมตัวล่วงหน้าดังกล่าวนั้นย่อมกินเวลา ดึงความสนใจจากการเป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้จักไปไม่น้อย
กล่าวโดยรวมก็คือปรับจากชีวิตเมือง เข้าสู่ชีวิตในธรรมชาติมากขึ้น และยิ่งลมฟ้าอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นเท่าใด เราก็จำต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น
บางทีเราจำต้องทำความคุ้นเคยกับมัน ต้องคุ้นเคยกับความขาดแคลน ไม่ใช่ความอุดมสมบูรณ์แบบเก่า คุ้นเคยกับความลำบากล่าช้า ไม่ใช่ความสะดวกสบาย คุ้นกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สูงเหมือนเดิม เปลี่ยนทัศนะจากทางใครทางมัน หรือตัวใครตัวมัน เป็นไปสู่จิตอาสาสมัครและการรวมตัวเพื่อความอยู่รอด จากการวางตัวเป็นพระเอกนางเอก ไปเป็นสามัญชน นี่เป็นรสชาติใหม่ของคนรุ่นใหม่
ที่หนักหนากว่านั้นก็คือคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศที่ว่า ภาวะโลกร้อนจะทำให้โลกเข้าสู่ความเป็นป่าเถื่อน โดยชี้ว่า "การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่จะทำให้ปัญหาความยากจน การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การแบ่งขั้วทางสังคม และลัทธิก่อการร้ายรุนแรงขึ้น นำมาสู่สถานการณ์ที่เป็นโกลาหลยิ่ง"
และว่าความเป็นป่าเถื่อนกำลังเกิดขึ้นแล้ว ดูได้จาก "โลกแห่งป้อมปราการที่คนร่ำรวยอาศัยอยู่ในดินแดนแทรกอยู่ที่โน่นที่นี่ มีการคุ้มกันอย่างดี ขณะที่คนยากจนจำนวนมากอาศัยอยู่ภายนอกในเงื่อนไขที่ไม่ยั่งยืน"
(ดูบทความของ James Randerson ชื่อ Expert warns climate change will lead to "barbarisation" ใน guardian.co.uk, 160508)
.
2555-09-11
อนาคตฯ50-100ปี พืชเสี่ยงสูญพันธุ์แปดหมื่นชนิด โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
.
บทความของปี 2554 - สัญญากับพระเจ้าของเยอรมนี พลังงานหมุนเวียนกระฉูด ป้อนไฟฟ้า 1 ใน 5 ของประเทศ โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
บทความของปี 2554 - โรงไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อนาคตของโลก 50-100 ปี พืชแปดหมื่นชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 100
( ภาพจาก : markevanstech.com )
จากการศึกษาของสถาบัน Kew Garden ร่วมกับ ICUN และ Natural History Museum ในลอนดอน โลกเราตอนนี้มีพืชเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ชนิด ลดลงมาครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีเมื่อ 200-300 ปีที่แล้ว และหนึ่งในห้าของพืชทั้งหมดที่เหลืออยู่ตอนนี้หรือราว 80,000 ชนิดมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปภายใน 50-100 ปีข้างหน้า
แรงกดดันที่ทำให้พืชจำนวนมากของโลกมีโอกาสสูญพันธุ์มาจากการบุกรุกที่อยู่อาศัยในธรรมชาติของพืชโดยผ่านการเกษตรกรรมและการขยายตัวของเมือง รวมทั้งผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยน้ำมือมนุษย์
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงส่งผลต่อน้ำที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเท่นั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของพืชด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวนี้เรียกร้องต้องการให้ทั่วทั้งโลกหันมาให้ความสนใจที่จะหยุดยั้งหรือพลิกเปลี่ยนเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพืช
แม้กระทั่งพืชในทางเกษตรกรรมเองก็ถูกจำกัดอย่างน่าเป็นห่วง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า ในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้ มนุษย์มุ่งทุ่มเทให้กับพืชเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ร้อยละ 80 ของพลังงานจากอาหารของคนทั่วโลกมากจากพืชที่เพาะปลูกกันเพียง 12 ชนิด เป็นธัญพืช 8 ชนิดได้แก่ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวเจ้า ข้าวเดือย ข้าวสาลี ข้าวไร อ้อย และพืชหัว 4 ชนิดคือ มันสำปะหลัง มันฝรั่ง มันเทศ และมันหวาน
จากแนวโน้มที่กำลังดำเนินอยู่นั้น โลกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง ภายใต้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนหรือสุดโต่งอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่ต้องทำและต้องมีความร่วมมือกันในระดับโลกสำหรับในกรณีของพืชมีอยู่สามระดับ
อย่างแรกคือการธำรงรักษาที่ยังมีอยู่
อย่างที่สองคือการซ่อมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย
และสุดท้ายคือระบบสำรองเพื่อรับมือในกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งก็คือธนาคารเมล็ดพันธุ์
อันที่จริงเวลานี้มีการทำเช่นนี้อยู่ทั้งสามอย่าง และมีการขยายความร่วมมือกันไปทั่วโลกด้วย แต่ก็ยังเป็นไปในขอบเขตเล็กๆ ในขณะเดียวกันข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนในประเทศต่างๆ เช่นกัน สิ่งที่ยังอาจจะขาดคือความร่วมมือและความมุ่งมั่นในระดับรัฐบาลของนานาประเทศทั่วโลก เพื่อจะเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นและกว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกันหยุดหยั้งการทำลายล้างลง
บางคนอาจจะเห็นว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องปกติธรรมดา และมันก็เกิดขึ้นมาตลอดตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราไม่จำเป็นต้องมีพืช 400,000 ชนิดเราก็อยู่ได้ พืชไม่กี่ชนิดก็สามารถผลิตออกซิเจนให้เพียงพอได้
ศาสตราจารย์สตีเฟ่น ฮ็อปเปอร์ ผู้อำนวยการ Kew Gardens ซึ่งใกล้จะหมดวาระจากตำแหน่งเร็วๆ นี้ ให้สัมภาษณ์กับเดอะ การ์เดียน ว่า คิดแบบนั้นก็มีเหตุผลอยู่บ้างหากโลกอยู่นิ่งๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่พลังของความหลากหลายก็เช่นเดียวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสติปัญญาของมนุษย์ คือยุทธศาสตร์ความเสี่ยงในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ต้องการทางเลือกที่หลากหลายหรือจะลดมันลงไปจนถึงระดับต่ำสุดก็แล้วแต่จะเลือก
บางประเทศที่มองอะไรยาวๆ เขาไม่อยู่นิ่งเฉย เช่นเกาหลีใต้เมื่อปี 2009 ริเริ่มแผนห้าปีสำหรับการฟื้นฟูป่าและดูแลแม่น้ำลำคลอง แผนนี้เชื่อมโยงกับการสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่งด้วย
+++
บทความของปี 2554
สัญญากับพระเจ้าของเยอรมนี พลังงานหมุนเวียนกระฉูด ป้อนไฟฟ้า 1 ใน 5 ของประเทศ
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1623 หน้า 100
"วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากมโนธรรม คือความล่มสลายของจิตวิญญาณ" ราเบเลย์ส
ข้อความข้างบนนี้ลอกมาจากข้อความที่เป็นการเปิดเล่มก่อนเข้าสู่เนื้อหาของหนังสือเล่มหนาแต่น่าอ่านชื่อ "นักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์" เขียนโดย จอห์น คอนเวล แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ เป็นหนังสือที่มุ่งค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคมในแง่มุมโดยเฉพาะด้านจริยธรรมและศีลธรรม และมโนธรรมของนักวิทยาศาสตร์ผ่านประวัติศาสตร์เยอรมนีในยุคนาซีเรืองอำนาจ ซึ่งฮิตเลอร์พยายามที่จะใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการครองโลก
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่งอกรากมาจากยุคนาซีมีทั้งส่วนที่เป็นไปในเชิงทำลายล้างและที่ต่อยอดสร้างสรรค์มาจนถึงปัจจุบัน บทเรียนและบาดแผลหลังสงครามโลกเปลี่ยนแปลงเยอรมนีไปเป็นประเทศที่มีบุคลิกเฉพาะตนที่ดูจะแตกต่างจากมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพราะไม่ได้มีความรู้เยอรมนีมากพอ
เพียงแต่รู้สึกได้ว่ามีความแตกต่างเมื่อสัมผัสจากบทบาทภายนอกที่ปรากฏให้เห็น
คงจะจำกันได้ว่าไม่นานหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมา ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลเยอรมนีก็ทำสัญญากับพระเจ้าโดยออกมาประกาศแผนการณ์เลิกใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมดทุกโรงทั่วประเทศภายในปี 2022 โดยจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนแทน โดยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปีดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 35
เมื่อนับนิ้วกันมันก็แค่ 11 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และใครต่อใครทั่วโลกก็ถือว่าเป็นคำประกาศที่ท้าทายมากเช่นกัน
หลายคนไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะทำได้ ที่ปรามาสกันไปต่างๆ นานา ก็มีไม่เว้นแม้แต่นักวิชาการบางคนในเมืองไทยที่เผื่อใจไว้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บ้านเราก็เป็นไปด้วย บ้างก็ว่าไม่ผลิตเองก็ไปซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ บ้างก็ว่าเดี๋ยวต้องกลับไปหาถ่านหิน แล้วแต่จะพูดกันไป
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีตัวเลขออกมาว่าถึงตอนนี้ ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในเยอรมนีร้อยละ 20.8 มาจากพลังงานหมุนเวียน อัตราการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในระยะสิบปีที่ผ่านมาของเยอรมนี เมื่อเทียบแล้วเพิ่มขึ้นมาร้อยละ 15 จากปี 2000 เฉพาะปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.5 ซึ่งถือเป็นอัตราเพิ่มที่ก้าวกระโดด
ส่วนใหญ่แล้วไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระยะสิบปีก่อนหน้าส่วนใหญ่ได้มากจากลมและชีวะมวล แต่ปีที่ผ่านมาการเติบโตส่วนใหญ่มาพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 76 และปัจจุบันไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนร้อยละ 3.5 สูงกว่าพลังงานจากน้ำ
ทั้งๆ ที่แสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยที่ประเทศเยอรมนีได้รับนั้นพอๆ กับอลาสก้า
แน่นอนว่าเบื้องหลังการเติบโตของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาจากการผลักดันของรัฐบาล รวมถึงการขับเคลื่อนของภาคประชาชน แทนที่จะติดยึดกับกรอบความคิดเก่าๆ แล้วมองเห็นแต่ด้านที่เป็นอุปสรรค ก็มุ่งมั่นที่จะก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
การอุดหนุนจากภาครัฐเพื่อผลักดันการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนนั้นมีแน่นอน ในเยอรมนีก็มี นั่นคือการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากประชาชนในราคาสูงกว่าตลาด แล้วกระจายภาระนั้นไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะไม่สูงขึ้นมากนัก
ปัญหาในบ้านเราคือขาดความุ่งมั่นจริงจัง นอกจากความมุ่งมั่นอย่างมโหฬารในเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของพวกนักการเมืองและเหล่าบิวโรแครตแล้ว พลังงานทางเลือกอื่นๆ ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคที่สรรจะหยิบยกกันขึ้นมา
ใครไม่เชื่อไปดูตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของพลังงานชนิดต่างๆ ที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องซื้อเนื้อที่โฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ในนามของการให้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนแก่ประชาชนดูเอาก็แล้วกัน จะเห็นสัจธรรม
+++
โรงไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1624 หน้า 100
เมื่อเร็วๆ นี้อ่านบทความหนึ่งมาจากเว็บไซต์ Thinkprogree.org ของฝรั่งมังค่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาน่าสนใจหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจส่วนตัวของผมก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อย่างที่รู้กันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าห่วง เหมือนอย่างสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในบ้านเราที่ดูจะรุนแรงมากขึ้นทุกปี ก็เพราะเหตุมาจากความปล่อยปละละเลยในเรื่องสิ่งแวดล้อมนี่แหละของเราๆ ท่านๆ นี่แหละ
รายงานชิ้นที่ได้อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการของบริษัทโซลาร์ซิตี้ ในสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นมาทำธุรกิจพลังงานสะอาดโดยเฉพาะก่อตั้งมาได้ราวๆ 5 ปี และก็เติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง
โครงการล่าสุดที่โซลาร์ซิตี้กำลังทำคือโครงการติดตั้งระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ 160,000 แห่งบนหลังคาบ้านและอาคารในฐานทัพสหรัฐทั่วประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี
มูลค่าของโครงการนี้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ โดยได้รับการอุดหนุนจากกระทรวงพลังงานในลักษณะของการค้ำประกันเงินกู้ส่วนหนึ่ง เมื่อติดตั้งเสร็จก็ขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งมักจะขายในราคาต่ำกว่าราคาไฟฟ้าในตลาดจากขนาดของโครงการจัดได้ว่าเป็นโครงการที่ใหญ่มากและเป็นแนวทางใหม่ที่ไม่เคยทำกันมาก่อน
ผลที่จะได้ชัดๆ ก็คือลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังงานไม่สะอาดลงได้ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างงานที่เรียกกันว่างานสีเขียวหรือ กรีน จ็อบไปด้วย อันเป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีโอบามาเคยเสนอไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง
เป็นความพยายามที่จะผนวกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการสร้างเสริมเศรษฐกิจไปด้วย
ส่วนที่คิดว่าน่าสนใจก็คือโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่กระทรวงพลังงานสหรัฐทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์การบุกเบิกแนวทางใหม่ๆในการผลิตพลังงานสะอาด โครงการที่จะผ่านการอนุมัติและได้รับการอุดหนุนจะต้องเป็นโครงการพลังงานสะอาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไหน
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะแทนที่จะนั่งมองหาแต่อุปสรรคของพลังงานสะอาดจนแทบจะมองเห็นพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกเดียวแบบในบ้านเรา กระทรวงพลังงานสหรัฐกลับใช้วิธีคิดแบบกลับหัวกลับหาง กระตุ้นให้คนหรือธุรกิจที่มีความคิดความทะเยอทะยานคิดค้นวิธีการต่างๆ ที่เป็นไปได้ออกมาทำกันจริงๆ
ทั้งๆ ที่จะว่าไปสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ถูกโจมตีเรื่องการให้ความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อนของโลกมาตลอดก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่ในยุคโอบามาที่ตอนหาเสียงพูดไว้แบบหนึ่ง หลังจากได้ตำแหน่งมาแล้วกลับทำไปอีกแบบหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำได้ดีเช่นกันอย่างเช่นโครงการนี้
ที่จริงแล้วโครงการกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นวิธีสร้างพลังงานสะอาดและทำให้เกิดการจ้างงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐไม่ได้สำเร็จไปหมด ก่อนหน้านี้มีบริษัทไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ โซลินดราล้มละลายไป เงินลงทุนกว่าห้าร้อยล้านเหรียญละลายไปกับแสงแดด ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการของกระทรวงพลังงานกันอย่างหนัก
แต่เมื่อเทียบกับโครงการทั้งหมดวงเงินค้ำประกันที่ให้กับโซลินดราก็เป็นเพียงร้อยละสองที่ให้กับบริษัทพลังงานสะอาดทั้งหมดเท่านั้น
.
บทความของปี 2554 - สัญญากับพระเจ้าของเยอรมนี พลังงานหมุนเวียนกระฉูด ป้อนไฟฟ้า 1 ใน 5 ของประเทศ โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
บทความของปี 2554 - โรงไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อนาคตของโลก 50-100 ปี พืชแปดหมื่นชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 100
( ภาพจาก : markevanstech.com )
จากการศึกษาของสถาบัน Kew Garden ร่วมกับ ICUN และ Natural History Museum ในลอนดอน โลกเราตอนนี้มีพืชเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ชนิด ลดลงมาครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีเมื่อ 200-300 ปีที่แล้ว และหนึ่งในห้าของพืชทั้งหมดที่เหลืออยู่ตอนนี้หรือราว 80,000 ชนิดมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปภายใน 50-100 ปีข้างหน้า
แรงกดดันที่ทำให้พืชจำนวนมากของโลกมีโอกาสสูญพันธุ์มาจากการบุกรุกที่อยู่อาศัยในธรรมชาติของพืชโดยผ่านการเกษตรกรรมและการขยายตัวของเมือง รวมทั้งผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยน้ำมือมนุษย์
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงส่งผลต่อน้ำที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเท่นั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของพืชด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวนี้เรียกร้องต้องการให้ทั่วทั้งโลกหันมาให้ความสนใจที่จะหยุดยั้งหรือพลิกเปลี่ยนเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพืช
แม้กระทั่งพืชในทางเกษตรกรรมเองก็ถูกจำกัดอย่างน่าเป็นห่วง จากการศึกษาชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า ในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้ มนุษย์มุ่งทุ่มเทให้กับพืชเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ร้อยละ 80 ของพลังงานจากอาหารของคนทั่วโลกมากจากพืชที่เพาะปลูกกันเพียง 12 ชนิด เป็นธัญพืช 8 ชนิดได้แก่ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวเจ้า ข้าวเดือย ข้าวสาลี ข้าวไร อ้อย และพืชหัว 4 ชนิดคือ มันสำปะหลัง มันฝรั่ง มันเทศ และมันหวาน
จากแนวโน้มที่กำลังดำเนินอยู่นั้น โลกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง ภายใต้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนหรือสุดโต่งอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่ต้องทำและต้องมีความร่วมมือกันในระดับโลกสำหรับในกรณีของพืชมีอยู่สามระดับ
อย่างแรกคือการธำรงรักษาที่ยังมีอยู่
อย่างที่สองคือการซ่อมสร้างและฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย
และสุดท้ายคือระบบสำรองเพื่อรับมือในกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งก็คือธนาคารเมล็ดพันธุ์
อันที่จริงเวลานี้มีการทำเช่นนี้อยู่ทั้งสามอย่าง และมีการขยายความร่วมมือกันไปทั่วโลกด้วย แต่ก็ยังเป็นไปในขอบเขตเล็กๆ ในขณะเดียวกันข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนในประเทศต่างๆ เช่นกัน สิ่งที่ยังอาจจะขาดคือความร่วมมือและความมุ่งมั่นในระดับรัฐบาลของนานาประเทศทั่วโลก เพื่อจะเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นและกว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกันหยุดหยั้งการทำลายล้างลง
บางคนอาจจะเห็นว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องปกติธรรมดา และมันก็เกิดขึ้นมาตลอดตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราไม่จำเป็นต้องมีพืช 400,000 ชนิดเราก็อยู่ได้ พืชไม่กี่ชนิดก็สามารถผลิตออกซิเจนให้เพียงพอได้
ศาสตราจารย์สตีเฟ่น ฮ็อปเปอร์ ผู้อำนวยการ Kew Gardens ซึ่งใกล้จะหมดวาระจากตำแหน่งเร็วๆ นี้ ให้สัมภาษณ์กับเดอะ การ์เดียน ว่า คิดแบบนั้นก็มีเหตุผลอยู่บ้างหากโลกอยู่นิ่งๆ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่พลังของความหลากหลายก็เช่นเดียวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสติปัญญาของมนุษย์ คือยุทธศาสตร์ความเสี่ยงในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ต้องการทางเลือกที่หลากหลายหรือจะลดมันลงไปจนถึงระดับต่ำสุดก็แล้วแต่จะเลือก
บางประเทศที่มองอะไรยาวๆ เขาไม่อยู่นิ่งเฉย เช่นเกาหลีใต้เมื่อปี 2009 ริเริ่มแผนห้าปีสำหรับการฟื้นฟูป่าและดูแลแม่น้ำลำคลอง แผนนี้เชื่อมโยงกับการสร้างงาน 1 ล้านตำแหน่งด้วย
+++
บทความของปี 2554
สัญญากับพระเจ้าของเยอรมนี พลังงานหมุนเวียนกระฉูด ป้อนไฟฟ้า 1 ใน 5 ของประเทศ
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1623 หน้า 100
"วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากมโนธรรม คือความล่มสลายของจิตวิญญาณ" ราเบเลย์ส
ข้อความข้างบนนี้ลอกมาจากข้อความที่เป็นการเปิดเล่มก่อนเข้าสู่เนื้อหาของหนังสือเล่มหนาแต่น่าอ่านชื่อ "นักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์" เขียนโดย จอห์น คอนเวล แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์ เป็นหนังสือที่มุ่งค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคมในแง่มุมโดยเฉพาะด้านจริยธรรมและศีลธรรม และมโนธรรมของนักวิทยาศาสตร์ผ่านประวัติศาสตร์เยอรมนีในยุคนาซีเรืองอำนาจ ซึ่งฮิตเลอร์พยายามที่จะใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการครองโลก
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่งอกรากมาจากยุคนาซีมีทั้งส่วนที่เป็นไปในเชิงทำลายล้างและที่ต่อยอดสร้างสรรค์มาจนถึงปัจจุบัน บทเรียนและบาดแผลหลังสงครามโลกเปลี่ยนแปลงเยอรมนีไปเป็นประเทศที่มีบุคลิกเฉพาะตนที่ดูจะแตกต่างจากมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ ค่อนข้างมาก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เพราะไม่ได้มีความรู้เยอรมนีมากพอ
เพียงแต่รู้สึกได้ว่ามีความแตกต่างเมื่อสัมผัสจากบทบาทภายนอกที่ปรากฏให้เห็น
คงจะจำกันได้ว่าไม่นานหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมา ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลเยอรมนีก็ทำสัญญากับพระเจ้าโดยออกมาประกาศแผนการณ์เลิกใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมดทุกโรงทั่วประเทศภายในปี 2022 โดยจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนแทน โดยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปีดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 35
เมื่อนับนิ้วกันมันก็แค่ 11 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และใครต่อใครทั่วโลกก็ถือว่าเป็นคำประกาศที่ท้าทายมากเช่นกัน
หลายคนไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะทำได้ ที่ปรามาสกันไปต่างๆ นานา ก็มีไม่เว้นแม้แต่นักวิชาการบางคนในเมืองไทยที่เผื่อใจไว้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บ้านเราก็เป็นไปด้วย บ้างก็ว่าไม่ผลิตเองก็ไปซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ บ้างก็ว่าเดี๋ยวต้องกลับไปหาถ่านหิน แล้วแต่จะพูดกันไป
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีตัวเลขออกมาว่าถึงตอนนี้ ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในเยอรมนีร้อยละ 20.8 มาจากพลังงานหมุนเวียน อัตราการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในระยะสิบปีที่ผ่านมาของเยอรมนี เมื่อเทียบแล้วเพิ่มขึ้นมาร้อยละ 15 จากปี 2000 เฉพาะปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.5 ซึ่งถือเป็นอัตราเพิ่มที่ก้าวกระโดด
ส่วนใหญ่แล้วไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในระยะสิบปีก่อนหน้าส่วนใหญ่ได้มากจากลมและชีวะมวล แต่ปีที่ผ่านมาการเติบโตส่วนใหญ่มาพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 76 และปัจจุบันไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนร้อยละ 3.5 สูงกว่าพลังงานจากน้ำ
ทั้งๆ ที่แสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยที่ประเทศเยอรมนีได้รับนั้นพอๆ กับอลาสก้า
แน่นอนว่าเบื้องหลังการเติบโตของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาจากการผลักดันของรัฐบาล รวมถึงการขับเคลื่อนของภาคประชาชน แทนที่จะติดยึดกับกรอบความคิดเก่าๆ แล้วมองเห็นแต่ด้านที่เป็นอุปสรรค ก็มุ่งมั่นที่จะก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
การอุดหนุนจากภาครัฐเพื่อผลักดันการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนนั้นมีแน่นอน ในเยอรมนีก็มี นั่นคือการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากประชาชนในราคาสูงกว่าตลาด แล้วกระจายภาระนั้นไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะไม่สูงขึ้นมากนัก
ปัญหาในบ้านเราคือขาดความุ่งมั่นจริงจัง นอกจากความมุ่งมั่นอย่างมโหฬารในเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของพวกนักการเมืองและเหล่าบิวโรแครตแล้ว พลังงานทางเลือกอื่นๆ ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคที่สรรจะหยิบยกกันขึ้นมา
ใครไม่เชื่อไปดูตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของพลังงานชนิดต่างๆ ที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องซื้อเนื้อที่โฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ในนามของการให้ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนแก่ประชาชนดูเอาก็แล้วกัน จะเห็นสัจธรรม
+++
โรงไฟฟ้าบนหลังคาบ้าน ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาด
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com คอลัมน์ แลไปข้างหน้า
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1624 หน้า 100
เมื่อเร็วๆ นี้อ่านบทความหนึ่งมาจากเว็บไซต์ Thinkprogree.org ของฝรั่งมังค่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาน่าสนใจหลายๆ เรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจส่วนตัวของผมก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อย่างที่รู้กันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าห่วง เหมือนอย่างสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในบ้านเราที่ดูจะรุนแรงมากขึ้นทุกปี ก็เพราะเหตุมาจากความปล่อยปละละเลยในเรื่องสิ่งแวดล้อมนี่แหละของเราๆ ท่านๆ นี่แหละ
รายงานชิ้นที่ได้อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงการของบริษัทโซลาร์ซิตี้ ในสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นมาทำธุรกิจพลังงานสะอาดโดยเฉพาะก่อตั้งมาได้ราวๆ 5 ปี และก็เติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง
โครงการล่าสุดที่โซลาร์ซิตี้กำลังทำคือโครงการติดตั้งระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ 160,000 แห่งบนหลังคาบ้านและอาคารในฐานทัพสหรัฐทั่วประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี
มูลค่าของโครงการนี้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ โดยได้รับการอุดหนุนจากกระทรวงพลังงานในลักษณะของการค้ำประกันเงินกู้ส่วนหนึ่ง เมื่อติดตั้งเสร็จก็ขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งมักจะขายในราคาต่ำกว่าราคาไฟฟ้าในตลาดจากขนาดของโครงการจัดได้ว่าเป็นโครงการที่ใหญ่มากและเป็นแนวทางใหม่ที่ไม่เคยทำกันมาก่อน
ผลที่จะได้ชัดๆ ก็คือลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังงานไม่สะอาดลงได้ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างงานที่เรียกกันว่างานสีเขียวหรือ กรีน จ็อบไปด้วย อันเป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีโอบามาเคยเสนอไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง
เป็นความพยายามที่จะผนวกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการสร้างเสริมเศรษฐกิจไปด้วย
ส่วนที่คิดว่าน่าสนใจก็คือโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่กระทรวงพลังงานสหรัฐทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์การบุกเบิกแนวทางใหม่ๆในการผลิตพลังงานสะอาด โครงการที่จะผ่านการอนุมัติและได้รับการอุดหนุนจะต้องเป็นโครงการพลังงานสะอาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไหน
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะแทนที่จะนั่งมองหาแต่อุปสรรคของพลังงานสะอาดจนแทบจะมองเห็นพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกเดียวแบบในบ้านเรา กระทรวงพลังงานสหรัฐกลับใช้วิธีคิดแบบกลับหัวกลับหาง กระตุ้นให้คนหรือธุรกิจที่มีความคิดความทะเยอทะยานคิดค้นวิธีการต่างๆ ที่เป็นไปได้ออกมาทำกันจริงๆ
ทั้งๆ ที่จะว่าไปสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ถูกโจมตีเรื่องการให้ความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อนของโลกมาตลอดก็ตาม ไม่เว้นแม้แต่ในยุคโอบามาที่ตอนหาเสียงพูดไว้แบบหนึ่ง หลังจากได้ตำแหน่งมาแล้วกลับทำไปอีกแบบหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำได้ดีเช่นกันอย่างเช่นโครงการนี้
ที่จริงแล้วโครงการกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นวิธีสร้างพลังงานสะอาดและทำให้เกิดการจ้างงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐไม่ได้สำเร็จไปหมด ก่อนหน้านี้มีบริษัทไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ โซลินดราล้มละลายไป เงินลงทุนกว่าห้าร้อยล้านเหรียญละลายไปกับแสงแดด ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการของกระทรวงพลังงานกันอย่างหนัก
แต่เมื่อเทียบกับโครงการทั้งหมดวงเงินค้ำประกันที่ให้กับโซลินดราก็เป็นเพียงร้อยละสองที่ให้กับบริษัทพลังงานสะอาดทั้งหมดเท่านั้น
.
