.
ปีใหม่ตั้งใจลดน้ำหนัก
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1689 หน้า 96
การลดน้ำหนัก เป็นปณิธานปีใหม่ (New Year Resolution) ยอดนิยมของคนทั่วโลกทั้งหญิงและชาย
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ขณะนี้ทั้งโลกมีคนอ้วน น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานอยู่ ประมาณ 1,600 ล้านคน
สหรัฐอเมริกามีอัตราส่วนคนอ้วนเป็นอันดับ 1 ของโลก จำนวนคนอเมริกันที่อายุ 20 ปีขึ้นไปมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานคิดเป็นอัตราส่วนสูงถึง 36 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 3 ของคนทั้งประเทศ
นอกจากนั้นยังสำรวจพบว่า คน 75 เปอร์เซ็นต์ในอเมริกา พยายามลดน้ำหนัก
ปี 2011 มีการสำรวจคนอเมริกัน 1,012 คน พบว่าจำนวน 52 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตที่ลดน้ำหนักสำเร็จ โดย 31 เปอร์เซ็นต์บอกว่า การออกกำลังกายเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลที่สุด รองลงมา 23 เปอร์เซ็นต์คือการควบคุมอาหาร
ที่น่าสนใจพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่ลดน้ำหนักสำเร็จ กลับมาอ้วนอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่ปี!
ดังนั้น ใครที่พยายามลดน้ำหนักแต่ไม่สำเร็จสักทีอย่าเพิ่งท้อใจ เพราะการกลับมาอ้วนอีกครั้งหลังจากลดน้ำหนักสำเร็จ "เป็นเรื่องปกติ" ของคนทั่วโลก เมื่อลดน้ำหนักได้สำเร็จแล้วก็ต้องรู้จักวิธีการควบคุมน้ำหนักด้วย เพราะหากกลับไปมีนิสัยการทานจุบจิบ ทานไม่หยุดแบบเดิม น้ำหนักก็ขึ้นมาอีก
การลดน้ำหนักไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำเฉพาะปีใหม่ ถ้าต้องการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่ตัวเองต้องการเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดไป เพราะไม่อย่างนั้นพอน้ำหนักขึ้น ทุกปีก็จะต้องตั้งปณิธานปีใหม่ว่าจะลดน้ำหนักให้สำเร็จ
นิตยสาร Readers" Digest เคยทำสำรวจคน 16,000 คน ใน 16 ประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับความคิดเห็นและพฤติกรรมเกี่ยวกับการลดน้ำหนักเมื่อปี 2010 ซึ่งได้ผลน่าสนใจดังนี้
ประเทศที่คนตื่นตัวมากที่สุดในเรื่องอันตรายของความอ้วน คือ ฟินแลนด์
ปี 1970 ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีอัตราคนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจสูงที่สุดในโลก ต่อมารัฐบาลให้ความรู้คนฟินแลนด์เรื่องการออกกำลังกาย การทานอาหาร โทษของการสูบบุหรี่ ซึ่งภายในเวลา 30 ปี สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจของคนวัยทำงานได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มอายุขัยของคนในประเทศได้ถึง 10 ปี
โดยพบว่า คนฟินแลนด์ 83 เปอร์เซ็นต์ตั้งใจลดน้ำหนักในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นอีก 15 ประเทศที่ได้ทำการสำรวจอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์
ประเทศที่คนรู้สึกถูกกดดันให้การลดน้ำหนักมากที่สุดคือ บราซิล
บราซิลเป็นประเทศที่คนนิยมใช้ชีวิตบนชายหาด มีเทศกาลคาร์นิวาล มีงานเต้นรำที่นุ่งน้อย ห่มน้อยเป็นประจำ ดังนั้น คนต้องรักษาหุ่นกันอย่างเต็มที่
83 เปอร์เซ็นต์ของคนบราซิลบอกว่า คนที่นั่นให้ความสำคัญเรื่องน้ำหนักตัวมากเกินเหตุ ทำให้คนนิยมทำศัลยกรรม และทานยาลดน้ำหนักกันมาก
ประเทศที่ภรรยาต้องการให้สามีลดน้ำหนักมากที่สุดคือ อเมริกา
51 เปอร์เซ็นต์ของภรรยาต้องการให้สามีลดน้ำหนัก ส่วนสามีอเมริกัน 47 เปอร์เซ็นต์ต้องการให้ภรรยาลดน้ำหนัก
ประเทศที่สามีต้องการให้ภรรยาลดน้ำหนักมากที่สุดคือ อินเดีย
48 เปอร์เซ็นต์ของสามีอินเดียบอกว่าไม่พอใจรูปร่างภรรยา อยากให้ภรรยาลดน้ำหนัก ส่วนภรรยาอินเดีย 46 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าอยากให้สามีลดน้ำหนัก
ประเทศที่คนพอใจในรูปร่างของตัวเองที่สุด คือ ฮังการี