ภัยใหญ่ น้ำท่วมชายฝั่งทะเลและคลื่นความร้อน โดย อนุช อาภาภิรม
.
ภัยใหญ่ น้ำท่วมชายฝั่งทะเลและคลื่นความร้อน
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 38
ความรุนแรงสุดขั้วของน้ำท่วมชายฝั่งและคลื่นความร้อนที่เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้น ประกอบด้วย 2 ด้านใหญ่ด้วยกัน
ด้านหนึ่งได้แก่ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากมายเพื่อการผลิตและการดำเนินชีวิตสมัยใหม่
อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ การขยายตัวของเมือง เกิดอภินคร (Mega-city) ขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
ทั้ง 2 ด้านนี้อาจเรียกรวมกันว่าอารยธรรมอุตสาหกรรมที่แผ่คลุมไปทั้งโลก
การที่มนุษย์มีส่วนในการสร้างปัญหานั้น อาจทำให้เกิดความคิดว่าปัญหาคงแก้ได้ไม่ยากเพราะว่าเมื่อสร้างได้ก็ย่อมต้องแก้ไขได้
แต่ความจริงดูไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่ามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับระบบ
กล่าวกันว่ามนุษย์สร้างระบบ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในด้านหนึ่งระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อมันก่อรูปจนแข็งตัว เช่นกลายเป็นสถาบันหรืออารยธรรม มันก็กลับมาควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์เอง
ในอีกด้านหนึ่ง คนเรานั้นมักรับมรดกทางอารยธรรมมา ไม่ได้สร้างเอง ดังนั้น จึงมีความจำกัดมากในการแก้ไขสิ่งใดได้
ในบางด้านจึงคล้ายกับระบบควบคุมมนุษย์ บังคับให้มนุษย์ทำสารพัดอย่างเพื่อที่จะรักษาตนเอง (ระบบ) ไว้
ปัญหาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในระบบ และโดยทั่วไปเราสามารถแก้ปัญหาเฉพาะที่ไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบ มีเพียงบางเงื่อนไขและบางเวลาเท่านั้นที่มนุษย์สามารถแก้ปัญหาใหญ่ทางสังคมที่กระทบต่อโครงสร้างของระบบได้
มีตัวอย่างมากมาย จะขอยกกรณีอุตสาหกรรมการบิน ที่ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาอุตสาหกรรมนี้ไว้ ไม่ใช่คิดอย่างอื่น เช่น สร้างรถไฟความเร็วสูงมาทดแทน
อุตสาหกรรมการบินเป็นธุรกิจที่ไม่แน่นอน มีกำไรสุทธิเฉลี่ยราวร้อยละ 1 ถึง 2 เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยกว่าร้อยละ 5 ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในสหรัฐ เป็นธุรกิจที่อยู่รอดยาก หากไม่เป็นเพราะการสนับสนุนของรัฐบาลต่างๆ จนสร้างค่านิยมขึ้นว่าสายการบินเป็นหน้าตาของประเทศ ถึงขาดทุนบ้างก็ไม่เป็นไร
อุตสาหกรรมนี้ก็ยากที่จะตั้งมั่นได้ การพัฒนาสายการบินของหลายรัฐบาลนั้น ยังมีเหตุผลเบื้องลึกว่าอุตสาหกรรมการบินเป็นฐานสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรม-การทหาร
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการบินที่รวดเร็ว ช่วยให้ไปได้ทุกแห่งในโลก เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการรวมศูนย์ความมั่งคั่งและอำนาจของผู้มั่งคั่ง
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 สายการบินต่างๆ เผชิญปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นโดยลำดับ จนเมื่อถึงปี 2012 ประมาณว่าค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึงร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนซึ่งอยู่ที่เพียงร้อยละ 15 นับว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก
หลายสายการบินต้องเลิกหรือขายกิจการของตนไป เกิดการปรับตัวขนานใหญ่ ทั้งหมดอยู่ในกรอบว่าจะรักษาระบบหรือสายการบินของตนไว้ให้ได้
หนทางแก้ไขที่กระทบต่อผู้โดยสารโดยตรง มีหลายประการได้แก่
(1) ใช้เครื่องบินขนาดที่พอเหมาะ สามารถจัดวางที่นั่งตามผัง 3-4-3 ได้ คาดว่าแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้ โดยจะลดเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างเช่น แอร์บัส เอ380 หรือโบอิ้ง 747-8 ซึ่งแม้ขายได้หลายร้อยลำนั้น ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการบรรทุกสินค้า
(2) ลดขนาดเก้าอี้เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร เพราะว่าผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเที่ยวละ 1 หรือ 2 คนมีผลต่อการเท่าทุนหรือขาดทุนทีเดียว บางสายการบินลดขนาดเก้าอี้นั่งลง 1 นิ้ว และลดช่องว่างทางเดินด้วย
(3) การลดน้ำหนัก เช่นบางสายการบินถอดจอรับโทรทัศน์ออกจากที่นั่ง และแทนที่ด้วยไอแพด จอโทรทัศน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี้หนักรวม 2 ตัน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเพิ่มที่นั่งได้ร้อยละ 40 และยังลดน้ำหนักเมื่อบรรทุกเต็มที่ลงได้อีก
(4) การเพิ่มค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่นค่าอาหาร ค่าที่นั่งติดหน้าต่าง ค่าที่นั่งส่วนหน้าของเครื่องบิน และเครื่องไอแพดที่กล่าวข้างต้น ผู้โดยสารที่ต้องการใช้ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 17 ดอลลาร์
จากการปรับปรุงดังกล่าว ทำให้สายการบินแบบ โลว์ คอสต์ ที่ถือกันว่าเป็นส่วนเสริมขึ้น จะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งปกติสามัญ และการเดินทางทางอากาศที่เคยเป็นของหรู มีบริการประทับใจ ก็จะกลายเป็นการเข้าเครื่องทรมานมากขึ้นทุกที (ดูบทความของ Andrew McKay ชื่อ Running on Empty: Big Airlines in Big Trouble ใน southernlimitsnz.com, 180812 ตัวเอนเป็นของผู้เขียน ) ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว สายการบินก็คงต้องปรับตัวแรงต่อเนื่อง
สำหรับกรณีน้ำท่วมชายฝั่งทะเลและคลื่นความร้อน มีผลกระทบกว้างใหญ่กว่ามาก ไม่ใช่เพียงต่ออุตสาหกรรม หากต่อทั้งอารยธรรมอุตสาหกรรม มาตรการแก้ไขที่น้อยไปก็จะไม่ได้ผล ที่พอได้ผลจริงจังก็จะกระทบต่อโครงสร้างของอารยธรรม จะได้กล่าวเป็นลำดับไป
ภัยใหญ่น้ำท่วมชายฝั่งทะเล
ภัยน้ำท่วมชายทะเลที่มีส่วนจากการกระทำของมนุษย์ ที่สำคัญมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
(1) การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
(2) พายุฝนรุนแรงเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทั้ง 2 ประการแรกนี้เพิ่มความสุดขั้วของลมฟ้าอากาศให้เกิดถี่และกว้างขวางขึ้น
(3) การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่นิยมอยู่ชายทะเล บางการศึกษาระบุราวร้อยละ 40 ของประชากรโลกอาศัยอยู่บนพื้นที่ห่างจากชายทะเลไม่เกิน 100 กิโลเมตร (ดูบทรายงานชื่อ Percentage of Total Population Living in Coastal Areas ใน sedac.ciesin.columbia.edu) มีความหนาแน่นประชากรเป็น 3 เท่าของที่อยู่ลึกไปในแผ่นดิน เหล่านี้ด้านหนึ่งก่อแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลอย่างหนัก อีกด้านหนึ่งก็รับผลรุนแรงจากภาวะน้ำท่วมด้วย
(4) การเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ในปี 1950 มีเพียง 83 เมืองที่มีประชากรกว่า 1 ล้านคน แต่ในปี 2007 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็นถึง 468 เมือง และที่น่าจับตาคือการเกิดขึ้นของอภินคร ที่มีประชากรสูงกว่า 10 ล้านคน ปี 1950 มีเพียงนครนิวยอร์ก และอาจนับรวม โตเกียว ในปัจจุบันมีถึง 27 เมืองเกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และอยู่ในเขตชายฝั่งทะเล ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อภัยน้ำท่วมชายฝั่งทะเล
ดังนั้น สองประการหลังนี้เพิ่มความรุนแรงของภัยน้ำท่วมชายฝั่งทะเล และหากอภินครเหล่านี้เกิดเป็นอัมพาตไปย่อมกระทบไปทั้งโลก
ระดับน้ำทะเลสูง ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงเป็นเรื่องที่วิตกกังวลกันทั่วโลก ก่ออันตรายอย่างช้าๆ แต่รุนแรง และต้องเสียเงินในการแก้ไขมาก ไม่แก้ก็ไม่ได้ เพราะมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก
ภาวะโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงราว 8 นิ้วตั้งแต่ปี 1880 และอัตราการเพิ่มก็เร็วขึ้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าภายในศตวรรษที่ 21 นี้ระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูง 20 ถึง 80 นิ้วแล้วแต่เหตุปัจจัย
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเมื่อผสมกับพายุฝนรุนแรงก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรง (Surging Seas Climate Centre 140312 )
อันตรายเมืองใหญ่ใกล้ชายทะเล ธนาคารโลกร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชียและไจก้า ได้ร่วมมือกันวิจัยว่าด้วยเรื่องความเสี่ยงทางภูมิอากาศและการปรับตัวของอภินครชายฝั่งทะเล โดยยึด 3 นครได้แก่กรุงเทพฯ โฮจิมินห์ ซิตี และมะนิลาเป็นกรณีศึกษา ใช้เวลาวิจัยอยู่ 2 ปีและได้เสนอผลการศึกษาใน "การประชุมว่าด้วยการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในเขตเอเชียแปซิฟิก" ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2010 ก่อนเกิดมหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งคุกคามกรุงเทพฯ อย่างไม่เคยมีมาก่อนไม่นาน
รายงานวิจัยชี้ว่าอภินครชายฝั่งทะเลทั้งสามจะเผชิญความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศมากขึ้น เช่นการที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง และเหตุการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วมากขึ้น แม้ว่าจะมีการใช้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันภัยต่างๆ ไว้แล้ว แต่ก็จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วได้
จำต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองอย่างจริงจัง การลอกท่อระบายน้ำและคูคลอง และแก้ไขปัญหาดินทรุดเนื่องจากใช้น้ำใต้ดินมากไป รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่าในบริเวณต้นน้ำ เมื่อคำนึงถึงว่าความเสียหายจากภัยนี้สูงนับพันล้านดอลลาร์ จึงควรใช้มาตรการเชิงรุก และนำแผนการเตรียมรับภัยลมฟ้าอากาศสุดขั้วเข้ากับการวางผังเมือง
สำหรับกรุงเทพฯ นั้น รายงานชี้ว่าปัญหาน้ำท่วมเกิดจากแผ่นดินทรุดและปริมาณฝนตกหนักในบริเวณที่รับน้ำเป็นวงกว้างแล้วไหลบ่าเข้าท่วมเมือง
ทางแก้อยู่ที่การป้องกันการสูบน้ำจากใต้ดิน การปรับปรุงการพยากรณ์และการสื่อสารเกี่ยวกับน้ำท่วม เสริมคันป้องกัน และลงทุนในการตั้งเครื่องสูบน้ำให้มาก
ส่วนภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลขึ้นสูง และพายุใหญ่นั้นไม่มาก แต่ก็ต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ส่วนโฮจิมินห์ซีตีและมะนิลานั้นดูจะมีปัญหาหนักกว่าเนื่องจากต้องเผชิญกับพายุใหญ่ด้วย (ดูข่าวเผยแพร่ชื่อ Asian Megacities Threatened By Climate Change ใน climatechange.worldbank.org 221010)
กลางเดือนสิงหาคม 2012 ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียหรือเอดีบี ได้ออกเอกสารรายงานเน้นว่า อภินครแห่งเอเชียที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจะต้องเติบโตแบบสีเขียวเพื่อความอยู่รอด ชี้ว่าระหว่างปี 1980 ถึง 2010 ประชากรเมืองในเอเชียเพิ่มขึ้นกว่าพันล้านคน และจะเพิ่มขึ้นอีกพันล้านคนในปี 2040
อภินครกว่าครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในเอเชีย เอเชียได้ใช้เงินมากในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ยังไม่พอ มีการเน้นเชิงปริมาณ แต่ไม่ใช่คุณภาพ
เช่น มีการสร้างถนนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ได้สร้างท่อระบายน้ำไว้ด้วย ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสีเขียว
กรณีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2011 น้ำท่วมกรุงปักกิ่งในเดือนกรกฎาคม และท่วมร้อยละ 80 ของมะนิลาในเดือนสิงหาคม 2012 ชี้ว่านครใหญ่ในเอเชียยังไม่พร้อมรับมือภัยลมฟ้าอากาศสุดขั้ว และคุ้มครองประชาชนของตน ที่เรียกว่าสีเขียวมี 2 ด้านคือเทคโนโลยีสีเขียวและการเป็นเมืองสีเขียว (สำนักข่าวเอเอฟพี)
คลื่นความร้อน
คลื่นความร้อนปรากฏบ่อยขึ้นทั่วโลก และเป็นปัญหามากสำหรับประเทศอากาศอบอุ่นที่ไม่คุ้นกับอากาศร้อน
ในปี 2012 นี้ก็ได้เกิดขึ้นในสหรัฐและยุโรป มันเป็นกระแสอากาศร้อนที่เคลื่อนที่ช้าพร้อมกับมีความชื้นในอากาศสูง ปรากฏนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนต่างๆ โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากการเป็น "ลมแดด" ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภัยจากน้ำท่วมเป็นอันมาก
สำหรับการกำหนดอุณหภูมิว่าแค่ไหนจึงเรียกว่าร้อนนั้น ต่างกันไปในประเทศตะวันตกมีตั้งแต่ 25 ถึง 35 องศาเซลเซียส
ทุกปีในสหรัฐคลื่นความร้อนสูงทำให้ผู้คนเสียชีวิตเกือบ 700 คน ที่คลื่นความร้อนมีอันตรายถึงตายเพราะว่ามันมีความชื้นสูงด้วย ความชื้นที่สูงทำให้เหงื่อไม่แห้ง เกิดอาการเหนียวตัวอึดอัด เพราะร่างกายระบายความร้อนไม่สะดวก
เมื่อความร้อนในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะส่งผลกระทบต่อสมองและระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งสะเทือนต่ออวัยวะภายในหลายแห่ง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ผิวหนังเป็นผื่นแดงและแห้ง เกิดความมึนงง จนถึงหมดสติ และตายได้
ผู้เสี่ยงต่อคลื่นความร้อนเป็นชาวเมืองที่สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัวต้องรักษา คนอ้วน และผู้กินยาระงับประสาททำให้การตอบสนองต่อความร้อนลดลง นอกจากนี้ การใช้พัดลมพัดลมร้อนใส่ก็ทำให้เป็นอันตรายมากขึ้น (ดูบทความของ Katherine Harmon ชื่อ How Does a Heat Wave Affect the Body? ใน scienctificamercan.com 230710)
ในประเทศไทยหน้าร้อนปีนี้ก็มีข่าวคนเสียชีวิตหลายคน
คลื่นความร้อนยังส่งผลต่อการลุกลามของไฟป่าและทำให้ตาข่ายไฟฟ้าต้องใช้งานเกินกำหนดจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ จนทำให้ระบบไฟฟ้าล่มได้ แต่ละปีต้องเสียเงินมากเพื่อต่อสู้กับคลื่นความร้อน ในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ปีนี้อุณหภูมิสูงจัด เกิดไฟฟ้าดับในบางแห่ง บริษัทไฟฟ้าต้องออกคำเตือนให้ประชาชนใช้ไฟอย่างประหยัด
ที่ร้ายกว่านี้ก็คือ เมื่อดูพฤติกรรมของฤดูกาลเป็นเวลานาน หากพบว่าฤดูร้อนนานขึ้น ภาวะแห้งแล้งถี่ขึ้น และอุณหภูมิต่ำสุดสูงขึ้น ในที่นั้นก็มีโอกาสสูงที่คลื่นความร้อนจะเกิดถี่ขึ้น (ดูบทความของ Laura J. Nelson ชื่อ As a heat wave rolls across U.S., scientist predict more to come ใน latimes.com 290612)
การจะแก้ไขปัญหาอากาศรุนแรงสุดขั้วให้ได้ผล ก็อาจต้องทำถึงขั้นปรับเปลี่ยนอารยธรรมอุตสาหกรรมไปด้วย
.
ภัยใหญ่ น้ำท่วมชายฝั่งทะเลและคลื่นความร้อน
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 38
ความรุนแรงสุดขั้วของน้ำท่วมชายฝั่งและคลื่นความร้อนที่เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้น ประกอบด้วย 2 ด้านใหญ่ด้วยกัน
ด้านหนึ่งได้แก่ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากมายเพื่อการผลิตและการดำเนินชีวิตสมัยใหม่
อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ การขยายตัวของเมือง เกิดอภินคร (Mega-city) ขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
ทั้ง 2 ด้านนี้อาจเรียกรวมกันว่าอารยธรรมอุตสาหกรรมที่แผ่คลุมไปทั้งโลก
การที่มนุษย์มีส่วนในการสร้างปัญหานั้น อาจทำให้เกิดความคิดว่าปัญหาคงแก้ได้ไม่ยากเพราะว่าเมื่อสร้างได้ก็ย่อมต้องแก้ไขได้
แต่ความจริงดูไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่ามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับระบบ
กล่าวกันว่ามนุษย์สร้างระบบ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในด้านหนึ่งระบบที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อมันก่อรูปจนแข็งตัว เช่นกลายเป็นสถาบันหรืออารยธรรม มันก็กลับมาควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์เอง
ในอีกด้านหนึ่ง คนเรานั้นมักรับมรดกทางอารยธรรมมา ไม่ได้สร้างเอง ดังนั้น จึงมีความจำกัดมากในการแก้ไขสิ่งใดได้
ในบางด้านจึงคล้ายกับระบบควบคุมมนุษย์ บังคับให้มนุษย์ทำสารพัดอย่างเพื่อที่จะรักษาตนเอง (ระบบ) ไว้
ปัญหาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในระบบ และโดยทั่วไปเราสามารถแก้ปัญหาเฉพาะที่ไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบ มีเพียงบางเงื่อนไขและบางเวลาเท่านั้นที่มนุษย์สามารถแก้ปัญหาใหญ่ทางสังคมที่กระทบต่อโครงสร้างของระบบได้
มีตัวอย่างมากมาย จะขอยกกรณีอุตสาหกรรมการบิน ที่ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาอุตสาหกรรมนี้ไว้ ไม่ใช่คิดอย่างอื่น เช่น สร้างรถไฟความเร็วสูงมาทดแทน
อุตสาหกรรมการบินเป็นธุรกิจที่ไม่แน่นอน มีกำไรสุทธิเฉลี่ยราวร้อยละ 1 ถึง 2 เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยกว่าร้อยละ 5 ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในสหรัฐ เป็นธุรกิจที่อยู่รอดยาก หากไม่เป็นเพราะการสนับสนุนของรัฐบาลต่างๆ จนสร้างค่านิยมขึ้นว่าสายการบินเป็นหน้าตาของประเทศ ถึงขาดทุนบ้างก็ไม่เป็นไร
อุตสาหกรรมนี้ก็ยากที่จะตั้งมั่นได้ การพัฒนาสายการบินของหลายรัฐบาลนั้น ยังมีเหตุผลเบื้องลึกว่าอุตสาหกรรมการบินเป็นฐานสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรม-การทหาร
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการบินที่รวดเร็ว ช่วยให้ไปได้ทุกแห่งในโลก เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการรวมศูนย์ความมั่งคั่งและอำนาจของผู้มั่งคั่ง
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 สายการบินต่างๆ เผชิญปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นโดยลำดับ จนเมื่อถึงปี 2012 ประมาณว่าค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึงร้อยละ 35 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนซึ่งอยู่ที่เพียงร้อยละ 15 นับว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก
หลายสายการบินต้องเลิกหรือขายกิจการของตนไป เกิดการปรับตัวขนานใหญ่ ทั้งหมดอยู่ในกรอบว่าจะรักษาระบบหรือสายการบินของตนไว้ให้ได้
หนทางแก้ไขที่กระทบต่อผู้โดยสารโดยตรง มีหลายประการได้แก่
(1) ใช้เครื่องบินขนาดที่พอเหมาะ สามารถจัดวางที่นั่งตามผัง 3-4-3 ได้ คาดว่าแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้ โดยจะลดเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างเช่น แอร์บัส เอ380 หรือโบอิ้ง 747-8 ซึ่งแม้ขายได้หลายร้อยลำนั้น ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการบรรทุกสินค้า
(2) ลดขนาดเก้าอี้เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร เพราะว่าผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเที่ยวละ 1 หรือ 2 คนมีผลต่อการเท่าทุนหรือขาดทุนทีเดียว บางสายการบินลดขนาดเก้าอี้นั่งลง 1 นิ้ว และลดช่องว่างทางเดินด้วย
(3) การลดน้ำหนัก เช่นบางสายการบินถอดจอรับโทรทัศน์ออกจากที่นั่ง และแทนที่ด้วยไอแพด จอโทรทัศน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี้หนักรวม 2 ตัน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเพิ่มที่นั่งได้ร้อยละ 40 และยังลดน้ำหนักเมื่อบรรทุกเต็มที่ลงได้อีก
(4) การเพิ่มค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่นค่าอาหาร ค่าที่นั่งติดหน้าต่าง ค่าที่นั่งส่วนหน้าของเครื่องบิน และเครื่องไอแพดที่กล่าวข้างต้น ผู้โดยสารที่ต้องการใช้ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 17 ดอลลาร์
จากการปรับปรุงดังกล่าว ทำให้สายการบินแบบ โลว์ คอสต์ ที่ถือกันว่าเป็นส่วนเสริมขึ้น จะค่อยๆ กลายเป็นสิ่งปกติสามัญ และการเดินทางทางอากาศที่เคยเป็นของหรู มีบริการประทับใจ ก็จะกลายเป็นการเข้าเครื่องทรมานมากขึ้นทุกที (ดูบทความของ Andrew McKay ชื่อ Running on Empty: Big Airlines in Big Trouble ใน southernlimitsnz.com, 180812 ตัวเอนเป็นของผู้เขียน ) ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว สายการบินก็คงต้องปรับตัวแรงต่อเนื่อง
สำหรับกรณีน้ำท่วมชายฝั่งทะเลและคลื่นความร้อน มีผลกระทบกว้างใหญ่กว่ามาก ไม่ใช่เพียงต่ออุตสาหกรรม หากต่อทั้งอารยธรรมอุตสาหกรรม มาตรการแก้ไขที่น้อยไปก็จะไม่ได้ผล ที่พอได้ผลจริงจังก็จะกระทบต่อโครงสร้างของอารยธรรม จะได้กล่าวเป็นลำดับไป
ภัยใหญ่น้ำท่วมชายฝั่งทะเล
ภัยน้ำท่วมชายทะเลที่มีส่วนจากการกระทำของมนุษย์ ที่สำคัญมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
(1) การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
(2) พายุฝนรุนแรงเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทั้ง 2 ประการแรกนี้เพิ่มความสุดขั้วของลมฟ้าอากาศให้เกิดถี่และกว้างขวางขึ้น
(3) การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่นิยมอยู่ชายทะเล บางการศึกษาระบุราวร้อยละ 40 ของประชากรโลกอาศัยอยู่บนพื้นที่ห่างจากชายทะเลไม่เกิน 100 กิโลเมตร (ดูบทรายงานชื่อ Percentage of Total Population Living in Coastal Areas ใน sedac.ciesin.columbia.edu) มีความหนาแน่นประชากรเป็น 3 เท่าของที่อยู่ลึกไปในแผ่นดิน เหล่านี้ด้านหนึ่งก่อแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลอย่างหนัก อีกด้านหนึ่งก็รับผลรุนแรงจากภาวะน้ำท่วมด้วย
(4) การเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว ในปี 1950 มีเพียง 83 เมืองที่มีประชากรกว่า 1 ล้านคน แต่ในปี 2007 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็นถึง 468 เมือง และที่น่าจับตาคือการเกิดขึ้นของอภินคร ที่มีประชากรสูงกว่า 10 ล้านคน ปี 1950 มีเพียงนครนิวยอร์ก และอาจนับรวม โตเกียว ในปัจจุบันมีถึง 27 เมืองเกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และอยู่ในเขตชายฝั่งทะเล ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อภัยน้ำท่วมชายฝั่งทะเล
ดังนั้น สองประการหลังนี้เพิ่มความรุนแรงของภัยน้ำท่วมชายฝั่งทะเล และหากอภินครเหล่านี้เกิดเป็นอัมพาตไปย่อมกระทบไปทั้งโลก
ระดับน้ำทะเลสูง ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงเป็นเรื่องที่วิตกกังวลกันทั่วโลก ก่ออันตรายอย่างช้าๆ แต่รุนแรง และต้องเสียเงินในการแก้ไขมาก ไม่แก้ก็ไม่ได้ เพราะมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก
ภาวะโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงราว 8 นิ้วตั้งแต่ปี 1880 และอัตราการเพิ่มก็เร็วขึ้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าภายในศตวรรษที่ 21 นี้ระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูง 20 ถึง 80 นิ้วแล้วแต่เหตุปัจจัย
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเมื่อผสมกับพายุฝนรุนแรงก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรง (Surging Seas Climate Centre 140312 )
อันตรายเมืองใหญ่ใกล้ชายทะเล ธนาคารโลกร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชียและไจก้า ได้ร่วมมือกันวิจัยว่าด้วยเรื่องความเสี่ยงทางภูมิอากาศและการปรับตัวของอภินครชายฝั่งทะเล โดยยึด 3 นครได้แก่กรุงเทพฯ โฮจิมินห์ ซิตี และมะนิลาเป็นกรณีศึกษา ใช้เวลาวิจัยอยู่ 2 ปีและได้เสนอผลการศึกษาใน "การประชุมว่าด้วยการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในเขตเอเชียแปซิฟิก" ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2010 ก่อนเกิดมหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งคุกคามกรุงเทพฯ อย่างไม่เคยมีมาก่อนไม่นาน
รายงานวิจัยชี้ว่าอภินครชายฝั่งทะเลทั้งสามจะเผชิญความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศมากขึ้น เช่นการที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง และเหตุการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วมากขึ้น แม้ว่าจะมีการใช้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันภัยต่างๆ ไว้แล้ว แต่ก็จะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วได้
จำต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองอย่างจริงจัง การลอกท่อระบายน้ำและคูคลอง และแก้ไขปัญหาดินทรุดเนื่องจากใช้น้ำใต้ดินมากไป รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่าในบริเวณต้นน้ำ เมื่อคำนึงถึงว่าความเสียหายจากภัยนี้สูงนับพันล้านดอลลาร์ จึงควรใช้มาตรการเชิงรุก และนำแผนการเตรียมรับภัยลมฟ้าอากาศสุดขั้วเข้ากับการวางผังเมือง
สำหรับกรุงเทพฯ นั้น รายงานชี้ว่าปัญหาน้ำท่วมเกิดจากแผ่นดินทรุดและปริมาณฝนตกหนักในบริเวณที่รับน้ำเป็นวงกว้างแล้วไหลบ่าเข้าท่วมเมือง
ทางแก้อยู่ที่การป้องกันการสูบน้ำจากใต้ดิน การปรับปรุงการพยากรณ์และการสื่อสารเกี่ยวกับน้ำท่วม เสริมคันป้องกัน และลงทุนในการตั้งเครื่องสูบน้ำให้มาก
ส่วนภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลขึ้นสูง และพายุใหญ่นั้นไม่มาก แต่ก็ต้องเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ส่วนโฮจิมินห์ซีตีและมะนิลานั้นดูจะมีปัญหาหนักกว่าเนื่องจากต้องเผชิญกับพายุใหญ่ด้วย (ดูข่าวเผยแพร่ชื่อ Asian Megacities Threatened By Climate Change ใน climatechange.worldbank.org 221010)
กลางเดือนสิงหาคม 2012 ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียหรือเอดีบี ได้ออกเอกสารรายงานเน้นว่า อภินครแห่งเอเชียที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจะต้องเติบโตแบบสีเขียวเพื่อความอยู่รอด ชี้ว่าระหว่างปี 1980 ถึง 2010 ประชากรเมืองในเอเชียเพิ่มขึ้นกว่าพันล้านคน และจะเพิ่มขึ้นอีกพันล้านคนในปี 2040
อภินครกว่าครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในเอเชีย เอเชียได้ใช้เงินมากในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ยังไม่พอ มีการเน้นเชิงปริมาณ แต่ไม่ใช่คุณภาพ
เช่น มีการสร้างถนนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ได้สร้างท่อระบายน้ำไว้ด้วย ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสีเขียว
กรณีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2011 น้ำท่วมกรุงปักกิ่งในเดือนกรกฎาคม และท่วมร้อยละ 80 ของมะนิลาในเดือนสิงหาคม 2012 ชี้ว่านครใหญ่ในเอเชียยังไม่พร้อมรับมือภัยลมฟ้าอากาศสุดขั้ว และคุ้มครองประชาชนของตน ที่เรียกว่าสีเขียวมี 2 ด้านคือเทคโนโลยีสีเขียวและการเป็นเมืองสีเขียว (สำนักข่าวเอเอฟพี)
คลื่นความร้อน
คลื่นความร้อนปรากฏบ่อยขึ้นทั่วโลก และเป็นปัญหามากสำหรับประเทศอากาศอบอุ่นที่ไม่คุ้นกับอากาศร้อน
ในปี 2012 นี้ก็ได้เกิดขึ้นในสหรัฐและยุโรป มันเป็นกระแสอากาศร้อนที่เคลื่อนที่ช้าพร้อมกับมีความชื้นในอากาศสูง ปรากฏนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนต่างๆ โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากการเป็น "ลมแดด" ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภัยจากน้ำท่วมเป็นอันมาก
สำหรับการกำหนดอุณหภูมิว่าแค่ไหนจึงเรียกว่าร้อนนั้น ต่างกันไปในประเทศตะวันตกมีตั้งแต่ 25 ถึง 35 องศาเซลเซียส
ทุกปีในสหรัฐคลื่นความร้อนสูงทำให้ผู้คนเสียชีวิตเกือบ 700 คน ที่คลื่นความร้อนมีอันตรายถึงตายเพราะว่ามันมีความชื้นสูงด้วย ความชื้นที่สูงทำให้เหงื่อไม่แห้ง เกิดอาการเหนียวตัวอึดอัด เพราะร่างกายระบายความร้อนไม่สะดวก
เมื่อความร้อนในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะส่งผลกระทบต่อสมองและระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งสะเทือนต่ออวัยวะภายในหลายแห่ง กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ผิวหนังเป็นผื่นแดงและแห้ง เกิดความมึนงง จนถึงหมดสติ และตายได้
ผู้เสี่ยงต่อคลื่นความร้อนเป็นชาวเมืองที่สูงอายุ หรือมีโรคประจำตัวต้องรักษา คนอ้วน และผู้กินยาระงับประสาททำให้การตอบสนองต่อความร้อนลดลง นอกจากนี้ การใช้พัดลมพัดลมร้อนใส่ก็ทำให้เป็นอันตรายมากขึ้น (ดูบทความของ Katherine Harmon ชื่อ How Does a Heat Wave Affect the Body? ใน scienctificamercan.com 230710)
ในประเทศไทยหน้าร้อนปีนี้ก็มีข่าวคนเสียชีวิตหลายคน
คลื่นความร้อนยังส่งผลต่อการลุกลามของไฟป่าและทำให้ตาข่ายไฟฟ้าต้องใช้งานเกินกำหนดจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ จนทำให้ระบบไฟฟ้าล่มได้ แต่ละปีต้องเสียเงินมากเพื่อต่อสู้กับคลื่นความร้อน ในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ปีนี้อุณหภูมิสูงจัด เกิดไฟฟ้าดับในบางแห่ง บริษัทไฟฟ้าต้องออกคำเตือนให้ประชาชนใช้ไฟอย่างประหยัด
ที่ร้ายกว่านี้ก็คือ เมื่อดูพฤติกรรมของฤดูกาลเป็นเวลานาน หากพบว่าฤดูร้อนนานขึ้น ภาวะแห้งแล้งถี่ขึ้น และอุณหภูมิต่ำสุดสูงขึ้น ในที่นั้นก็มีโอกาสสูงที่คลื่นความร้อนจะเกิดถี่ขึ้น (ดูบทความของ Laura J. Nelson ชื่อ As a heat wave rolls across U.S., scientist predict more to come ใน latimes.com 290612)
การจะแก้ไขปัญหาอากาศรุนแรงสุดขั้วให้ได้ผล ก็อาจต้องทำถึงขั้นปรับเปลี่ยนอารยธรรมอุตสาหกรรมไปด้วย
.
2555-09-04
ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว: ภัยแล้งและฝนตกหนักน้ำท่วม โดย อนุช อาภาภิรม
.
ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว : ภัยแล้งและฝนตกหนักน้ำท่วม
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1672 หน้า 38
ลมฟ้าอากาศมีผลต่อการดำเนินชีวิตมนุษย์อย่างสูง กระทั่งสามารถทำให้หลายอารยธรรมล่มสลายมาแล้ว
มีความพยายามที่จะเข้าใจถึงเหตุปัจจัย การพยากรณ์ ไปจนถึงการควบคุมลมฟ้าอากาศของมนุษย์มาแต่โบราณ
ตลอดห้วงเวลาในประวัติศาสตร์ก็มีบันทึกเกี่ยวกับภาวะลมฟ้าอากาศรุนแรง (Severe Weather)
แต่วิชาอุตุนิยมวิทยาเพิ่งตั้งมั่นในราวปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง
ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์ได้ตั้งสถานีตรวจอากาศทั่วโลก มีดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อมโลก มีทฤษฎีโกลาหลในการอธิบายความเป็นไปของลมฟ้าอากาศ
สามารถเข้าใจ พยากรณ์ และควบคุมลมฟ้าอากาศได้ในบางแห่งบางช่วง
แต่กลับพบว่าคนเราดูเหมือนต้องเผชิญกับวิกฤติลมฟ้าอากาศที่เรียกกันทางอุตุนิยมวิทยาว่า ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) มากขึ้น
ในทางอุตุนิยมวิทยามีการใช้ศัพท์ 2 ตัวที่มีความหมายคล้ายกัน คือคำว่า ลมฟ้าอากาศรุนแรง และลมฟ้าอากาศสุดขั้ว
ลมฟ้าอากาศรุนแรงนั้นเพ่งเล็งถึงปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่สามารถก่อความเสียหาย สร้างความปั่นป่วนต่อสังคมร้ายแรงและทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายถึงขั้นที่ทางการจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ลมฟ้าอากาศรุนแรงนั้นมีหลายแบบ เช่น พายุลมแรงซึ่งก็มีหลายชนิด ลมทอร์นาโด พายุไซโคลน ไปจนถึงพายุฝุ่นพายุทราย และพายุไฟป่า
นอกจากนี้ ได้แก่ พายุลูกเห็บ สภาพฝนตกหนักและน้ำท่วมร้ายแรง ภาวะอากาศหนาวจัด และภาวะความร้อนจัดและความแห้งแล้ง ทั้งยังมีการจัดระดับความรุนแรง เพื่อให้ทางการและสาธารณชนรับมืออย่างเหมาะสม
ส่วนลมฟ้าอากาศสุดขั้วนั้น เพ่งเล็งที่ความผิดปกติและการผิดฤดูกาล แต่ก็มีความรุนแรงทำนองเดียวกับลมฟ้าอากาศรุนแรง
การจะทราบว่าเป็นลมฟ้าอากาศสุดขั้วหรือไม่จึงต้องนำมาเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ของลมฟ้าอากาศในที่นั้น โดยทั่วไปถือว่าลมฟ้าอากาศสุดขั้วเป็นสิ่งที่นานๆ เกิดครั้ง
นั่นคือไม่เกินร้อยละ 5 ของเวลาที่ศึกษา นั่นคือควรจะเกิดเกิน 20 ปีครั้งหนึ่ง
เช่น กรณีฝนตกหนักพิเศษเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2012 จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรงในรอบ 60 ปีก็เข้าข่ายว่าเป็นลมฟ้าอากาศรุนแรง
ตัวเลขร้อยละ 5 ของเวลาที่ใช้เปรียบเทียบนั้น เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกณฑ์ในการวัดเท่านั้น แต่ก็มีเหตุผล อยู่ที่ว่า หากมันเกิดบ่อยกว่านั้น มันก็จะกลายเป็นลมฟ้าอากาศประจำไป และมนุษย์ก็จะอยู่อาศัยในที่นั้นได้ลำบากมาก เนื่องจากยังไม่ทันฟื้นตัวจากหายนภัยนั้นดี ทรัพย์สินก็ถูกทำลายย่อยยับลงไปอีก
ถ้าประเทศไทยต้องเผชิญกับมหาภัยน้ำท่วมแบบในปี 2011 ในอัตรา 10 ปีครั้งหนึ่ง ก็ทำให้บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดความน่าอยู่ลงไปมาก
หรือไม่ก็ต้องใช้จ่ายเงินก้อนโตเพื่อทำให้มันน่าอยู่เหมือนเดิม
ลมฟ้าอากาศรุนแรงกับภาวะโลกร้อน
มีผู้เชื่อมโยงปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วเข้ากับภาวะโลกร้อนอยู่หลายฝ่ายด้วยกัน ตั้งแต่นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม บริษัทประกันภัย ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจหรือห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก
นักเคลื่อนไหวนั้นดูจะเป็นข่าวเร็วกว่าใคร โดยชี้ว่าภาวะโลกร้อนทำให้พายุอย่างเฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่นรวมไปถึงทอร์นาโดรุนแรงขึ้น เกิดบ่อยขึ้น ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้สาธารณชนเกิดความตื่นตัวในเรื่องภาวะโลกร้อน
ที่เคลื่อนไหวเร็วไม่แพ้กัน ได้แก่ บริษัทประกันภัย โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติที่รับประกันภัยต่อ ชี้ให้เห็นว่าภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้วหรือที่มีความรุนแรงนั้น ได้เกิดถี่ขั้นนับแต่ปี 1980 เป็นต้นมา โดยสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์
การตื่นตัวนี้มีทั้งด้านเพื่อเรียกเงินค่าธรรมเนียมมากขึ้น และการให้เกิดความตระหนักทางสังคม ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากลมฟ้าอากาศสุดขั้วลง
ส่วนที่เป็นชุมชนนักวิทยาศาสตร์นั้นดูจะชักช้ากว่า เพราะว่าต้องการหลักฐานข้อมูล และตรรกะที่ฟังขึ้น และต้องใช้เวลานานจึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งคือสหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย (Union of Concerned Scientists) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลมฟ้าอากาศสุดขั้วกับภาวะโลกร้อน โดยแบ่งภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้วออกเป็น 6 ประเภท และศึกษาความสัมพันธ์นี้ พบว่ามี 4 ประเภทที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน และ 2 ประเภทมีอย่างจำกัด ทั้งนี้โดยการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1950
การค้นพบสรุปได้ดังนี้คือ ในส่วนที่มีหลักฐานชัดเจน
1. ภาวะแห้งแล้งในบ้างพื้นที่ มีความมั่นใจปานกลาง (ความเป็นไปได้ร้อยละ 50)
2. ภาวะฝนตกหนักในบางพื้นที่ (ความเป็นไปได้ ร้อยละ 66)
3. ภาวะน้ำท่วมชายฝั่งทะเล (ความเป็นไปได้ ร้อยละ 66)
4. ภาวะคลื่นความร้อน (แน่ใจมาก ร้อยละ 90) ในส่วนที่มีหลักฐานอย่างจำกัดนั้นพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับพายุในเขตร้อนโดยรวมมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ (ร้อยละ 10) แต่อาจทำให้ความเร็วลมพายุเขตร้อนสูงขึ้นได้ ส่วนผลต่อพายุทอร์นาโดน้อยมาก ใกล้ระดับศูนย์ (ดูบทความเรื่อง Extreme Weather and Climate Change ใน ucsusa.org, กรกฎาคม 2012)
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงกรณีภัยแล้งและน้ำท่วม
กรณีภัยแล้งในสหรัฐ
ฤดูร้อนปีนี้ในสหรัฐก็เริ่มต้นอย่างปกติ แต่แล้วก็กลายเป็นสิ่งผิดปกติไป เมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงอย่างไม่หยุดยั้ง จนทำให้เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่สหรัฐมีอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่เคยบันทึกมาในปี 1895 และสหรัฐเข้าสู่มหันตภัยแล้งเป็นประวัติการณ์ ครอบคลุมพื้นที่ 29 รัฐ ตั้งแต่ฝั่งตะวันตก ตะวันตกตอนกลาง และที่ราบใหญ่ (Great Plains) ที่อยู่ระหว่างแม่น้ำมิสซิสซิปปีและเทือกเขารอกกี้อันเป็นแหล่งเพาะปลูกธัญพืชสำคัญของสหรัฐ
ไร่ข้าวโพดในสหรัฐร้อยละ 50 เสียหาย ถึงเสียหายมาก ส่วนข้าวฟ่างเสียหายถึงเสียหายมากร้อยละ 39
สหรัฐเป็นผู้ปลูกข้าวโพดรายใหญ่สุดของโลกรายหนึ่ง คิดเป็นปริมาณการผลิตร้อยละ 38 ของโลก เป็นผู้ส่งออกข้าวโพดเกือบครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวสาลีได้รับผลจากความแล้งและความร้อนในออสเตรเลียและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ ราคาข้าวสาลีและธัญพืชอื่นก็จะมีราคาสูงตามไปด้วย เพื่อนำมาใช้แทนข้าวโพด
พบว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตลาดชิคาโกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ราคาข้าวโพดสูงขึ้นร้อยละ 61 ราคาถั่วเหลืองสูงขึ้นร้อยละ 20 และราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ต่อบุชเชล
ราคาข้าวโพดที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์และอาหารนมเนยอีก
เกษตรกรจำนวนหนึ่งได้ล้มวัวเพื่อหนีภัยแล้ง ทำให้เนื้อล้นตลาดชั่วคราว
แต่ในปี 2013 คาดหมายว่าราคาเนื้อและไก่จะถีบตัวสูงขึ้น สะท้อนราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น และฝูงสัตว์ที่ลดลง
ภาวะอากาศร้อนยังทำให้การผลิตนมลดลง เช่น ที่อิลลินอยส์ แม่โคที่ปกติให้นมวันละ 90 ปอนด์ ตอนนี้ลดลงแหลือเพียง 60 ปอนด์
คาดหมายว่า ในปี 2013 ภัยแล้งครั้งนี้จะทำให้ราคาอาหารในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นราวร้อยละ 4 เช่นเดียวกับการเพิ่มราคาในช่วงภัยแล้งเมื่อปี 1988
นอกจากนี้ ความร้อนและความแห้งแล้งสุดขั้วยังเกิดขึ้นในหลายแห่ง ได้แก่ ที่อเมริกาใต้ ซึ่งกระทบต่อผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลือง ตอนใต้ของยุโรปที่กระทบต่อผลผลิตข้าวสาลี ตอนใต้ของรัสเซียและยูเครน ที่กระทบการผลิตข้าวสาลี
ฤดูมรสุมที่มาช้าในบางส่วนของอินเดียและปากีสถานซึ่งกระทบการผลิตข้าว
เหล่านี้อาจส่งผลต่อเนื่องจนเกิดวิกฤติอาหารอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008 ได้ (ดูบทความของ Rachel Cleetus ชื่อ Will the 2012 U.S. Drought and Other Extreme Weather Events Trigger Another Global Food Crisis? ใน ucsusa.org 090812)
ปัญหาวิกฤติอาหารที่กำลังรุมเร้า ทำให้ผู้นำในกลุ่ม 20 มีสหรัฐ บราซิล และจีน เป็นต้น ได้ร่วมกันทำประกาศเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติอาหาร โดยการลดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและห้ามการยกเลิกการส่งออกธัญพืช ซึ่งคงไม่สำเร็จง่าย
ภาวะฝนตกหนักน้ำท่วมและไฟดับ
ในปี 2012 ได้เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ที่เป็นข่าว เช่น ที่ฟิลิปปินส์ เกิดน้ำท่วมหลายระลอก โดยเฉพาะกรุงมะนิลาในต้นเดือนสิงหาคมมีรายงานว่าน้ำท่วมถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด
คาดว่าในปีนี้จะมีพายุโซนร้อนพัดเข้าฟิลิปปินส์ราว 20 ลูก
กรณีน้ำท่วมภูมิภาคตะวันออกของรัสเซีย และกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่เกาหลีเหนือ กลางเดือนสิงหาคม 2012 ทำให้ประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 169 คนทั่วประเทศ บ้านเรือนนับหมื่นหลังเสียหาย
พื้นที่การเกษตรที่เสียหายจากภัยแล้งในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนมาแล้ว ก็ถูกซ้ำเติมด้วยภัยน้ำท่วมอีก ได้แก่ข้าวโพด ข้าว และถั่วเหลือง (time.com 140812)
ในที่นี้จะยกกรณีฝนตกน้ำท่วมที่กรุงปักกิ่ง และในสหรัฐที่มีกรณีไฟดับมาร่วมด้วย
กรณีฝนตกหนักน้ำท่วมที่กรุงปักกิ่ง
ปักกิ่งตั้งอยู่ที่ส่วนชายทะเลทรายโกบี อยู่ห่างฝั่งทะเล และก็ไม่ได้ตั้งบนแม่น้ำสายใหญ่ ในระยะหลังมานี้สังเกตเห็นกรุงปักกิ่งถูกน้ำท้วมถี่ เมื่อปี 2011 เกิดพายุลมมรสุมฤดูร้อนกระหน่ำท่วมปักกิ่งในเดือนมิถุนายน
แต่ในเดือนกรกฎาคม 2012 พายุฝนตกหนักทำลายสถิติในรอบกว่า 60 ปี และทำให้มีคนเสียชีวิตกว่า 70 คน โบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ราว 160 แห่งได้รับความเสียหาย
มีการบรรยายภาพน้ำฝนที่หลากมาอย่างรวดเร็วว่าคล้ายคลื่นสึนามิ รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ผู้ว่าและรองผู้ว่าการนครปักกิ่งลาออกจากตำแหน่ง
คงจะมีการยกเครื่องระบบระบายน้ำกรุงปักกิ่งขนานใหญ่
กรณีพายุฝนรุนแรงและไฟดับที่สหรัฐ
กรณีพายุฝนรุนแรงและไฟดับเกิดขึ้นในบริเวณภาคตะวันออกตอนเหนือของสหรัฐ 2 ปีต่อเนื่องกันคล้ายกรณีกรุงปักกิ่ง ดังนี้คือ
ในปลายเดือนสิงหาคม 2011 เกิดพายุเฮอร์ริเคนไอรีน ถล่มภาคตะวันออกของสหรัฐไล่ขึ้นมาจากตอนใต้ไปยังตอนบน ตั้งแต่ฟลอริดา คาโรไลนาเหนือ เวอร์จิเนีย คอนเนกติกัต และเมน เฮอร์ริเคนไอรีนนี้ความจริงไม่ได้รุนแรงอยู่ในระดับที่ 1 เมื่อขึ้นฝั่งก็กลายเป็นพายุโซนร้อนธรรมดา แต่ว่านำฝนมามากเข้าถล่มรัฐสำคัญอย่างแมสซาชูเซตส์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย รวมทั้งกรุงวอชิงตัน ทำให้ผู้คนเสียชีวิตถึง 56 คน
ทรัพย์สินเสียหายสูงถึง 15.6 พันล้านดอลลาร์ (วิกิพีเดีย)
และที่น่าจับตาคือยังทำให้ไฟฟ้าดับบริเวณกว้าง กระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 7 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกู้สภาพเดิมได้ (ดูบทความชื่อ Hurricane Irene Power Outages: Electricity Blackouts Affect 4 Million Homes And Business ใน huffingtonpost.com, 280811)
สำหรับในปี 2012 ได้เกิดพายุฝนรุนแรงหลายลูกถล่มบริเวณใกล้เคียงกับที่เคยเผชิญพายุไอรีน พายุฝนนี้เริ่มต้นจากพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาในตอนกลางรัฐไอโอวา แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่รัฐอิลลินอยส์ พัฒนาเป็นระบบใหญ่ขึ้นแต่ก็ไม่รุนแรง
แต่แล้วฉับพลันก็แปรเป็นลมพายุฝนรุนแรงในปลายเดือนมิถุนายน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากกระแสความร้อน พายุฝนรุนแรงนี้พัดสู่มหาสมุทรแอตแลนติก และเพิ่มขนาดขึ้นเป็นพายุหลายลูก ก่อความเสียหายในหลายรัฐ ได้แก่ โอไฮโอ เวอร์จิเนียตะวันตก เพนซิลเวเนีย เวอร์จิเนีย กรุงวอชิงตัน แมรี่แลนด์ และนิวเจอร์ซี ผู้คนเสียชีวิต 22 คน และมากกว่า 3.8 ล้านคนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้
ในกรุงเทพฯ กล่าวกันว่า "ฝนตก รถติด" ในสหรัฐเกิดปรากฏการณ์ "ฝนตกหนัก ไฟดับ" จนกระทั่งมีบางรัฐเช่นนิวยอร์ก ทำหนังสือคู่มือเล่มเล็กสำหรับประชาชนถือเป็นแนวปฏิบัติในยามลมฟ้าอากาศสุดขั้ว น้ำท่วม ไฟดับ และอาจต้องอพยพจากบ้านเรือน
อนึ่ง กรณีฝนตกหนัก ไฟดับในสหรัฐที่เป็นอภิมหาอำนาจของโลก น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยแก่ประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่จะต้องคิดอ่านหาทางปรับปรุงระบบตาข่ายพลังงานของตนอย่างไรดี
ปรากฏการณ์ไฟฟ้าดับบริเวณกว้างมีแนวโน้มที่จะขยายตัวออกไป และอาจกลายเป็นวิกฤติระดับโลกได้
.
ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว : ภัยแล้งและฝนตกหนักน้ำท่วม
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1672 หน้า 38
ลมฟ้าอากาศมีผลต่อการดำเนินชีวิตมนุษย์อย่างสูง กระทั่งสามารถทำให้หลายอารยธรรมล่มสลายมาแล้ว
มีความพยายามที่จะเข้าใจถึงเหตุปัจจัย การพยากรณ์ ไปจนถึงการควบคุมลมฟ้าอากาศของมนุษย์มาแต่โบราณ
ตลอดห้วงเวลาในประวัติศาสตร์ก็มีบันทึกเกี่ยวกับภาวะลมฟ้าอากาศรุนแรง (Severe Weather)
แต่วิชาอุตุนิยมวิทยาเพิ่งตั้งมั่นในราวปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง
ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์ได้ตั้งสถานีตรวจอากาศทั่วโลก มีดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อมโลก มีทฤษฎีโกลาหลในการอธิบายความเป็นไปของลมฟ้าอากาศ
สามารถเข้าใจ พยากรณ์ และควบคุมลมฟ้าอากาศได้ในบางแห่งบางช่วง
แต่กลับพบว่าคนเราดูเหมือนต้องเผชิญกับวิกฤติลมฟ้าอากาศที่เรียกกันทางอุตุนิยมวิทยาว่า ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) มากขึ้น
ในทางอุตุนิยมวิทยามีการใช้ศัพท์ 2 ตัวที่มีความหมายคล้ายกัน คือคำว่า ลมฟ้าอากาศรุนแรง และลมฟ้าอากาศสุดขั้ว
ลมฟ้าอากาศรุนแรงนั้นเพ่งเล็งถึงปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่สามารถก่อความเสียหาย สร้างความปั่นป่วนต่อสังคมร้ายแรงและทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายถึงขั้นที่ทางการจะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ลมฟ้าอากาศรุนแรงนั้นมีหลายแบบ เช่น พายุลมแรงซึ่งก็มีหลายชนิด ลมทอร์นาโด พายุไซโคลน ไปจนถึงพายุฝุ่นพายุทราย และพายุไฟป่า
นอกจากนี้ ได้แก่ พายุลูกเห็บ สภาพฝนตกหนักและน้ำท่วมร้ายแรง ภาวะอากาศหนาวจัด และภาวะความร้อนจัดและความแห้งแล้ง ทั้งยังมีการจัดระดับความรุนแรง เพื่อให้ทางการและสาธารณชนรับมืออย่างเหมาะสม
ส่วนลมฟ้าอากาศสุดขั้วนั้น เพ่งเล็งที่ความผิดปกติและการผิดฤดูกาล แต่ก็มีความรุนแรงทำนองเดียวกับลมฟ้าอากาศรุนแรง
การจะทราบว่าเป็นลมฟ้าอากาศสุดขั้วหรือไม่จึงต้องนำมาเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ของลมฟ้าอากาศในที่นั้น โดยทั่วไปถือว่าลมฟ้าอากาศสุดขั้วเป็นสิ่งที่นานๆ เกิดครั้ง
นั่นคือไม่เกินร้อยละ 5 ของเวลาที่ศึกษา นั่นคือควรจะเกิดเกิน 20 ปีครั้งหนึ่ง
เช่น กรณีฝนตกหนักพิเศษเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2012 จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรงในรอบ 60 ปีก็เข้าข่ายว่าเป็นลมฟ้าอากาศรุนแรง
ตัวเลขร้อยละ 5 ของเวลาที่ใช้เปรียบเทียบนั้น เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกณฑ์ในการวัดเท่านั้น แต่ก็มีเหตุผล อยู่ที่ว่า หากมันเกิดบ่อยกว่านั้น มันก็จะกลายเป็นลมฟ้าอากาศประจำไป และมนุษย์ก็จะอยู่อาศัยในที่นั้นได้ลำบากมาก เนื่องจากยังไม่ทันฟื้นตัวจากหายนภัยนั้นดี ทรัพย์สินก็ถูกทำลายย่อยยับลงไปอีก
ถ้าประเทศไทยต้องเผชิญกับมหาภัยน้ำท่วมแบบในปี 2011 ในอัตรา 10 ปีครั้งหนึ่ง ก็ทำให้บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดความน่าอยู่ลงไปมาก
หรือไม่ก็ต้องใช้จ่ายเงินก้อนโตเพื่อทำให้มันน่าอยู่เหมือนเดิม
ลมฟ้าอากาศรุนแรงกับภาวะโลกร้อน
มีผู้เชื่อมโยงปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศสุดขั้วเข้ากับภาวะโลกร้อนอยู่หลายฝ่ายด้วยกัน ตั้งแต่นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม บริษัทประกันภัย ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจหรือห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก
นักเคลื่อนไหวนั้นดูจะเป็นข่าวเร็วกว่าใคร โดยชี้ว่าภาวะโลกร้อนทำให้พายุอย่างเฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่นรวมไปถึงทอร์นาโดรุนแรงขึ้น เกิดบ่อยขึ้น ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้สาธารณชนเกิดความตื่นตัวในเรื่องภาวะโลกร้อน
ที่เคลื่อนไหวเร็วไม่แพ้กัน ได้แก่ บริษัทประกันภัย โดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติที่รับประกันภัยต่อ ชี้ให้เห็นว่าภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้วหรือที่มีความรุนแรงนั้น ได้เกิดถี่ขั้นนับแต่ปี 1980 เป็นต้นมา โดยสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์
การตื่นตัวนี้มีทั้งด้านเพื่อเรียกเงินค่าธรรมเนียมมากขึ้น และการให้เกิดความตระหนักทางสังคม ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากลมฟ้าอากาศสุดขั้วลง
ส่วนที่เป็นชุมชนนักวิทยาศาสตร์นั้นดูจะชักช้ากว่า เพราะว่าต้องการหลักฐานข้อมูล และตรรกะที่ฟังขึ้น และต้องใช้เวลานานจึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งคือสหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย (Union of Concerned Scientists) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลมฟ้าอากาศสุดขั้วกับภาวะโลกร้อน โดยแบ่งภาวะลมฟ้าอากาศสุดขั้วออกเป็น 6 ประเภท และศึกษาความสัมพันธ์นี้ พบว่ามี 4 ประเภทที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน และ 2 ประเภทมีอย่างจำกัด ทั้งนี้โดยการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 1950
การค้นพบสรุปได้ดังนี้คือ ในส่วนที่มีหลักฐานชัดเจน
1. ภาวะแห้งแล้งในบ้างพื้นที่ มีความมั่นใจปานกลาง (ความเป็นไปได้ร้อยละ 50)
2. ภาวะฝนตกหนักในบางพื้นที่ (ความเป็นไปได้ ร้อยละ 66)
3. ภาวะน้ำท่วมชายฝั่งทะเล (ความเป็นไปได้ ร้อยละ 66)
4. ภาวะคลื่นความร้อน (แน่ใจมาก ร้อยละ 90) ในส่วนที่มีหลักฐานอย่างจำกัดนั้นพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโลกร้อนกับพายุในเขตร้อนโดยรวมมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ (ร้อยละ 10) แต่อาจทำให้ความเร็วลมพายุเขตร้อนสูงขึ้นได้ ส่วนผลต่อพายุทอร์นาโดน้อยมาก ใกล้ระดับศูนย์ (ดูบทความเรื่อง Extreme Weather and Climate Change ใน ucsusa.org, กรกฎาคม 2012)
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงกรณีภัยแล้งและน้ำท่วม
กรณีภัยแล้งในสหรัฐ
ฤดูร้อนปีนี้ในสหรัฐก็เริ่มต้นอย่างปกติ แต่แล้วก็กลายเป็นสิ่งผิดปกติไป เมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงอย่างไม่หยุดยั้ง จนทำให้เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่สหรัฐมีอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่เคยบันทึกมาในปี 1895 และสหรัฐเข้าสู่มหันตภัยแล้งเป็นประวัติการณ์ ครอบคลุมพื้นที่ 29 รัฐ ตั้งแต่ฝั่งตะวันตก ตะวันตกตอนกลาง และที่ราบใหญ่ (Great Plains) ที่อยู่ระหว่างแม่น้ำมิสซิสซิปปีและเทือกเขารอกกี้อันเป็นแหล่งเพาะปลูกธัญพืชสำคัญของสหรัฐ