คนฮังการีเพียง 28 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าคนในประเทศให้ความสำคัญกับน้ำหนักตัวมากเกินไป
สามีเพียง 11 เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้ภรรยาลดน้ำหนัก ส่วนภรรยาเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้สามีลดน้ำหนัก
ประเทศที่คนทานยาลดความอ้วนมากที่สุด คือ จีน
คนจีน 37 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าทานยาลดความอ้วน เพราะคนจีนสมัยนี้กลัวอ้วน และยาลดความอ้วนเป็นวิธีที่คนจีนเห็นว่าช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้หญิงทานยามากกว่าผู้ชาย (ผู้หญิง 48 เปอร์เซ็นต์ ชาย 18 เปอร์เซ็นต์)
ประเทศที่คนใช้วิธีการสูบบุหรี่เพื่อลดความอ้วนมากที่สุด คือ รัสเซีย
โดยผู้ชายรัสเซีย 23 เปอร์เซ็นต์ และผู้หญิง 18 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าสูบบุหรี่เพื่อทำให้ไม่อยากทานอาหาร
ประเทศที่คนยอมรับตรงๆ ว่า ลดความอ้วนไม่สำเร็จเพราะอดใจทานอาหารอร่อยไม่ไหว คือ ฟิลิปปินส์
โดยคนฟิลิปปินส์ 82 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าห้ามใจทานอาหารอร่อยไม่ไหวทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ทำให้มีคนเพียง 38 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าพยายามลดน้ำหนัก
ประเทศที่คนโทษว่าอ้วนเพราะกรรมพันธุ์จากพ่อแม่มากที่สุด คือ รัสเซีย 70 เปอร์เซ็นต์
ประเทศที่คนอ้วนมีปัญหาเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากที่สุด คือ อินเดีย
67 เปอร์เซ็นต์ ของคนอินเดียบอกว่าการมีน้ำหนักตัวมากมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง ซึ่ง 41 เปอร์เซ็นต์ของคนอินเดียที่ลดน้ำหนัก บอกว่าทำเพราะต้องการได้เลื่อนตำแหน่ง
โดยผู้ชายกดดันมากกว่าผู้หญิง (ผู้ชาย 52 เปอร์เซ็นต์ ผู้หญิง 31 เปอร์เซ็นต์)
ความอ้วนนอกจากทำให้เจ้าตัวดูไม่ดีแล้ว ที่น่ากลัวที่สุดคือเป็นต้นเหตุหรือเป็น "ตัวเสริม" ของสารพัดโรคไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน หัวใจ ความดัน และ ฯลฯ
ปีใหม่นี้ถ้าใครน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานตามสูตรการคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI.Body Mass Index) หรือตามสูตรผู้ชายเอาส่วนสูงตั้ง ลบด้วย 100 ผู้หญิงเอาส่วนสูงตั้ง ลบด้วย 110
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัมที่เหมาะสมของคนคนนั้น...
ทดลองตั้งปณิธานลดน้ำหนักกันดีไหมครับ
++
ซานตาคลอสตัวจริง
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1688 หน้า 96
25 ธันวาคม-วันคริสต์มาสกำลังจะมาถึงแล้ว...
สิ่งที่คนนึกถึงวันคริสต์มาสคือ ซานตาคลอสที่เด็กเล็กมักคิดว่ามีตัวตนจริงๆ
พ่อแม่ของเด็กที่ฉลองเทศกาลคริสต์มาสตามหลักศาสนา มักพูดให้ลูกเชื่อว่า ซานตาคลอสมีอยู่จริง เพื่อใช้เป็นสิ่งจูงใจให้ลูกทำตัวเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ เพื่อซานตาคลอสจะแอบนำของขวัญที่ลูกอยากได้มาให้ในวันคริสต์มาส หากเป็นเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ก็จะได้ถ่านหินแทน
จากการสำรวจพบว่าเมื่อเด็กเริ่มย่างเข้าวัย 8-9 ขวบ ก็จะเริ่มคิดได้เองแล้วว่าซานตาคลอสไม่มีอยู่จริง รู้จักคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่าเป็นไปไม่ได้ที่ซานตาคลอสจะเดินทางแจกของขวัญให้เด็กทั่วโลกภายในวันเดียวด้วยรถล้อเลื่อนลากด้วยกวางเรนเดียร์บินได้
นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่าตอนที่ลูกเริ่มคิดได้ด้วยตัวเองว่าซานตาคลอสไม่มีจริง พ่อแม่ทั้งดีใจและ "เสียใจ"
ที่ดีใจเพราะลูกเริ่มโตแล้ว แต่ที่ "เสียใจ" ก็เพราะว่าลูกไม่ใช่เด็กจิ๋วคนเดิมที่น่ารักเชื่อฟังพ่อแม่ทุกอย่างอีกต่อไปแล้ว
ในอเมริกามีซานตาคลอสที่บรรดาพ่อแม่ผู้ใหญ่อยากเจอเป็นที่สุดและมีตัวตนจริงๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ ซีเคร็ต ซานตา (Secret Santa )