ไร่ข้าวโพดในสหรัฐร้อยละ 50 เสียหาย ถึงเสียหายมาก ส่วนข้าวฟ่างเสียหายถึงเสียหายมากร้อยละ 39
สหรัฐเป็นผู้ปลูกข้าวโพดรายใหญ่สุดของโลกรายหนึ่ง คิดเป็นปริมาณการผลิตร้อยละ 38 ของโลก เป็นผู้ส่งออกข้าวโพดเกือบครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวสาลีได้รับผลจากความแล้งและความร้อนในออสเตรเลียและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ ราคาข้าวสาลีและธัญพืชอื่นก็จะมีราคาสูงตามไปด้วย เพื่อนำมาใช้แทนข้าวโพด
พบว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตลาดชิคาโกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ราคาข้าวโพดสูงขึ้นร้อยละ 61 ราคาถั่วเหลืองสูงขึ้นร้อยละ 20 และราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ต่อบุชเชล
ราคาข้าวโพดที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์และอาหารนมเนยอีก
เกษตรกรจำนวนหนึ่งได้ล้มวัวเพื่อหนีภัยแล้ง ทำให้เนื้อล้นตลาดชั่วคราว
แต่ในปี 2013 คาดหมายว่าราคาเนื้อและไก่จะถีบตัวสูงขึ้น สะท้อนราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น และฝูงสัตว์ที่ลดลง
ภาวะอากาศร้อนยังทำให้การผลิตนมลดลง เช่น ที่อิลลินอยส์ แม่โคที่ปกติให้นมวันละ 90 ปอนด์ ตอนนี้ลดลงแหลือเพียง 60 ปอนด์
คาดหมายว่า ในปี 2013 ภัยแล้งครั้งนี้จะทำให้ราคาอาหารในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นราวร้อยละ 4 เช่นเดียวกับการเพิ่มราคาในช่วงภัยแล้งเมื่อปี 1988
นอกจากนี้ ความร้อนและความแห้งแล้งสุดขั้วยังเกิดขึ้นในหลายแห่ง ได้แก่ ที่อเมริกาใต้ ซึ่งกระทบต่อผลผลิตข้าวโพดและถั่วเหลือง ตอนใต้ของยุโรปที่กระทบต่อผลผลิตข้าวสาลี ตอนใต้ของรัสเซียและยูเครน ที่กระทบการผลิตข้าวสาลี
ฤดูมรสุมที่มาช้าในบางส่วนของอินเดียและปากีสถานซึ่งกระทบการผลิตข้าว
เหล่านี้อาจส่งผลต่อเนื่องจนเกิดวิกฤติอาหารอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008 ได้ (ดูบทความของ Rachel Cleetus ชื่อ Will the 2012 U.S. Drought and Other Extreme Weather Events Trigger Another Global Food Crisis? ใน ucsusa.org 090812)
ปัญหาวิกฤติอาหารที่กำลังรุมเร้า ทำให้ผู้นำในกลุ่ม 20 มีสหรัฐ บราซิล และจีน เป็นต้น ได้ร่วมกันทำประกาศเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติอาหาร โดยการลดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและห้ามการยกเลิกการส่งออกธัญพืช ซึ่งคงไม่สำเร็จง่าย
ภาวะฝนตกหนักน้ำท่วมและไฟดับ
ในปี 2012 ได้เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ที่เป็นข่าว เช่น ที่ฟิลิปปินส์ เกิดน้ำท่วมหลายระลอก โดยเฉพาะกรุงมะนิลาในต้นเดือนสิงหาคมมีรายงานว่าน้ำท่วมถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด
คาดว่าในปีนี้จะมีพายุโซนร้อนพัดเข้าฟิลิปปินส์ราว 20 ลูก
กรณีน้ำท่วมภูมิภาคตะวันออกของรัสเซีย และกรณีน้ำท่วมใหญ่ที่เกาหลีเหนือ กลางเดือนสิงหาคม 2012 ทำให้ประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 169 คนทั่วประเทศ บ้านเรือนนับหมื่นหลังเสียหาย
พื้นที่การเกษตรที่เสียหายจากภัยแล้งในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนมาแล้ว ก็ถูกซ้ำเติมด้วยภัยน้ำท่วมอีก ได้แก่ข้าวโพด ข้าว และถั่วเหลือง (time.com 140812)
ในที่นี้จะยกกรณีฝนตกน้ำท่วมที่กรุงปักกิ่ง และในสหรัฐที่มีกรณีไฟดับมาร่วมด้วย
กรณีฝนตกหนักน้ำท่วมที่กรุงปักกิ่ง
ปักกิ่งตั้งอยู่ที่ส่วนชายทะเลทรายโกบี อยู่ห่างฝั่งทะเล และก็ไม่ได้ตั้งบนแม่น้ำสายใหญ่ ในระยะหลังมานี้สังเกตเห็นกรุงปักกิ่งถูกน้ำท้วมถี่ เมื่อปี 2011 เกิดพายุลมมรสุมฤดูร้อนกระหน่ำท่วมปักกิ่งในเดือนมิถุนายน
แต่ในเดือนกรกฎาคม 2012 พายุฝนตกหนักทำลายสถิติในรอบกว่า 60 ปี และทำให้มีคนเสียชีวิตกว่า 70 คน โบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ราว 160 แห่งได้รับความเสียหาย
มีการบรรยายภาพน้ำฝนที่หลากมาอย่างรวดเร็วว่าคล้ายคลื่นสึนามิ รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ผู้ว่าและรองผู้ว่าการนครปักกิ่งลาออกจากตำแหน่ง
คงจะมีการยกเครื่องระบบระบายน้ำกรุงปักกิ่งขนานใหญ่
กรณีพายุฝนรุนแรงและไฟดับที่สหรัฐ
กรณีพายุฝนรุนแรงและไฟดับเกิดขึ้นในบริเวณภาคตะวันออกตอนเหนือของสหรัฐ 2 ปีต่อเนื่องกันคล้ายกรณีกรุงปักกิ่ง ดังนี้คือ
ในปลายเดือนสิงหาคม 2011 เกิดพายุเฮอร์ริเคนไอรีน ถล่มภาคตะวันออกของสหรัฐไล่ขึ้นมาจากตอนใต้ไปยังตอนบน ตั้งแต่ฟลอริดา คาโรไลนาเหนือ เวอร์จิเนีย คอนเนกติกัต และเมน เฮอร์ริเคนไอรีนนี้ความจริงไม่ได้รุนแรงอยู่ในระดับที่ 1 เมื่อขึ้นฝั่งก็กลายเป็นพายุโซนร้อนธรรมดา แต่ว่านำฝนมามากเข้าถล่มรัฐสำคัญอย่างแมสซาชูเซตส์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย รวมทั้งกรุงวอชิงตัน ทำให้ผู้คนเสียชีวิตถึง 56 คน
ทรัพย์สินเสียหายสูงถึง 15.6 พันล้านดอลลาร์ (วิกิพีเดีย)
และที่น่าจับตาคือยังทำให้ไฟฟ้าดับบริเวณกว้าง กระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 7 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกู้สภาพเดิมได้ (ดูบทความชื่อ Hurricane Irene Power Outages: Electricity Blackouts Affect 4 Million Homes And Business ใน huffingtonpost.com, 280811)
สำหรับในปี 2012 ได้เกิดพายุฝนรุนแรงหลายลูกถล่มบริเวณใกล้เคียงกับที่เคยเผชิญพายุไอรีน พายุฝนนี้เริ่มต้นจากพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาในตอนกลางรัฐไอโอวา แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่รัฐอิลลินอยส์ พัฒนาเป็นระบบใหญ่ขึ้นแต่ก็ไม่รุนแรง
แต่แล้วฉับพลันก็แปรเป็นลมพายุฝนรุนแรงในปลายเดือนมิถุนายน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากกระแสความร้อน พายุฝนรุนแรงนี้พัดสู่มหาสมุทรแอตแลนติก และเพิ่มขนาดขึ้นเป็นพายุหลายลูก ก่อความเสียหายในหลายรัฐ ได้แก่ โอไฮโอ เวอร์จิเนียตะวันตก เพนซิลเวเนีย เวอร์จิเนีย กรุงวอชิงตัน แมรี่แลนด์ และนิวเจอร์ซี ผู้คนเสียชีวิต 22 คน และมากกว่า 3.8 ล้านคนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้
ในกรุงเทพฯ กล่าวกันว่า "ฝนตก รถติด" ในสหรัฐเกิดปรากฏการณ์ "ฝนตกหนัก ไฟดับ" จนกระทั่งมีบางรัฐเช่นนิวยอร์ก ทำหนังสือคู่มือเล่มเล็กสำหรับประชาชนถือเป็นแนวปฏิบัติในยามลมฟ้าอากาศสุดขั้ว น้ำท่วม ไฟดับ และอาจต้องอพยพจากบ้านเรือน
อนึ่ง กรณีฝนตกหนัก ไฟดับในสหรัฐที่เป็นอภิมหาอำนาจของโลก น่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยแก่ประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่จะต้องคิดอ่านหาทางปรับปรุงระบบตาข่ายพลังงานของตนอย่างไรดี
ปรากฏการณ์ไฟฟ้าดับบริเวณกว้างมีแนวโน้มที่จะขยายตัวออกไป และอาจกลายเป็นวิกฤติระดับโลกได้
.
2555-08-28
ภูมิอากาศโลก ของเสียคาร์บอนไดออกไซด์และภาวะโลกร้อน โดย อนุช อาภาภิรม
.
ภูมิอากาศโลก ของเสียคาร์บอนไดออกไซด์และภาวะโลกร้อน
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 35
เมื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มนุษย์ได้ดัดแปลงโลกไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยการนำเครื่องจักรกลมาใช้ในการผลิตปริมาณมาก เพื่อสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น
การผลิตปริมาณมากได้ช่วยให้มนุษย์มีเวลาว่างมากขึ้นสำหรับการศึกษา ทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรและกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เกิดเป็นวงจรของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งทางการแพทย์ การมีประชากรมากขึ้น การกลายเป็นเมืองมากขึ้น ระดับการศึกษาของผู้คนสูงขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้และทำให้เกิดของเสียเพิ่มมากขึ้น
เครื่องจักรที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อปฏิวัติการผลิต เรียกรวมๆ ว่า "เครื่องจักรความร้อน" เป็นเครื่องจักรที่เปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังเชิงกลหรือการเคลื่อนที่ แหล่งเชื้อเพลิงสำคัญคือ เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ
เชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เมื่อเผาไหม้เพื่อให้เกิดพลังงานเชิงกลจะเกิดของเสียสำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดมหันตภัยภาวะโลกร้อน ในปัจจุบัน
จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่ามีเหตุปัจจัยของภาวะโลกร้อนอยู่ 2 ประการที่ซ้อนกันอยู่ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และวงจรของการเติบโตเชิงกำลัง แต่มักไปให้ความสำคัญแก่ คาร์บอนไดออกไซด์ และเห็นว่ารักษาการเติบโตเชิงกำลังเป็นคำตอบ เช่น พัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพทางการผลิตขึ้นอีก
ในเบื้องต้นนี้จะกล่าวถึงสภาพภูมิอากาศโลกกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้เป็นพื้นฐาน
เรื่องของภูมิอากาศโลก
มีการศึกษาภูมิอากาศโลกย้อนไปตั้งแต่การเริ่มอุบัติขึ้นของโลกเมื่อราว 4.5 พันล้านปีมาแล้ว เรียกว่า วิชาภูมิอากาศดึกดำบรรพ์ (Paleoclimatology) โดยอาศัยการปะติดปะต่อตัวอย่างหลักฐานที่ได้จาก หิน ดินตะกอน แผ่นน้ำแข็ง วงไม้ ปะการัง หอย และซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบกับภูมิอากาศบนดาวเคราะห์อื่น มีดาวอังคาร เป็นต้น
การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะมองเห็นแบบรูป กลไกการควบคุมอุณหภูมิของโลก เข้าใจลักษณะของภูมิอากาศโลกปัจจุบันได้ดีขึ้น และที่สำคัญสามารถทำนายลักษณะลมฟ้าอากาศโลกในอนาคตได้
การศึกษาวิชานี้ต้องใช้ความร่วมมือกันทั่วโลก ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลและผลการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ ทั้งบนบก ในอากาศ ผิวน้ำ และใต้ทะเลลึก ผลการศึกษามีมากด้วยกัน แต่อาจสรุปได้เป็น 3 ประการ ได้แก่
(ก) พบว่าโลกนี้มีกลไกบางอย่างที่รักษาอุณหภูมิของมันไว้ได้ค่อนข้างคงที่
กลไกการรักษาอุณหภูมิของโลก คือการทำให้น้ำอยู่ในภาวะของเหลวมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับดาวอังคารและดาวศุกร์จะเห็นได้ชัด นั่นคือ บนดาวอังคารนั้นเชื่อกันว่าในช่วงแรกมีน้ำในภาวะของเหลวอยู่ แต่ในปัจจุบันอุณหภูมิที่นั่นต่ำจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
ส่วนที่ดาวศุกร์เป็นตรงข้ามกัน เชื่อกันว่าบนดาวศุกร์ก็เคยมีน้ำเป็นของเหลว แต่ด้วยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง น้ำนั้นได้ระเหยเป็นไอไปหมด บรรยากาศดาวศุกร์ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนทำให้อุณหภูมิพื้นผิวดาวนั้นร้อนขึ้นจนคนอยู่ไม่ได้
น้ำนั้นเกิดขึ้นปกคลุมผิวโลกเมื่อ 3.8 พันล้านปี หลังจากโลกเกิดขึ้นไม่นาน การที่น้ำรักษาสถานะของเหลวไว้ได้เป็นเวลานานหลายพันปี ควรนับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ที่เปิดทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการเป็นชีวิตที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนมีมนุษย์ และมีเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับมนุษย์ได้สร้างอารยธรรมอุตสาหกรรมในปัจจุบันขึ้น
(ข) เหตุการณ์สำคัญของภูมิอากาศโลก
ในช่วงหลายพันล้านปีมานี้มีเหตุการณ์ทางภูมิอากาศที่น่าสนใจดังนี้
1. ยามแสงอาทิตย์อ่อน จากการศึกษาดวงดาวที่เพิ่งเกิดใหม่ พบว่ามันจะแผ่รังสีอ่อน ดวงอาทิตย์ตอนที่เกิดใหม่ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน เห็นกันว่าดวงอาทิตย์แรกเกิดเมื่อราว 4.5 พันล้านปีมาแล้วจนถึงราว 2 พันล้านปีมา มีแสงอ่อน ประมาณว่าราวร้อยละ 70 ของปัจจุบัน
ในรังสีที่อ่อนเช่นนั้น น้ำบนผิวโลกก็ควรจะเป็นน้ำแข็งไปทั้งหมด แต่กลับปรากฏว่าน้ำบนโลกยังคงเป็นของเหลว เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
มีคณะนักภูมิอากาศพยายามให้คำอธิบายต่างๆ คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับแรกๆ กล่าวว่าบรรยากาศโลกครั้งนั้นประกอบด้วยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์มาก ได้ดูดซับความร้อนไว้ สร้างภาวะเรือนกระจก จนทำให้น้ำคงสถานะของเหลวไว้ได้
ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์อีกคณะ เสนอว่าสาเหตุควรมาจากการที่บรรยากาศโลกครั้งนั้นมีเมฆน้อย เนื่องจากการก่อตัวของเมฆต้องอาศัยสารจากสิ่งมีชีวิต เมื่อมีเมฆน้อยก็ทำให้รังสีจากดวงอาทิตย์กระทบกับผิวน้ำที่คลุมทั้งโลกอย่างเต็มที่ น้ำสามารถเก็บความร้อนได้ดี จึงทำให้รักษาสถานะของเหลวไว้ได้
แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่าเงื่อนไขทั้ง 2 ประการนี้ไม่พอเพียงที่จะทำให้น้ำไม่กลายเป็นน้ำแข็ง
ท้ายสุดมีบางคนกล่าวว่าตอนนั้นโลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์และค่อยๆ ถอยห่างออก แต่ก็สร้างปัญหาที่จะต้องแก้เพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น มันจึงเป็นปริศนาต่อไป
2. วิกฤติออกซิเจนและโลกกลายเป็นก้อนน้ำแข็งครั้งแรก มีพืชเซลล์เดียวที่สร้างอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสงอุบัติขึ้นตั้งแต่ราว 3.5 พันล้านปีมาแล้ว แต่ออกซิเจนที่เป็นของเสียนั้นทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับแร่โลหะโดยเฉพาะเหล็กและถูกดึงหายไปจากบรรยากาศ
แต่เมื่อกระบวนการทางเคมีนี้ดำเนินไปนานเป็นพันล้านปี แร่เหล็กที่จะทำปฏิกิริยาและดูดซับออกซิเจนออกไปก็ร่อยหรอจนหมด เกิดออกซิเจนอิสระหรือการเติมออกซิเจนครั้งใหญ่ขึ้นในบรรยากาศ จนเกิดยุคที่เรียกว่าวิกฤติออกซิเจนเมื่อราว 2.4 พันล้านปีมาแล้ว
ซึ่งเป็นวิกฤติสำหรับแบคทีเรียจำนวนมากที่ไม่ใช้ออกซิเจนสำหรับหายใจ ต้องเผชิญกับอากาศเป็นพิษ สูญพันธุ์ไปเป็นอันมาก
ปรากฏการณ์นี้บางคนสันนิษฐานว่ามีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลง จนกระทั่งทำให้ผิวน้ำทั้งโลกเป็นน้ำแข็งครั้งแรก เป็นยุคน้ำแข็งที่รุนแรงและยาวนานที่สุดราว 300 ล้านปี
แต่เมื่อถึงเวลานี้ก็พอดีกับดวงอาทิตย์ได้เริ่มแผ่รังสีแรงขึ้นโดยลำดับ โลกได้เย็นลงเป็นก้อนหิมะอีกครั้ง เมื่อ 716 ล้านปีมาแล้ว พบหลักฐานว่ามีนำแข็งจับทั่วไปในบริเวณเส้นศูนย์สูตร เป็นช่วงของ "โลกก้อนหิมะ" (Snowball Earth) และในราว 635 ล้านปีมาแล้วน้ำแข็งนี้ได้ละลายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมีเทน
3. การล่มสลายของป่าเขตร้อนเมื่อราว 305 ล้านปีมาแล้ว คาดว่าเนื่องจากอากาศเย็นลงและแห้งแล้ง พืชที่ล้มตายเหล่านี้ได้ถูกน้ำซัดไหลมารวมกัน และด้วยเหตุปัจจัยที่เหมาะสมบางทีไม้เหล่านี้กลายเป็นถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น
4) ภาวะโลกอุ่นเมื่อ 55 ล้านปีที่ผ่านมา ในช่วงนี้อุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นราว 6 องศาเซลเซียสในระยะราว 2 หมื่นปี หรือเพิ่มขึ้น 0.0003 เซลเซียสต่อปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก นักวิทยาศาสตร์มักนำภาวะโลกร้อนปัจจุบันไปเทียบกับภาวะโลกอุ่นในขณะนั้น
5) การเปลี่ยนผ่านของยุคธารน้ำแข็งเมื่อราว 1.5 ถึง 6 แสนปีมาแล้ว ระยะเปลี่ยนผ่านกลางยุคเพลโตซีน (Mid-Pletocene Transition - MPT) การเปลี่ยนผ่านระหว่าง 1.25 ล้านปีถึง 6 แสนปี (การศึกษากล่าวว่าอยู่ระหว่าง 1 ล้านถึง 7 แสนปีมาแล้ว) เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศโลกครั้งสำคัญ นั่นคือ ก่อนหน้าเอ็มพีที ช่วงเวลาของการสลับกันระหว่างยุคน้ำแข็ง กับยุคระหว่างยุคน้ำแข็งที่อบอุ่นกว่า กินเวลาราว 41,000 ปี
แต่หลังการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วเวลาของวงจรนี้ยืดออกไปนานเป็นถึงราว 1 แสนปี และเราก็อยู่ในช่วงโครงสร้างภูมิอากาศแบบนี้ (ดูข่าวชื่อ 1.5 Million Years of Climate History Revealed After Scienctists Solve mystery of the Deep ใน sciencedaily.com 090812 )
(ค) พบการเชื่อมโยงของคาร์บอนไดออกไซด์กับภาวะโลกร้อน
นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่เชื่อมโยงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกมาเข้ากับภาวะโลกร้อน ได้แก่ อาร์เรเนียส ตั้งแต่ปี 1986 เขาได้ทำนายไว้ค่อนข้างแม่นยำว่า อิทธิพลของคาร์บอนไดออกไซด์จะมีน้อยที่บริเวณศูนย์สูตรและเพิ่มขึ้นเมื่อห่างออกจากเส้นศูนย์สูตร และอิทธิพลนี้โดยทั่วไปจะสูงในฤดูหนาว และกับพื้นดินมากกว่ามหาสมุทร และว่าปริมาณกรดคาร์บอนิกที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนลดลง (ดูบทความชื่อ Global Warming Science And The Dawn Of Flight: Svante Arrhenius ใน doc-snow.hubpages.com )
ต่อมาวิทยาศาสตร์แห่งภาวะโลกร้อนที่เป็นเรื่องของการอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์
ได้กลายเป็นเรื่องความเป็นความตายของมนุษย์ไป
เหตุใดจึงว่าการกระทำของมนุษย์
มีส่วนสำคัญทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ในปัจจุบันเรายังมีความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิอากาศโลกค่อนข้างน้อย แต่ก็มีหลักฐานบางประการที่บ่งชี้ว่ามนุษย์น่าจะเป็นตัวการของภาวะโลกร้อน
นั่นคือ การดูการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในระยะใกล้เมื่อเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงในอดีตนั้นมักใช้เวลานานเป็นหมื่นหรือแสนปี
แต่เมื่อเป็นการกระทำของมนุษย์ จังหวะจะเร็วขึ้นมาก โดยดูได้จากหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษย์เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมากขึ้น ได้เกิดปรากฏการณ์ ดังต่อไปนี้คือ
ก) สัดส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ในหลังยุคน้ำแข็งท้ายสุดเมื่อราว 11,000 ปีมาแล้ว ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศลดต่ำลงมาก และค่อยๆ ไต่ขึ้นสูงสุดระหว่าง 276-283 ส่วนในล้านส่วนเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว และดำรงอยู่ในระดับนี้จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ที่มนุษย์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น
พบว่าในปี 1807 ระดับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 283 ส่วนในล้านส่วน และพุ่งพรวดเป็น 391 ส่วนในล้านส่วนในปี 2011 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 แสนปีหรือกระทั่งหลายล้านปีมานี้ (ดูบทตัดตอนหนังสือของ Daniel Rirdan ชื่อ The Blueprint : Averting Global Collapse ใน danielrirdan.com, 2012 )
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 อุณหภูมิเปลี่ยนของโลกเพิ่มขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส ในนี้ 2 ใน 3 เพิ่มขึ้นหลังปี 1980
ข) การเชื่อมโยงระหว่างภาวะโลกร้อนกับลมฟ้าอากาศรุนแรง พบว่าปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศแปรปรวนนี้ เกิดขึ้นไม่มากระหว่างปี 1951 ถึง 1980 มีการกำหนดความผิดปกติของลมฟ้าอากาศ (Weather Anomaly) โดยใช้การเบี่ยงเบนจากปกติ 3 ประการ พบว่า ระหว่างปี 2006-2011 พื้นที่ที่เข้าเกณฑ์นี้มีสูงระหว่างร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 13 ของพื้นที่โลก รูปแบบลมฟ้าอากาศสุดขั้วเช่นนี้ไม่ปรากฏมาก่อนในช่วง 3 ทศวรรษก่อนปี 1980 ภาวะผิดปกติของลมฟ้าอากาศไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุใดได้นอกจากภาวะโลกร้อน (ดูบทความของ Mark Drajern ชื่อ Global Wraming Causing Extreme Heat Waves, NASA Scientist Says ใน bloomberg.com 060812 )
จากข้อเท็จจริงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง มี ดร.เจมส์ เลิฟล็อก เป็นต้น เห็นว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องสายเกินแก้ ทำได้เพียงแต่รับมือไปตามสถานการณ์ แต่บางคนมีความหวังมากกว่านั้น
.
ภูมิอากาศโลก ของเสียคาร์บอนไดออกไซด์และภาวะโลกร้อน
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1671 หน้า 35
เมื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มนุษย์ได้ดัดแปลงโลกไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยการนำเครื่องจักรกลมาใช้ในการผลิตปริมาณมาก เพื่อสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น
การผลิตปริมาณมากได้ช่วยให้มนุษย์มีเวลาว่างมากขึ้นสำหรับการศึกษา ทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรและกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เกิดเป็นวงจรของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งทางการแพทย์ การมีประชากรมากขึ้น การกลายเป็นเมืองมากขึ้น ระดับการศึกษาของผู้คนสูงขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้และทำให้เกิดของเสียเพิ่มมากขึ้น
เครื่องจักรที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อปฏิวัติการผลิต เรียกรวมๆ ว่า "เครื่องจักรความร้อน" เป็นเครื่องจักรที่เปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังเชิงกลหรือการเคลื่อนที่ แหล่งเชื้อเพลิงสำคัญคือ เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ
เชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เมื่อเผาไหม้เพื่อให้เกิดพลังงานเชิงกลจะเกิดของเสียสำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดมหันตภัยภาวะโลกร้อน ในปัจจุบัน
จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่ามีเหตุปัจจัยของภาวะโลกร้อนอยู่ 2 ประการที่ซ้อนกันอยู่ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และวงจรของการเติบโตเชิงกำลัง แต่มักไปให้ความสำคัญแก่ คาร์บอนไดออกไซด์ และเห็นว่ารักษาการเติบโตเชิงกำลังเป็นคำตอบ เช่น พัฒนาเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพทางการผลิตขึ้นอีก
ในเบื้องต้นนี้จะกล่าวถึงสภาพภูมิอากาศโลกกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้เป็นพื้นฐาน
เรื่องของภูมิอากาศโลก
มีการศึกษาภูมิอากาศโลกย้อนไปตั้งแต่การเริ่มอุบัติขึ้นของโลกเมื่อราว 4.5 พันล้านปีมาแล้ว เรียกว่า วิชาภูมิอากาศดึกดำบรรพ์ (Paleoclimatology) โดยอาศัยการปะติดปะต่อตัวอย่างหลักฐานที่ได้จาก หิน ดินตะกอน แผ่นน้ำแข็ง วงไม้ ปะการัง หอย และซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบกับภูมิอากาศบนดาวเคราะห์อื่น มีดาวอังคาร เป็นต้น
การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะมองเห็นแบบรูป กลไกการควบคุมอุณหภูมิของโลก เข้าใจลักษณะของภูมิอากาศโลกปัจจุบันได้ดีขึ้น และที่สำคัญสามารถทำนายลักษณะลมฟ้าอากาศโลกในอนาคตได้
การศึกษาวิชานี้ต้องใช้ความร่วมมือกันทั่วโลก ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลและผลการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ ทั้งบนบก ในอากาศ ผิวน้ำ และใต้ทะเลลึก ผลการศึกษามีมากด้วยกัน แต่อาจสรุปได้เป็น 3 ประการ ได้แก่
(ก) พบว่าโลกนี้มีกลไกบางอย่างที่รักษาอุณหภูมิของมันไว้ได้ค่อนข้างคงที่
กลไกการรักษาอุณหภูมิของโลก คือการทำให้น้ำอยู่ในภาวะของเหลวมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับดาวอังคารและดาวศุกร์จะเห็นได้ชัด นั่นคือ บนดาวอังคารนั้นเชื่อกันว่าในช่วงแรกมีน้ำในภาวะของเหลวอยู่ แต่ในปัจจุบันอุณหภูมิที่นั่นต่ำจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง
ส่วนที่ดาวศุกร์เป็นตรงข้ามกัน เชื่อกันว่าบนดาวศุกร์ก็เคยมีน้ำเป็นของเหลว แต่ด้วยเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง น้ำนั้นได้ระเหยเป็นไอไปหมด บรรยากาศดาวศุกร์ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนทำให้อุณหภูมิพื้นผิวดาวนั้นร้อนขึ้นจนคนอยู่ไม่ได้
น้ำนั้นเกิดขึ้นปกคลุมผิวโลกเมื่อ 3.8 พันล้านปี หลังจากโลกเกิดขึ้นไม่นาน การที่น้ำรักษาสถานะของเหลวไว้ได้เป็นเวลานานหลายพันปี ควรนับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ที่เปิดทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการเป็นชีวิตที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนมีมนุษย์ และมีเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับมนุษย์ได้สร้างอารยธรรมอุตสาหกรรมในปัจจุบันขึ้น
(ข) เหตุการณ์สำคัญของภูมิอากาศโลก
ในช่วงหลายพันล้านปีมานี้มีเหตุการณ์ทางภูมิอากาศที่น่าสนใจดังนี้
1. ยามแสงอาทิตย์อ่อน จากการศึกษาดวงดาวที่เพิ่งเกิดใหม่ พบว่ามันจะแผ่รังสีอ่อน ดวงอาทิตย์ตอนที่เกิดใหม่ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน เห็นกันว่าดวงอาทิตย์แรกเกิดเมื่อราว 4.5 พันล้านปีมาแล้วจนถึงราว 2 พันล้านปีมา มีแสงอ่อน ประมาณว่าราวร้อยละ 70 ของปัจจุบัน
ในรังสีที่อ่อนเช่นนั้น น้ำบนผิวโลกก็ควรจะเป็นน้ำแข็งไปทั้งหมด แต่กลับปรากฏว่าน้ำบนโลกยังคงเป็นของเหลว เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
มีคณะนักภูมิอากาศพยายามให้คำอธิบายต่างๆ คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับแรกๆ กล่าวว่าบรรยากาศโลกครั้งนั้นประกอบด้วยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์มาก ได้ดูดซับความร้อนไว้ สร้างภาวะเรือนกระจก จนทำให้น้ำคงสถานะของเหลวไว้ได้
ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์อีกคณะ เสนอว่าสาเหตุควรมาจากการที่บรรยากาศโลกครั้งนั้นมีเมฆน้อย เนื่องจากการก่อตัวของเมฆต้องอาศัยสารจากสิ่งมีชีวิต เมื่อมีเมฆน้อยก็ทำให้รังสีจากดวงอาทิตย์กระทบกับผิวน้ำที่คลุมทั้งโลกอย่างเต็มที่ น้ำสามารถเก็บความร้อนได้ดี จึงทำให้รักษาสถานะของเหลวไว้ได้
แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่าเงื่อนไขทั้ง 2 ประการนี้ไม่พอเพียงที่จะทำให้น้ำไม่กลายเป็นน้ำแข็ง
ท้ายสุดมีบางคนกล่าวว่าตอนนั้นโลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์และค่อยๆ ถอยห่างออก แต่ก็สร้างปัญหาที่จะต้องแก้เพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น มันจึงเป็นปริศนาต่อไป
2. วิกฤติออกซิเจนและโลกกลายเป็นก้อนน้ำแข็งครั้งแรก มีพืชเซลล์เดียวที่สร้างอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสงอุบัติขึ้นตั้งแต่ราว 3.5 พันล้านปีมาแล้ว แต่ออกซิเจนที่เป็นของเสียนั้นทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับแร่โลหะโดยเฉพาะเหล็กและถูกดึงหายไปจากบรรยากาศ
แต่เมื่อกระบวนการทางเคมีนี้ดำเนินไปนานเป็นพันล้านปี แร่เหล็กที่จะทำปฏิกิริยาและดูดซับออกซิเจนออกไปก็ร่อยหรอจนหมด เกิดออกซิเจนอิสระหรือการเติมออกซิเจนครั้งใหญ่ขึ้นในบรรยากาศ จนเกิดยุคที่เรียกว่าวิกฤติออกซิเจนเมื่อราว 2.4 พันล้านปีมาแล้ว
ซึ่งเป็นวิกฤติสำหรับแบคทีเรียจำนวนมากที่ไม่ใช้ออกซิเจนสำหรับหายใจ ต้องเผชิญกับอากาศเป็นพิษ สูญพันธุ์ไปเป็นอันมาก
ปรากฏการณ์นี้บางคนสันนิษฐานว่ามีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลง จนกระทั่งทำให้ผิวน้ำทั้งโลกเป็นน้ำแข็งครั้งแรก เป็นยุคน้ำแข็งที่รุนแรงและยาวนานที่สุดราว 300 ล้านปี
แต่เมื่อถึงเวลานี้ก็พอดีกับดวงอาทิตย์ได้เริ่มแผ่รังสีแรงขึ้นโดยลำดับ โลกได้เย็นลงเป็นก้อนหิมะอีกครั้ง เมื่อ 716 ล้านปีมาแล้ว พบหลักฐานว่ามีนำแข็งจับทั่วไปในบริเวณเส้นศูนย์สูตร เป็นช่วงของ "โลกก้อนหิมะ" (Snowball Earth) และในราว 635 ล้านปีมาแล้วน้ำแข็งนี้ได้ละลายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกมีเทน
3. การล่มสลายของป่าเขตร้อนเมื่อราว 305 ล้านปีมาแล้ว คาดว่าเนื่องจากอากาศเย็นลงและแห้งแล้ง พืชที่ล้มตายเหล่านี้ได้ถูกน้ำซัดไหลมารวมกัน และด้วยเหตุปัจจัยที่เหมาะสมบางทีไม้เหล่านี้กลายเป็นถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้น
4) ภาวะโลกอุ่นเมื่อ 55 ล้านปีที่ผ่านมา ในช่วงนี้อุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นราว 6 องศาเซลเซียสในระยะราว 2 หมื่นปี หรือเพิ่มขึ้น 0.0003 เซลเซียสต่อปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก นักวิทยาศาสตร์มักนำภาวะโลกร้อนปัจจุบันไปเทียบกับภาวะโลกอุ่นในขณะนั้น
5) การเปลี่ยนผ่านของยุคธารน้ำแข็งเมื่อราว 1.5 ถึง 6 แสนปีมาแล้ว ระยะเปลี่ยนผ่านกลางยุคเพลโตซีน (Mid-Pletocene Transition - MPT) การเปลี่ยนผ่านระหว่าง 1.25 ล้านปีถึง 6 แสนปี (การศึกษากล่าวว่าอยู่ระหว่าง 1 ล้านถึง 7 แสนปีมาแล้ว) เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศโลกครั้งสำคัญ นั่นคือ ก่อนหน้าเอ็มพีที ช่วงเวลาของการสลับกันระหว่างยุคน้ำแข็ง กับยุคระหว่างยุคน้ำแข็งที่อบอุ่นกว่า กินเวลาราว 41,000 ปี
แต่หลังการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วเวลาของวงจรนี้ยืดออกไปนานเป็นถึงราว 1 แสนปี และเราก็อยู่ในช่วงโครงสร้างภูมิอากาศแบบนี้ (ดูข่าวชื่อ 1.5 Million Years of Climate History Revealed After Scienctists Solve mystery of the Deep ใน sciencedaily.com 090812 )
(ค) พบการเชื่อมโยงของคาร์บอนไดออกไซด์กับภาวะโลกร้อน
นักวิทยาศาสตร์คนแรกที่เชื่อมโยงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกมาเข้ากับภาวะโลกร้อน ได้แก่ อาร์เรเนียส ตั้งแต่ปี 1986 เขาได้ทำนายไว้ค่อนข้างแม่นยำว่า อิทธิพลของคาร์บอนไดออกไซด์จะมีน้อยที่บริเวณศูนย์สูตรและเพิ่มขึ้นเมื่อห่างออกจากเส้นศูนย์สูตร และอิทธิพลนี้โดยทั่วไปจะสูงในฤดูหนาว และกับพื้นดินมากกว่ามหาสมุทร และว่าปริมาณกรดคาร์บอนิกที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนลดลง (ดูบทความชื่อ Global Warming Science And The Dawn Of Flight: Svante Arrhenius ใน doc-snow.hubpages.com )
ต่อมาวิทยาศาสตร์แห่งภาวะโลกร้อนที่เป็นเรื่องของการอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์
ได้กลายเป็นเรื่องความเป็นความตายของมนุษย์ไป
เหตุใดจึงว่าการกระทำของมนุษย์
มีส่วนสำคัญทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ในปัจจุบันเรายังมีความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิอากาศโลกค่อนข้างน้อย แต่ก็มีหลักฐานบางประการที่บ่งชี้ว่ามนุษย์น่าจะเป็นตัวการของภาวะโลกร้อน
นั่นคือ การดูการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในระยะใกล้เมื่อเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงในอดีตนั้นมักใช้เวลานานเป็นหมื่นหรือแสนปี
แต่เมื่อเป็นการกระทำของมนุษย์ จังหวะจะเร็วขึ้นมาก โดยดูได้จากหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษย์เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมากขึ้น ได้เกิดปรากฏการณ์ ดังต่อไปนี้คือ
ก) สัดส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว ในหลังยุคน้ำแข็งท้ายสุดเมื่อราว 11,000 ปีมาแล้ว ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศลดต่ำลงมาก และค่อยๆ ไต่ขึ้นสูงสุดระหว่าง 276-283 ส่วนในล้านส่วนเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว และดำรงอยู่ในระดับนี้จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ที่มนุษย์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น
พบว่าในปี 1807 ระดับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 283 ส่วนในล้านส่วน และพุ่งพรวดเป็น 391 ส่วนในล้านส่วนในปี 2011 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 แสนปีหรือกระทั่งหลายล้านปีมานี้ (ดูบทตัดตอนหนังสือของ Daniel Rirdan ชื่อ The Blueprint : Averting Global Collapse ใน danielrirdan.com, 2012 )
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 อุณหภูมิเปลี่ยนของโลกเพิ่มขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส ในนี้ 2 ใน 3 เพิ่มขึ้นหลังปี 1980
ข) การเชื่อมโยงระหว่างภาวะโลกร้อนกับลมฟ้าอากาศรุนแรง พบว่าปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศแปรปรวนนี้ เกิดขึ้นไม่มากระหว่างปี 1951 ถึง 1980 มีการกำหนดความผิดปกติของลมฟ้าอากาศ (Weather Anomaly) โดยใช้การเบี่ยงเบนจากปกติ 3 ประการ พบว่า ระหว่างปี 2006-2011 พื้นที่ที่เข้าเกณฑ์นี้มีสูงระหว่างร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 13 ของพื้นที่โลก รูปแบบลมฟ้าอากาศสุดขั้วเช่นนี้ไม่ปรากฏมาก่อนในช่วง 3 ทศวรรษก่อนปี 1980 ภาวะผิดปกติของลมฟ้าอากาศไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุใดได้นอกจากภาวะโลกร้อน (ดูบทความของ Mark Drajern ชื่อ Global Wraming Causing Extreme Heat Waves, NASA Scientist Says ใน bloomberg.com 060812 )
จากข้อเท็จจริงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง มี ดร.เจมส์ เลิฟล็อก เป็นต้น เห็นว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องสายเกินแก้ ทำได้เพียงแต่รับมือไปตามสถานการณ์ แต่บางคนมีความหวังมากกว่านั้น
.
2555-08-21
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกฯ : วิกฤติของเสียและการเสื่อมสูญของทรัพยากร โดย อนุช อาภาภิรม
.
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกปัจจุบัน : วิกฤติของเสียและการเสื่อมสูญของทรัพยากร
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 36
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกปัจจุบันมีสิ่งที่น่ากังวลอยู่มากใน 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ภาวะของเสียและมลพิษ และการเสื่อมสูญของทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าสิ่งแวดล้อมโลกอยู่ในภาวะวิกฤติต้องการทั้งการอนุรักษ์ การสงวนรักษาและการบูรณะฟื้นฟูกันอย่างจริงจัง
ซึ่งก็มีเหตุผล
เพราะว่าภาวะวิกฤตินี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์เป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ การผลิต การบริโภคปริมาณมาก ระบบขนส่งที่หนาแน่น การตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองใหญ่จำนวนมาก การมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ใหญ่โตซับซ้อน การมีประชากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพเหล่านี้ก่อเป็นแรงกดดันต่อธรรมชาติแวดล้อม และก่อผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างคาดไม่ถึง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีตาข่ายไฟฟ้า (Power Grid) ของอินเดียที่ล่มลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2012 ทำให้ไฟดับใน 19 รัฐ ชาวอินเดียไม่มีไฟฟ้าใช้ถึง 600 ล้านคน
แม้ว่าจะสามารถกู้กลับมาได้ แต่ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าที่ร้ายกว่านี้จะตามมาอีก
ความร้อน
: ของเสียที่มองไม่เห็น
และมักถูกมองข้าม
ของเสียที่เป็นความร้อน (Waste Heat) เกิดมากในยุคอุตสาหกรรม ที่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เครื่องจักรกล และเครื่องไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายในการผลิต การขนส่งและในครัวเรือน กิจกรรมการผลิต การขนส่งและการบริโภคล้วนก่อให้เกิดของเสียสำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความร้อน
แต่มักถูกมองข้าม โดยไปให้ความสนใจเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ
แต่ที่จริงของเสียที่เป็นความร้อนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างแก้ไขได้ยาก แม้ว่าจะสามารถขจัดก๊าซเรือนกระจกให้หมดไปได้ก็ตาม
ของเสียความร้อนนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เป็นไปตามกฎอุณหพลศาสตร์ข้อที่ 2 ที่ว่า พลังงานทั้งหลายจะเปลี่ยนจากที่มีความเข้มข้นสูงสู่ที่จางลง
เช่น ดวงอาทิตย์มีพลังงานเข้มข้น เมื่อกระจายเป็นแสงแดดตกสู่ผิวโลกก็เบาบางลง
หรือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ ก็มีพลังงานเข้มข้น เมื่อจุดระเบิดในกระบอกสูบ กลายเป็นพลังงานที่จางลงโดยลำดับ
พลังงานส่วนหนึ่งขับเคลื่อนลูกสูบให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่พลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปในรูปของความร้อน จนต้องมีหม้อน้ำเพื่อระบายความร้อน รถที่วิ่งไปบนถนน เกิดการเสียดสีของยางรถกับผิวถนนเป็นของเสียความร้อนขึ้นอีก เราสามารถคำนวณของเสียความร้อนนี้ได้จากปริมาณพลังงานที่ใช้ และประสิทธิภาพเครื่องกล เป็นต้น
ทุกครั้งที่เราสตาร์ตรถ เปิดเครื่องจักรทำงาน เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เหล่านี้ล้วนสร้างของเสียความร้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น
แต่เรามักไม่ค่อยคิดถึงมัน หรือมองข้ามไป และไปให้ความสำคัญกับของเสียอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น
แต่ความจริงนั้นของเสียความร้อนเป็นตัวการพื้นฐานในการจำกัดการใช้พลังงานของมนุษย์
ของเสียความร้อน
มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกที
การผลิต การขนส่งและการบริโภคที่มากขึ้นถือว่าเป็นความเจริญเติบโต สะท้อนถึงความก้าวหน้าของอารยธรรมปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มทั่วไปว่าการใช้พลังงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล จำต้องเพิ่มขึ้นตามค่านิยมและความหวังนั้น
ดังปรากฏว่าระหว่างปี 1990 ถึงปี 2008 โลกได้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึงราวร้อยละ 39
ภูมิภาคที่มีอัตราการใช้พลังงานเพิ่มสูง อยู่ในประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ ตะวันออกกลางที่เพิ่มร้อยละ 170 จีนเพิ่มร้อยละ 146 อินเดียเพิ่มร้อยละ 91 แอฟริการ้อยละ70 และละตินอเมริกา ร้อยละ 66
สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น สหรัฐและสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และสหภาพยุโรปที่มี 27 ประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7
แต่ว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้ใช้พลังงานมากมาแต่เดิม ถึงเพิ่มน้อยโดยเฉพาะสหรัฐ ก็ถือว่ายังคงบริโภคพลังงานต่อหัวมากกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนหลายเท่าตัว (ดูวิกิพีเดีย)
เป็นที่สังเกตว่าการใช้พลังงานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น จีนที่บริโภคพลังงานมากขึ้นมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็สูง จนกระทั่งปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
และหากอัตราการใช้พลังงานของจีนยังคงสูงต่อไป ก็คาดว่าในไม่ช้าขนาดเศรษฐกิจของจีนจะใหญ่กว่าของสหรัฐ ถ้าหากการบริโภคพลังงานต่อหัวของจีนอยู่ห่างจากของสหรัฐสักเท่าตัว จีนก็น่าจะขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจแทนสหรัฐ
อาจสรุปได้ว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การแข่งกันทางการผลิต การขนส่งและการบริโภค กับทั้งการที่จำนวนประชากรยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เหล่านี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของภูมิภาคที่ใช้พลังงานไปบ้าง มีบางภูมิภาคมีสัดส่วนลดลงและบางแห่งสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008
แต่แนวโน้มทั่วไปก็คือ มีการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับทำลายสภาพแวดล้อมและการสร้างของเสียความร้อนเพิ่มตามไปด้วย ของเสียความร้อนนั้นก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหลายประการ
ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 กรณีด้วยกัน ได้แก่ เกาะความร้อนของเมือง และการทำให้โลกนี้อาศัยอยู่ไม่ได้สำหรับมนุษย์ในระยะยาว
เกาะความร้อนของเมือง
ภาวะเกาะความร้อนของเมือง (Urban heat island) ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่บริเวณตัวเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าชานเมืองและชนบทที่อยู่แวดล้อมอย่างสังเกตเห็นได้ชัด จนเป็นเหมือนเกาะความร้อนเป็นหย่อมๆ นั้น
มีนักอุตุนิยมวิทยาได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โดยการเทียบอุณหภูมิของกรุงลอนดอนกับชนบทที่อยู่โดยรอบ
เมื่อถึงครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 วิชาอุตุนิยมวิทยาและวิทยาศาสตร์โลก (Earth Science) ได้พัฒนาไปก้าวใหญ่ สามารถตรวจวัดภูมิอากาศโลกและสภาพภาคพื้นดินได้จากดาวเทียม องค์การนาซาของสหรัฐดูจะก้าวหน้ากว่าใครในการศึกษาเกี่ยวกับภูมิอากาศโลก
องค์การนาซาได้เริ่มโครงการนำร่องศึกษาภาวะเกาะความร้อนของเมืองตั้งแต่ปี 1997 โดยได้ร่วมมือกับเมืองใหญ่และองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ มีองค์การอวกาศญี่ปุ่น เป็นต้น การศึกษาของหน่วยงานนี้ได้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับเกาะความร้อนของเมืองอย่างมาก
ได้มีการชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีการนำระบบนิเวศเมืองมาแทนที่ระบบนิเวศทางธรรมชาติในลักษณะที่เข้มข้นและขนาดใหญ่ขึ้นทุกที ระบบนิเวศเมืองที่ก่อให้เกิดภาวะเกาะความร้อนมีที่สำคัญ ได้แก่
(ก) มีอาคารสูงใหญ่แผ่เป็นบริเวณกว้างโดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง อาคารเหล่านี้ป้องกันการสะท้อนความร้อนจากพื้นดิน เกิดการอมความร้อนไว้ ซึ่งเห็นได้ชัดในตอนกลางคืน อุณหภูมิในกลางตัวเมืองกับบริเวณรอบเมืองจะต่างกันเห็นได้ชัด
(ข) วัสดุที่ใช้ได้แก่ คอนกรีตและยางมะตอย เป็นต้น เก็บอมความร้อนไว้ได้ดี
(ค) ขาดการระเหยของไอน้ำที่ช่วยให้พื้นที่นั้นเย็นลง เนื่องจากแทบไม่มีต้นไม้ ต่างกับในชนบท
(ง) "หุบเขาชันในเมือง" เมืองใหญ่ยังนิยมสร้างตึกสูง ได้แก่ ตึกระฟ้า 2 ข้างทาง เกิด "กระทบหุบเขาชัน" (Canyon Effect) ทำให้เกิดช่องลมพัดแรง นอกจากนี้ ทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงขึ้นกว่าปกติได้ถึงราว 2-4 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ น่าจะมีปัจจัยเสริม ได้แก่ ในเมืองนั้นมีประชากรแออัด มีกิจกรรมหลากหลาย ไม่รู้จักหลับนอน กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้พลังงานสูง ซึ่งย่อมทำให้เกิดของเสียความร้อนสูงตามไปด้วย เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมข้างต้น ก็น่าจะส่งผลด้วยในระดับหนึ่งแต่ยังไม่ได้มีการศึกษากันอย่างจริงจัง
ในปี 2002 นาซาได้มีรายงานยืนยันเป็นครั้งแรกว่า ภาวะเกาะความร้อนของเมืองทำให้เมืองใหญ่ต่างๆ มีฝนตกมากขึ้น รวมทั้งพายุก็ดูจะรุนแรงขึ้นด้วย โดยพบว่าอัตราฝนตกเฉลี่ยรายเดือนในรัศมี 30-60 กิโลเมตร ของทิศทางลมของเมืองจะมีฝนตกเฉลี่ยสูงกว่าที่อยู่เหนือทิศทางลมถึงร้อยละ 28 ทั้งนี้ ในเดือนที่มีอากาศค่อนข้างร้อน ความร้อนที่สูงกว่าในเมืองสามารถก่อให้เกิดลม และมวลอากาศที่ลอยสูงขึ้นไป ก่อให้เกิดเมฆขึ้นได้ ก้อนเมฆเหล่านี้อาจตกลงเป็นฝนหรือทำให้เกิดพายุขึ้นได้ (ดูบทความชื่อ NASA Satellite Confirms Urban Heat Islands Increase Rainfall Around Cities ใน earthobservatory.nasa.gov, 180602)
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ฮ่องกงได้ศึกษาปรากฏการณ์เกาะความร้อนของเมือง และได้ผลคล้ายกัน ทั้งยังคาดหมายว่า ถ้าหากการขยายเมืองฮ่องกงยังคงดำเนินต่อไปแบบนี้ อุณหภูมิที่เมืองฮ่องกงจะสูงขึ้นถึงราว 2-3 องศาเซลเซียสภายใน 30 ปี (ดูข่าว Temperature of Hong Kong Is Predicted to Rise by Two to Three Degrees Celsius in 30 Years ใน sciencedaily.com 310712)
อนึ่ง ในระยะหลัง พบข่าวฝนตกหนักน้ำท่วมในนครหลวงหลายแห่งของเอเชีย ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ ที่ได้ชื่อว่ามีอุโมงค์ระบายน้ำที่ดีเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก เกิดฝนตกน้ำท่วมหนักหลายปี จนเกือบจะกลายเป็นเหตุการณ์ประจำ
กรณีน้ำท่วมโคลนถล่มมีผู้เสียชีวิตที่เกาหลีใต้ที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
และที่หนักมากได้แก่ ฝนตกน้ำท่วมที่นครปักกิ่ง มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
เหตุการณ์เหล่านี้น่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ ได้แก่ มีความรุนแรงของลมฟ้าอากาศ เป็นต้น
แต่ก็มีบทเรียนที่สรุปได้ว่า เมืองหลวงทั้งหลายไม่ได้ปลอดภัยจากการฝนตกน้ำท่วม (ไม่นับกรุงเทพฯ ที่เกิดเป็นประจำอยู่แล้ว) เมื่ออุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานเพื่อลดอุณหภูมิลง เป็นค่าใช้จ่ายปีละมหาศาล เพิ่มของเสียความร้อนและแก๊สเรือนกระจกมากขึ้นอีก
ของเสียความร้อน
อาจทำให้โลกนี้อาศัยอยู่ไม่ได้
พลังงานหลักที่สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ใช้เพื่อการดำรงชีพ ได้แก่ แสงอาทิตย์ แต่พลังจากแสงอาทิตย์นี้เมื่อตกกระทบโลกแล้ว จำนวนไม่น้อยสะท้อนออกสู่บรรยากาศในรูปของคลื่นความร้อน โลกนี้มีกลไกหลายอย่างที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิบนผิวโลกไว้ให้ค่อนข้างคงตัว เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียส โดยมีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ เป็นช่วงเวลานานนับหมื่นหรือแสนปี จึงเกิดยุคน้ำแข็งหรือยุคอากาศอุ่น
แต่หากมนุษย์นำพลังงานมาใช้ เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือกระทั่งนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมกระทบต่อสมดุลการรักษาอุณหภูมิของโลก และเกิดการผันผวนของอุณหภูมิบนผิวโลกอย่างรวดเร็วแบบคาดไม่ถึง
มีนักฟิสิกส์ชาวสหรัฐคนหนึ่งได้คำนวณว่า ถ้าหากมนุษย์ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.3 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้อุณหภูมิของผิวโลกสูงขึ้นเท่ากับอุณหภูมิร่างกาย (37 องศาเซลเซียส) ภายในเวลาเพียง 375 ปี
และถ้าหากยังนำพลังงานมาใช้เพิ่มขึ้นอีกในอัตราเดิม ภายใน 450 ปี จะสะสมความร้อนสูงมากจนทำให้น้ำเดือดได้ (ดูบทความของ Tom Murphy ชื่อ Galactic-Scale Energy ใน Do the Math, 120711)
ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ล้วนๆ คงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ก็ถือเป็นเรื่องพึงสังวรได้ว่าเรามีความจำกัดทางด้านความร้อนอยู่มาก อารยธรรมอุตสาหกรรมอาจอยู่รอดไม่เกินศตวรรษที่ 21 นี้
จะทำอย่างไรดี
หนทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือใช้พลังงานให้น้อยลง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละประเทศก็ต้องการยกมาตรฐานการครองชีพของตน ซึ่งหมายถึงต้องใช้พลังงานและเกิดของเสียเป็นความร้อนเพิ่มขึ้น
ทางแก้ไขที่พอจะยอมรับปฏิบัติได้ ก็คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องกลให้ดีขึ้น ซึ่งก็ได้กระทำกันอย่างขะมักเขม้น นอกจากนี้ มีการคิดค้นที่จะนำของเสียความร้อนมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ในทำนองที่นำขยะที่เก็บจากบ้านมาเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
หนทางแก้อีกทางหนึ่งที่ต้องอาศัยความเห็นพ้องและการร่วมมือกันของคนหมู่มาก ก็คือการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศเมืองเสียใหม่ให้คล้ายคลึงกับระบบนิเวศในธรรมชาติ เช่น ทำหลังคาให้เย็น มีการทำสวนบนหลังคา การปลูกไม้เลื้อยหรือไม้กระถางคลุมตัวอาคาร การสร้างสนามหญ้าและสวนสาธารณะให้มากขึ้น การทำการเกษตรในเมือง และอื่นๆ ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนค่านิยม การลงทุนไม่ใช่น้อย
แต่ทั้งนี้ ก็อาจทำให้ต้องสูญเสียความเป็นเมืองอย่างที่เคยเข้าใจกันมาหลายร้อยปี
.
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกปัจจุบัน : วิกฤติของเสียและการเสื่อมสูญของทรัพยากร
โดย อนุช อาภาภิรม คอลัมน์ วิกฤติศตวรรษที่21
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 36
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกปัจจุบันมีสิ่งที่น่ากังวลอยู่มากใน 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ภาวะของเสียและมลพิษ และการเสื่อมสูญของทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าสิ่งแวดล้อมโลกอยู่ในภาวะวิกฤติต้องการทั้งการอนุรักษ์ การสงวนรักษาและการบูรณะฟื้นฟูกันอย่างจริงจัง
ซึ่งก็มีเหตุผล
เพราะว่าภาวะวิกฤตินี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์เป็นส่วนสำคัญ ได้แก่ การผลิต การบริโภคปริมาณมาก ระบบขนส่งที่หนาแน่น การตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองใหญ่จำนวนมาก การมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ใหญ่โตซับซ้อน การมีประชากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพเหล่านี้ก่อเป็นแรงกดดันต่อธรรมชาติแวดล้อม และก่อผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างคาดไม่ถึง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีตาข่ายไฟฟ้า (Power Grid) ของอินเดียที่ล่มลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2012 ทำให้ไฟดับใน 19 รัฐ ชาวอินเดียไม่มีไฟฟ้าใช้ถึง 600 ล้านคน
แม้ว่าจะสามารถกู้กลับมาได้ แต่ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าที่ร้ายกว่านี้จะตามมาอีก
ความร้อน
: ของเสียที่มองไม่เห็น
และมักถูกมองข้าม
ของเสียที่เป็นความร้อน (Waste Heat) เกิดมากในยุคอุตสาหกรรม ที่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เครื่องจักรกล และเครื่องไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายในการผลิต การขนส่งและในครัวเรือน กิจกรรมการผลิต การขนส่งและการบริโภคล้วนก่อให้เกิดของเสียสำคัญอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความร้อน
แต่มักถูกมองข้าม โดยไปให้ความสนใจเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ
แต่ที่จริงของเสียที่เป็นความร้อนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างแก้ไขได้ยาก แม้ว่าจะสามารถขจัดก๊าซเรือนกระจกให้หมดไปได้ก็ตาม
ของเสียความร้อนนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เป็นไปตามกฎอุณหพลศาสตร์ข้อที่ 2 ที่ว่า พลังงานทั้งหลายจะเปลี่ยนจากที่มีความเข้มข้นสูงสู่ที่จางลง
เช่น ดวงอาทิตย์มีพลังงานเข้มข้น เมื่อกระจายเป็นแสงแดดตกสู่ผิวโลกก็เบาบางลง
หรือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ ก็มีพลังงานเข้มข้น เมื่อจุดระเบิดในกระบอกสูบ กลายเป็นพลังงานที่จางลงโดยลำดับ
พลังงานส่วนหนึ่งขับเคลื่อนลูกสูบให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่พลังงานส่วนใหญ่สูญเสียไปในรูปของความร้อน จนต้องมีหม้อน้ำเพื่อระบายความร้อน รถที่วิ่งไปบนถนน เกิดการเสียดสีของยางรถกับผิวถนนเป็นของเสียความร้อนขึ้นอีก เราสามารถคำนวณของเสียความร้อนนี้ได้จากปริมาณพลังงานที่ใช้ และประสิทธิภาพเครื่องกล เป็นต้น
ทุกครั้งที่เราสตาร์ตรถ เปิดเครื่องจักรทำงาน เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เหล่านี้ล้วนสร้างของเสียความร้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น
แต่เรามักไม่ค่อยคิดถึงมัน หรือมองข้ามไป และไปให้ความสำคัญกับของเสียอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น
แต่ความจริงนั้นของเสียความร้อนเป็นตัวการพื้นฐานในการจำกัดการใช้พลังงานของมนุษย์
ของเสียความร้อน
มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกที
การผลิต การขนส่งและการบริโภคที่มากขึ้นถือว่าเป็นความเจริญเติบโต สะท้อนถึงความก้าวหน้าของอารยธรรมปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มทั่วไปว่าการใช้พลังงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล จำต้องเพิ่มขึ้นตามค่านิยมและความหวังนั้น
ดังปรากฏว่าระหว่างปี 1990 ถึงปี 2008 โลกได้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึงราวร้อยละ 39
ภูมิภาคที่มีอัตราการใช้พลังงานเพิ่มสูง อยู่ในประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ ตะวันออกกลางที่เพิ่มร้อยละ 170 จีนเพิ่มร้อยละ 146 อินเดียเพิ่มร้อยละ 91 แอฟริการ้อยละ70 และละตินอเมริกา ร้อยละ 66
สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเช่น สหรัฐและสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยสหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และสหภาพยุโรปที่มี 27 ประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7
แต่ว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้ใช้พลังงานมากมาแต่เดิม ถึงเพิ่มน้อยโดยเฉพาะสหรัฐ ก็ถือว่ายังคงบริโภคพลังงานต่อหัวมากกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างจีนหลายเท่าตัว (ดูวิกิพีเดีย)
เป็นที่สังเกตว่าการใช้พลังงานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น จีนที่บริโภคพลังงานมากขึ้นมาก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็สูง จนกระทั่งปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
และหากอัตราการใช้พลังงานของจีนยังคงสูงต่อไป ก็คาดว่าในไม่ช้าขนาดเศรษฐกิจของจีนจะใหญ่กว่าของสหรัฐ ถ้าหากการบริโภคพลังงานต่อหัวของจีนอยู่ห่างจากของสหรัฐสักเท่าตัว จีนก็น่าจะขึ้นมาเป็นอภิมหาอำนาจแทนสหรัฐ
อาจสรุปได้ว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การแข่งกันทางการผลิต การขนส่งและการบริโภค กับทั้งการที่จำนวนประชากรยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เหล่านี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของภูมิภาคที่ใช้พลังงานไปบ้าง มีบางภูมิภาคมีสัดส่วนลดลงและบางแห่งสูงขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008
แต่แนวโน้มทั่วไปก็คือ มีการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับทำลายสภาพแวดล้อมและการสร้างของเสียความร้อนเพิ่มตามไปด้วย ของเสียความร้อนนั้นก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนหลายประการ
ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 กรณีด้วยกัน ได้แก่ เกาะความร้อนของเมือง และการทำให้โลกนี้อาศัยอยู่ไม่ได้สำหรับมนุษย์ในระยะยาว
เกาะความร้อนของเมือง
ภาวะเกาะความร้อนของเมือง (Urban heat island) ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่บริเวณตัวเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่าชานเมืองและชนบทที่อยู่แวดล้อมอย่างสังเกตเห็นได้ชัด จนเป็นเหมือนเกาะความร้อนเป็นหย่อมๆ นั้น
มีนักอุตุนิยมวิทยาได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โดยการเทียบอุณหภูมิของกรุงลอนดอนกับชนบทที่อยู่โดยรอบ
เมื่อถึงครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 วิชาอุตุนิยมวิทยาและวิทยาศาสตร์โลก (Earth Science) ได้พัฒนาไปก้าวใหญ่ สามารถตรวจวัดภูมิอากาศโลกและสภาพภาคพื้นดินได้จากดาวเทียม องค์การนาซาของสหรัฐดูจะก้าวหน้ากว่าใครในการศึกษาเกี่ยวกับภูมิอากาศโลก
องค์การนาซาได้เริ่มโครงการนำร่องศึกษาภาวะเกาะความร้อนของเมืองตั้งแต่ปี 1997 โดยได้ร่วมมือกับเมืองใหญ่และองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ มีองค์การอวกาศญี่ปุ่น เป็นต้น การศึกษาของหน่วยงานนี้ได้เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับเกาะความร้อนของเมืองอย่างมาก
ได้มีการชี้ว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีการนำระบบนิเวศเมืองมาแทนที่ระบบนิเวศทางธรรมชาติในลักษณะที่เข้มข้นและขนาดใหญ่ขึ้นทุกที ระบบนิเวศเมืองที่ก่อให้เกิดภาวะเกาะความร้อนมีที่สำคัญ ได้แก่
(ก) มีอาคารสูงใหญ่แผ่เป็นบริเวณกว้างโดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง อาคารเหล่านี้ป้องกันการสะท้อนความร้อนจากพื้นดิน เกิดการอมความร้อนไว้ ซึ่งเห็นได้ชัดในตอนกลางคืน อุณหภูมิในกลางตัวเมืองกับบริเวณรอบเมืองจะต่างกันเห็นได้ชัด
(ข) วัสดุที่ใช้ได้แก่ คอนกรีตและยางมะตอย เป็นต้น เก็บอมความร้อนไว้ได้ดี
(ค) ขาดการระเหยของไอน้ำที่ช่วยให้พื้นที่นั้นเย็นลง เนื่องจากแทบไม่มีต้นไม้ ต่างกับในชนบท
(ง) "หุบเขาชันในเมือง" เมืองใหญ่ยังนิยมสร้างตึกสูง ได้แก่ ตึกระฟ้า 2 ข้างทาง เกิด "กระทบหุบเขาชัน" (Canyon Effect) ทำให้เกิดช่องลมพัดแรง นอกจากนี้ ทำให้อุณหภูมิบริเวณนั้นสูงขึ้นกว่าปกติได้ถึงราว 2-4 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ น่าจะมีปัจจัยเสริม ได้แก่ ในเมืองนั้นมีประชากรแออัด มีกิจกรรมหลากหลาย ไม่รู้จักหลับนอน กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้พลังงานสูง ซึ่งย่อมทำให้เกิดของเสียความร้อนสูงตามไปด้วย เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมข้างต้น ก็น่าจะส่งผลด้วยในระดับหนึ่งแต่ยังไม่ได้มีการศึกษากันอย่างจริงจัง
ในปี 2002 นาซาได้มีรายงานยืนยันเป็นครั้งแรกว่า ภาวะเกาะความร้อนของเมืองทำให้เมืองใหญ่ต่างๆ มีฝนตกมากขึ้น รวมทั้งพายุก็ดูจะรุนแรงขึ้นด้วย โดยพบว่าอัตราฝนตกเฉลี่ยรายเดือนในรัศมี 30-60 กิโลเมตร ของทิศทางลมของเมืองจะมีฝนตกเฉลี่ยสูงกว่าที่อยู่เหนือทิศทางลมถึงร้อยละ 28 ทั้งนี้ ในเดือนที่มีอากาศค่อนข้างร้อน ความร้อนที่สูงกว่าในเมืองสามารถก่อให้เกิดลม และมวลอากาศที่ลอยสูงขึ้นไป ก่อให้เกิดเมฆขึ้นได้ ก้อนเมฆเหล่านี้อาจตกลงเป็นฝนหรือทำให้เกิดพายุขึ้นได้ (ดูบทความชื่อ NASA Satellite Confirms Urban Heat Islands Increase Rainfall Around Cities ใน earthobservatory.nasa.gov, 180602)
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ฮ่องกงได้ศึกษาปรากฏการณ์เกาะความร้อนของเมือง และได้ผลคล้ายกัน ทั้งยังคาดหมายว่า ถ้าหากการขยายเมืองฮ่องกงยังคงดำเนินต่อไปแบบนี้ อุณหภูมิที่เมืองฮ่องกงจะสูงขึ้นถึงราว 2-3 องศาเซลเซียสภายใน 30 ปี (ดูข่าว Temperature of Hong Kong Is Predicted to Rise by Two to Three Degrees Celsius in 30 Years ใน sciencedaily.com 310712)
อนึ่ง ในระยะหลัง พบข่าวฝนตกหนักน้ำท่วมในนครหลวงหลายแห่งของเอเชีย ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ ที่ได้ชื่อว่ามีอุโมงค์ระบายน้ำที่ดีเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก เกิดฝนตกน้ำท่วมหนักหลายปี จนเกือบจะกลายเป็นเหตุการณ์ประจำ
กรณีน้ำท่วมโคลนถล่มมีผู้เสียชีวิตที่เกาหลีใต้ที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
และที่หนักมากได้แก่ ฝนตกน้ำท่วมที่นครปักกิ่ง มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
เหตุการณ์เหล่านี้น่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ ได้แก่ มีความรุนแรงของลมฟ้าอากาศ เป็นต้น
แต่ก็มีบทเรียนที่สรุปได้ว่า เมืองหลวงทั้งหลายไม่ได้ปลอดภัยจากการฝนตกน้ำท่วม (ไม่นับกรุงเทพฯ ที่เกิดเป็นประจำอยู่แล้ว) เมื่ออุณหภูมิในเมืองสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานเพื่อลดอุณหภูมิลง เป็นค่าใช้จ่ายปีละมหาศาล เพิ่มของเสียความร้อนและแก๊สเรือนกระจกมากขึ้นอีก
ของเสียความร้อน
อาจทำให้โลกนี้อาศัยอยู่ไม่ได้
พลังงานหลักที่สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ใช้เพื่อการดำรงชีพ ได้แก่ แสงอาทิตย์ แต่พลังจากแสงอาทิตย์นี้เมื่อตกกระทบโลกแล้ว จำนวนไม่น้อยสะท้อนออกสู่บรรยากาศในรูปของคลื่นความร้อน โลกนี้มีกลไกหลายอย่างที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิบนผิวโลกไว้ให้ค่อนข้างคงตัว เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียส โดยมีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ เป็นช่วงเวลานานนับหมื่นหรือแสนปี จึงเกิดยุคน้ำแข็งหรือยุคอากาศอุ่น
แต่หากมนุษย์นำพลังงานมาใช้ เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือกระทั่งนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมกระทบต่อสมดุลการรักษาอุณหภูมิของโลก และเกิดการผันผวนของอุณหภูมิบนผิวโลกอย่างรวดเร็วแบบคาดไม่ถึง
มีนักฟิสิกส์ชาวสหรัฐคนหนึ่งได้คำนวณว่า ถ้าหากมนุษย์ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.3 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้อุณหภูมิของผิวโลกสูงขึ้นเท่ากับอุณหภูมิร่างกาย (37 องศาเซลเซียส) ภายในเวลาเพียง 375 ปี
และถ้าหากยังนำพลังงานมาใช้เพิ่มขึ้นอีกในอัตราเดิม ภายใน 450 ปี จะสะสมความร้อนสูงมากจนทำให้น้ำเดือดได้ (ดูบทความของ Tom Murphy ชื่อ Galactic-Scale Energy ใน Do the Math, 120711)
ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ล้วนๆ คงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ก็ถือเป็นเรื่องพึงสังวรได้ว่าเรามีความจำกัดทางด้านความร้อนอยู่มาก อารยธรรมอุตสาหกรรมอาจอยู่รอดไม่เกินศตวรรษที่ 21 นี้
จะทำอย่างไรดี
หนทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือใช้พลังงานให้น้อยลง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละประเทศก็ต้องการยกมาตรฐานการครองชีพของตน ซึ่งหมายถึงต้องใช้พลังงานและเกิดของเสียเป็นความร้อนเพิ่มขึ้น
ทางแก้ไขที่พอจะยอมรับปฏิบัติได้ ก็คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องกลให้ดีขึ้น ซึ่งก็ได้กระทำกันอย่างขะมักเขม้น นอกจากนี้ มีการคิดค้นที่จะนำของเสียความร้อนมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ในทำนองที่นำขยะที่เก็บจากบ้านมาเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
หนทางแก้อีกทางหนึ่งที่ต้องอาศัยความเห็นพ้องและการร่วมมือกันของคนหมู่มาก ก็คือการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศเมืองเสียใหม่ให้คล้ายคลึงกับระบบนิเวศในธรรมชาติ เช่น ทำหลังคาให้เย็น มีการทำสวนบนหลังคา การปลูกไม้เลื้อยหรือไม้กระถางคลุมตัวอาคาร การสร้างสนามหญ้าและสวนสาธารณะให้มากขึ้น การทำการเกษตรในเมือง และอื่นๆ ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนค่านิยม การลงทุนไม่ใช่น้อย
แต่ทั้งนี้ ก็อาจทำให้ต้องสูญเสียความเป็นเมืองอย่างที่เคยเข้าใจกันมาหลายร้อยปี
.
2555-08-15
ชี้ ปชช.ยอมจ่ายค่าไฟแพง หากช่วยลดโลกร้อนได้ จี้รัฐปลดแอกจากกลุ่มทุนพลังงาน
.
ผลวิจัยมธ.ชี้ปชช.ยอมจ่ายค่าไฟแพง หากช่วยลดโลกร้อนได้ จี้รัฐปลดแอกจากกลุ่มทุนพลังงาน
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:30:54 น.
ภาคประชาชน-เอกชน จี้รัฐปลดแอกจากกลุ่มทุนพลังงาน สนับสนุนชุมชนผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบุกฎหมายพลังงานหมุนเวียนต้องเป็นเอกภาพ ผลวิจัยมหาลัยธรรมศาสตร์ชี้ประชาชนยอมจ่ายค่าไฟแพงหากช่วยลดโลกร้อนได้ กรีนพีซจัดสัมมนา-ฟรีคอนเสิร์ตปฎิวัติพลังงาน เสาร์ที่ 18 ส.ค.นี้
นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เหตุที่รัฐต้องออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากต้องยอมรับว่าเรายังคงต้องใช้ไฟฟ้า แต่ทำอย่างไรที่จะใช้ปฏิวัติการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งเดิมๆ เปลี่ยนมาเป็นการใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยและมีต้นทุนการผลิต ที่ถูกกว่า เราอยากเห็นในอนาคตที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานลมอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องการให้รัฐบาลหลุดพ้นจากกลุ่มทุนด้านพลังงานด้วย เพราะขณะพี้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยมีสูงกว่า8,000 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งเกือบจะถึง 25% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศที่รัฐตั้งเป้าหมายไว้แล้ว รัฐจึงควรออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเพื่อทำให้กลไกต่างๆ ในการผลิตพลังงานหมุนเวียนและทำประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากได้ง่ายขึ้น
ส่วนที่มีการระบุว่าพลังงานหมุนเวียนทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั้น เรื่องนี้ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีราคาแพง เพราะยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
และส่วนที่มองว่าถ่านหินมีต้นทุนที่ถูกนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากไม่มีการมองถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินจึงมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนแน่นอน
นายยุทธการ มากพันธุ์ ตัวแทนศูนย์กสิกรรมท่ามะขามจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาทดลองพลังงานหมุนเวียนฉบับไทย กล่าวในระหว่างเข้าร่วมงาน “มหกรรมปฏิวัติพลังงานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ของกรีนพีซ ว่า อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมและมีวัตถุดิบพร้อม แต่ขาดการส่งเสริมเรื่องการลงทุน เพราะการลงทุนแม้แต่ในขนาดเล็กต้องเป็นหลักล้านขึ้นไป ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนที่จะทำได้ ทำให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนแทนเพื่อแสวงหากำไร ทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ซึ่งทำให้นักอนุรักษ์เสียชีวิตไปหลายคน เพราะคนในพื้นที่ดูแลทรัพยากรมาก่อน อีกทั้งยังมีเรื่องความไม่โปร่งใสในเรื่องการออกนโยบายด้วย เรื่องเหล่านี้ทำให้โครงการพลังงานหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่เป็นไปได้ช้ามาก
“ผมอยากเห็นกฎหมายที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของประโยชน์ทั้งหมดโดยเป็นกลุ่มหรือบริษัทของชาวบ้านเอง เพราะชาวบ้านสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ไบโอแก๊ส หรือโรงไฟฟ้าพลังงานแกลบ โดยทุกวันนี้รัฐเสียงบประมาณจากการนำเข้าพลังงานสูงมาก รัฐน่าจะนำเงินตรงนี้มาส่งเสริมชาวบ้านให้มีความรู้ และ อำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านในเรื่องการลงทุนน่าจะมีประโยชน์มากกว่า ดังนั้น ถ้ารัฐออกกฎหมายที่ส่งเสริมเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังประชาชนที่มีใจจะทำเรื่องนี้อยู่แล้วเอาด้วยแน่นอน โดยรัฐควรสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยี เงินทุน มีแผนให้ชัดเจน 5-10 ปีต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง อีกทั้งกฎหมายที่ออกมาต้องมีการบูรณาการ โดยทั้งสนับสนุนให้มีการผลิตพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งต้องสนับสนุนและมีการรับซื้อด้วย ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วไม่มีคนซื้อ ดังนั้นกฎหมายต้องมีเอกภาพ” นายยุทธการ กล่าว
ด้าน นายสมชาย นิติกาญจนา เจ้าของฟาร์มสุกร เอสพีเอ็ม ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มที่มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนครบวงจร โดยการนำขี้หมูมาผลิตไบโอแก๊ส กล่าวว่า พลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนที่แพงกว่าพลังงานฟอสซิลที่ใช้กันตอนนี้ เพราะพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนในการบำบัดของเสียให้เป็นประโยชน์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมององค์รวมว่าใครได้อะไรบ้าง นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้มีการซื้อไฟ ต้องไม่มีการกีดกัน โดยจำกัดโควตาและมีราคาเป็นธรรม การขอใบอนุญาตต้องทำให้ง่ายเพราะประโยชน์เกิดกับประเทศชาติ การลงทุนควรเป็นโรงงานขนาดใหญ่เพื่อให้เกิดการคุ้มทุน ให้ชาวบ้านสามารถผลิตร่วมกันได้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยต้องให้ความรู้และการพัฒนา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและอยอดภูมิปัญญาเดิมด้วย
“เราต้องคิดว่า หากน้ำมัน แก็ส หมด เราจะอยู่กันอย่างไร ประเทศไทยมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ตอนนี้ไม่มีความชัดเจนว่าคนที่ต้องการลงทุนเรื่องนี้จะได้อะไร ดังนั้น ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะมีพลังงานทดแทนเท่าใด หากทำไม่ได้ต้องมีการลงโทษเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบ” นายสมชาย กล่าว
นางสาว กรณ์กนิศ แสงดี ตัวแทนจากโรงงานอำพล ฟู๊ด ซึ่งมีการนำเศษอาหารมาผลิตเป็นพลังงานหมุนเวียน กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของภาคอุตสาหกรรม อยากให้มีการมองในองค์รวมว่าพลังงานทดแทนที่จะทำในประเทศคืออะไร ผลประโยชน์และผลกระทบไปอยู่ที่กลุ่มไหนบ้าง อีกทั้งอยากให้ภาครัฐมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ดูแลเรื่องมลพิษ เรื่องความปลอดภัยและฝ่ายสนับสนุนให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีทิศทางไปในทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมาย และมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และต้องให้ประชาชน เอกชน วิชาการมีส่วนร่วม
ด้าน นางสาวสุขุมาวดี ทองคำ นักวิจัยเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในการศึกษาวิจัยของตนเอง ได้ตั้งคำถามว่า “คนจะยินดีจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มหรือไม่ ถ้าไฟฟ้าที่ใช้สามารถลดภาวะโลกร้อนได้” โดยส่วนใหญ่ 73% ระบุว่า ยินดีที่จะจ่ายเพิ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนประชาชนสนับสนุนพลังงานสะอาด คนไทยตื่นตัวกับภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด แต่ปรากฎว่าคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้า40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด กลับเป็นกลุ่มที่น้อยที่สุดกับการเห็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อพลังงานสะอาด แต่ภาพรวมคนส่วนใหญ่ยอมจ่ายแพงกว่าหากได้พลังงานที่สะอาดเพื่อลดภาวะโลกร้อน
กรีนพีซจะจัดสัมมนาปิดท้ายมหกรรมพลังงานหมุนเวียน ในวันเสาร์ที่ 18 ส.ค. นี้ ที่ โดมกู้วิกฤตโลพร้อน ลานราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ตั้งแต่เวลา 15.00 – 20.00 น. โดยในเวลา 16.00-17.45 น. จะมีการเสวนา “จิบชา ปฏิวัติพลังงาน ผ่าน กม.พลังงานหมุนเวียน โดยมีวิทยากร คือ นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา นายสัมฤทธิ์ เหมะ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยค้นคว้าพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทน ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสาว สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นาย ศุภกิจ นันทวรการ นักวิจัยพลังงาน มูลนิธินโยบายสุขภาวะ นอกจากนี้ยังมีฟรีคอนเสิร์ตปฏิวัติพลังงาน นำโดย สิงโต นำโชค เจ้าพ่ออูคูเลเล- เพลงเซิร์ฟชื่อดัง ที่ร่วมแต่งเพลง “หากมีเธอก็คงดี” ซึ่งเป็นเพลง รณรงค์ โครงการปฏิวัติพลังงานให้กรีนพีซ พร้อมกับ คู่หูมหัศจรรย์ Double Trapp Beatbox และ วง Diamond วงดนตรีคนตาบอดชื่อดังของเมืองไทย วง วง Cha-Ju และปิดท้ายด้วย ร่ายกวีเพื่อพลังงานหมุนเวียน โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ศิลปินแห่งชาติ/กวีซีไรต์)
ทั้งนี้ กรีนพีซได้เรียกร้องให้กฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่รัฐบาลกำลังยกร่าง ต้องมีหลักการขั้นพื้นฐาน 5 ข้อดังต่อไปนี้เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไทย โดย
1. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนเป็นอันดับแรก ผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถเข้าถึงระบบสายส่งก่อนพลังงานอื่นๆ
2. ทุกคน ทุกบ้าน ทุกหย่อมหญ้า สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้และขายเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน
3. การบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความโปร่งใสและราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความเป็นธรรม
4. ต้องมีการจัดตั้งกองทุนและพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในทุกจังหวัด และเพิ่มอัตราการจ้างงานจากการลงทุนและการดำเนินงานระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืน
5. ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนแทนไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลเพื่อสร้างจิตสาธารณะร่วมกัน ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม
โดยกรีนพีซเริ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องทั้งทางออนไลน์และการจัดกิจกรรมตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อระดมพลังประชาชนอย่างน้อย 55,555 คน เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมาย พลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของไทยโดยเร็วที่สุด โดยประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ที่ http://www.greenpeace.or.th/GoRenewable
.
ผลวิจัยมธ.ชี้ปชช.ยอมจ่ายค่าไฟแพง หากช่วยลดโลกร้อนได้ จี้รัฐปลดแอกจากกลุ่มทุนพลังงาน
ในมติชน ออนไลน์ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 18:30:54 น.
ภาคประชาชน-เอกชน จี้รัฐปลดแอกจากกลุ่มทุนพลังงาน สนับสนุนชุมชนผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบุกฎหมายพลังงานหมุนเวียนต้องเป็นเอกภาพ ผลวิจัยมหาลัยธรรมศาสตร์ชี้ประชาชนยอมจ่ายค่าไฟแพงหากช่วยลดโลกร้อนได้ กรีนพีซจัดสัมมนา-ฟรีคอนเสิร์ตปฎิวัติพลังงาน เสาร์ที่ 18 ส.ค.นี้
นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เหตุที่รัฐต้องออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากต้องยอมรับว่าเรายังคงต้องใช้ไฟฟ้า แต่ทำอย่างไรที่จะใช้ปฏิวัติการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งเดิมๆ เปลี่ยนมาเป็นการใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยและมีต้นทุนการผลิต ที่ถูกกว่า เราอยากเห็นในอนาคตที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานลมอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องการให้รัฐบาลหลุดพ้นจากกลุ่มทุนด้านพลังงานด้วย เพราะขณะพี้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยมีสูงกว่า8,000 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งเกือบจะถึง 25% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศที่รัฐตั้งเป้าหมายไว้แล้ว รัฐจึงควรออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเพื่อทำให้กลไกต่างๆ ในการผลิตพลังงานหมุนเวียนและทำประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากได้ง่ายขึ้น
ส่วนที่มีการระบุว่าพลังงานหมุนเวียนทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั้น เรื่องนี้ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีราคาแพง เพราะยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ
และส่วนที่มองว่าถ่านหินมีต้นทุนที่ถูกนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากไม่มีการมองถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ดังนั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินจึงมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนแน่นอน
นายยุทธการ มากพันธุ์ ตัวแทนศูนย์กสิกรรมท่ามะขามจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาทดลองพลังงานหมุนเวียนฉบับไทย กล่าวในระหว่างเข้าร่วมงาน “มหกรรมปฏิวัติพลังงานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ของกรีนพีซ ว่า อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรมและมีวัตถุดิบพร้อม แต่ขาดการส่งเสริมเรื่องการลงทุน เพราะการลงทุนแม้แต่ในขนาดเล็กต้องเป็นหลักล้านขึ้นไป ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเงินทุนที่จะทำได้ ทำให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนแทนเพื่อแสวงหากำไร ทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ซึ่งทำให้นักอนุรักษ์เสียชีวิตไปหลายคน เพราะคนในพื้นที่ดูแลทรัพยากรมาก่อน อีกทั้งยังมีเรื่องความไม่โปร่งใสในเรื่องการออกนโยบายด้วย เรื่องเหล่านี้ทำให้โครงการพลังงานหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่เป็นไปได้ช้ามาก
“ผมอยากเห็นกฎหมายที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของประโยชน์ทั้งหมดโดยเป็นกลุ่มหรือบริษัทของชาวบ้านเอง เพราะชาวบ้านสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ไบโอแก๊ส หรือโรงไฟฟ้าพลังงานแกลบ โดยทุกวันนี้รัฐเสียงบประมาณจากการนำเข้าพลังงานสูงมาก รัฐน่าจะนำเงินตรงนี้มาส่งเสริมชาวบ้านให้มีความรู้ และ อำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านในเรื่องการลงทุนน่าจะมีประโยชน์มากกว่า ดังนั้น ถ้ารัฐออกกฎหมายที่ส่งเสริมเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังประชาชนที่มีใจจะทำเรื่องนี้อยู่แล้วเอาด้วยแน่นอน โดยรัฐควรสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยี เงินทุน มีแผนให้ชัดเจน 5-10 ปีต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง อีกทั้งกฎหมายที่ออกมาต้องมีการบูรณาการ โดยทั้งสนับสนุนให้มีการผลิตพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งต้องสนับสนุนและมีการรับซื้อด้วย ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วไม่มีคนซื้อ ดังนั้นกฎหมายต้องมีเอกภาพ” นายยุทธการ กล่าว
ด้าน นายสมชาย นิติกาญจนา เจ้าของฟาร์มสุกร เอสพีเอ็ม ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มที่มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนครบวงจร โดยการนำขี้หมูมาผลิตไบโอแก๊ส กล่าวว่า พลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนที่แพงกว่าพลังงานฟอสซิลที่ใช้กันตอนนี้ เพราะพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนในการบำบัดของเสียให้เป็นประโยชน์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมององค์รวมว่าใครได้อะไรบ้าง นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้มีการซื้อไฟ ต้องไม่มีการกีดกัน โดยจำกัดโควตาและมีราคาเป็นธรรม การขอใบอนุญาตต้องทำให้ง่ายเพราะประโยชน์เกิดกับประเทศชาติ การลงทุนควรเป็นโรงงานขนาดใหญ่เพื่อให้เกิดการคุ้มทุน ให้ชาวบ้านสามารถผลิตร่วมกันได้ อีกทั้งมหาวิทยาลัยต้องให้ความรู้และการพัฒนา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและอยอดภูมิปัญญาเดิมด้วย
“เราต้องคิดว่า หากน้ำมัน แก็ส หมด เราจะอยู่กันอย่างไร ประเทศไทยมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ตอนนี้ไม่มีความชัดเจนว่าคนที่ต้องการลงทุนเรื่องนี้จะได้อะไร ดังนั้น ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะมีพลังงานทดแทนเท่าใด หากทำไม่ได้ต้องมีการลงโทษเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบ” นายสมชาย กล่าว
นางสาว กรณ์กนิศ แสงดี ตัวแทนจากโรงงานอำพล ฟู๊ด ซึ่งมีการนำเศษอาหารมาผลิตเป็นพลังงานหมุนเวียน กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของภาคอุตสาหกรรม อยากให้มีการมองในองค์รวมว่าพลังงานทดแทนที่จะทำในประเทศคืออะไร ผลประโยชน์และผลกระทบไปอยู่ที่กลุ่มไหนบ้าง อีกทั้งอยากให้ภาครัฐมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ดูแลเรื่องมลพิษ เรื่องความปลอดภัยและฝ่ายสนับสนุนให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีทิศทางไปในทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมาย และมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และต้องให้ประชาชน เอกชน วิชาการมีส่วนร่วม
ด้าน นางสาวสุขุมาวดี ทองคำ นักวิจัยเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในการศึกษาวิจัยของตนเอง ได้ตั้งคำถามว่า “คนจะยินดีจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มหรือไม่ ถ้าไฟฟ้าที่ใช้สามารถลดภาวะโลกร้อนได้” โดยส่วนใหญ่ 73% ระบุว่า ยินดีที่จะจ่ายเพิ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนประชาชนสนับสนุนพลังงานสะอาด คนไทยตื่นตัวกับภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด แต่ปรากฎว่าคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้า40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด กลับเป็นกลุ่มที่น้อยที่สุดกับการเห็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อพลังงานสะอาด แต่ภาพรวมคนส่วนใหญ่ยอมจ่ายแพงกว่าหากได้พลังงานที่สะอาดเพื่อลดภาวะโลกร้อน
กรีนพีซจะจัดสัมมนาปิดท้ายมหกรรมพลังงานหมุนเวียน ในวันเสาร์ที่ 18 ส.ค. นี้ ที่ โดมกู้วิกฤตโลพร้อน ลานราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ตั้งแต่เวลา 15.00 – 20.00 น. โดยในเวลา 16.00-17.45 น. จะมีการเสวนา “จิบชา ปฏิวัติพลังงาน ผ่าน กม.พลังงานหมุนเวียน โดยมีวิทยากร คือ นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา นายสัมฤทธิ์ เหมะ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยค้นคว้าพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทน ศ.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางสาว สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นาย ศุภกิจ นันทวรการ นักวิจัยพลังงาน มูลนิธินโยบายสุขภาวะ นอกจากนี้ยังมีฟรีคอนเสิร์ตปฏิวัติพลังงาน นำโดย สิงโต นำโชค เจ้าพ่ออูคูเลเล- เพลงเซิร์ฟชื่อดัง ที่ร่วมแต่งเพลง “หากมีเธอก็คงดี” ซึ่งเป็นเพลง รณรงค์ โครงการปฏิวัติพลังงานให้กรีนพีซ พร้อมกับ คู่หูมหัศจรรย์ Double Trapp Beatbox และ วง Diamond วงดนตรีคนตาบอดชื่อดังของเมืองไทย วง วง Cha-Ju และปิดท้ายด้วย ร่ายกวีเพื่อพลังงานหมุนเวียน โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ศิลปินแห่งชาติ/กวีซีไรต์)
ทั้งนี้ กรีนพีซได้เรียกร้องให้กฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่รัฐบาลกำลังยกร่าง ต้องมีหลักการขั้นพื้นฐาน 5 ข้อดังต่อไปนี้เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไทย โดย
1. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนเป็นอันดับแรก ผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถเข้าถึงระบบสายส่งก่อนพลังงานอื่นๆ
2. ทุกคน ทุกบ้าน ทุกหย่อมหญ้า สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้และขายเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน
3. การบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความโปร่งใสและราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความเป็นธรรม
4. ต้องมีการจัดตั้งกองทุนและพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในทุกจังหวัด และเพิ่มอัตราการจ้างงานจากการลงทุนและการดำเนินงานระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืน
5. ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนแทนไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลเพื่อสร้างจิตสาธารณะร่วมกัน ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม
โดยกรีนพีซเริ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องทั้งทางออนไลน์และการจัดกิจกรรมตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อระดมพลังประชาชนอย่างน้อย 55,555 คน เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมาย พลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของไทยโดยเร็วที่สุด โดยประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ที่ http://www.greenpeace.or.th/GoRenewable
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