ซีเคร็ต ซานตา คนนี้ไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงและหน้าตาสมคำว่า Secret ต้องการทำบุญไม่เอาหน้า ขอร้องไม่ให้นักข่าวถ่ายรูปหน้าตรงและไม่ขอเผยประวัติส่วนตัว ทราบแต่เพียงว่าเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยแห่งเมืองมิซซูรี่ รัฐแคนซัส อายุประมาณ 50 ปลายๆ หรือ 60 ปีต้นๆ เริ่มเดินแจกเงินด้วยตัวเองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนให้กับผู้ประสบภัยจากมหาพายุแซนดี้ในรัฐนิวยอร์ก และนิวเจอร์ซีย์ โดยให้ธนบัตรใบละ 100 ดอลลาร์ หรือ 3,000 บาท
ตั้งเป้าไว้ว่าจะแจกเงิน 100,000 ดอลลาร์ หรือ 3 ล้านบาท ให้กับคน 1,000 คน
การตระเวนแจกเงินในรัฐนิวเจอร์ซีย์ และนิวยอร์ก ซีเคร็ต ซานตา สวมเสื้อสีแดง หมวกแดง เหมือนกับ ซานตาคลอส ไม่มีกวางเรนเดียร์แต่มีรถตำรวจนำขบวนพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัวติดตาม
รถตำรวจจะนำขบวนไปยังบริเวณที่พายุแซนดี้ทำลายบ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก เพื่อจะได้แจกเงินให้กับผู้ประสบภัยสาหัสจริงๆ ซึ่ง ซีเคร็ต ซานตา จะหาบริเวณที่จะแจกจ่ายเงินอย่างรอบคอบ ด้วยเกรงว่าจะถูกฝูงชนรุมแย่งขอเงินและอาจก่อเหตุวุ่นวาย
สถานที่ที่ ซีเคร็ต ซานตา ปรากฏตัวแจกเงินเช่นร้านขายสินค้ามือสอง ซาลเวชั่น อาร์มี่ (Salvation Army) ที่ สเทเท่น ไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าที่รับบริจาคมา โดยรายได้จากการขายสินค้ามือสองเหล่านี้จะบริจาคเพื่อการกุศล ผู้ที่เข้ามาซื้อของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
ซีเคร็ต ซานตา กล่าวว่า ที่ทำไปเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจกับเพื่อนมนุษย์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ซีเคร็ต ซานตา คนแรกที่ชื่อ แลร์รี่ สจ๊วร์ต (Larry Stewart) ซึ่งเป็นคนรัฐแคนซัสเหมือนกัน
แลร์รี่ สจ๊วร์ต เริ่มเดินแจกจ่ายเงินให้กับคนยากไร้คนละ 100 ดอลลาร์ ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสตั้งแต่ปี 1979 จนถึงปี 2006 โดยไม่ขอเป็นข่าวดัง
แต่ในปี 2006 แลร์รี่ตัดสินใจเปิดเผยตัวเพราะนิตยสารฉบับหนึ่งขอนำเรื่องราวของเขาไปเขียน
แต่น่าเศร้าที่ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2007 แลร์รี่เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งหลอดอาหาร ขณะอายุเพียง 58 ปี
แลร์รี่บอกว่าการเดินแจกเงินให้กับคนยากไร้ด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ยากไร้ไม่ต้องแบมือขอเหมือนขอทาน ไม่ต้องยืนเข้าคิวต่อแถว
เขาแจกเงินทั้งที่แคนซัส ที่นิวยอร์ก ปี 2001 หลังเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน และที่รัฐมิสซิสซิปปี้ รัฐบ้านเกิดของเขาหลังเกิดเหตุเฮอร์ริเคนคาทรีน่า
แลร์รี่รู้รสแห่งความยากแค้นเพราะเคยมีฐานะยากจนมาก่อน แต่ต่อมาร่ำรวยจากการทำธุรกิจด้านเคเบิลทีวี
หลังจากแลร์รี่ป่วยเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารไม่สามารถเดินแจกจ่ายเงินได้เขาได้ฝึก ซีเคร็ต ซานตา อีกหลายคนให้ทำหน้าที่แจกเงินแทนทั่วอเมริกา โดยเป็นเงินทั้งของแลร์รี่เอง และ ซีเคร็ต ซานตา คนใหม่อื่นๆ ที่มีฐานะร่ำรวยและใจบุญ ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังชื่อเสียง หน้าตา คำสรรเสริญ
ปัจจุบัน ซีเคร็ต ซานตา ได้มีการก่อตั้งเป็นสมาคม Society of Secret Santas เปิดให้ผู้ใจบุญสมัครเป็นสมาชิกผ่านทางเว็บไซต์ secretsantaworld.net
แม้ซานตาคลอสจะไม่มีตัวตนจริง แต่เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงการให้ การแบ่งปันเพื่อสร้างความสุขแก่ผู้อื่น
คนเราไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง หากมีจิตใจดี พร้อมอุทิศแรงกายในการช่วยเหลือผู้อื่น ทุกคนก็สามารถเป็นซานตาคลอสได้
.
Selected Messages & Good Article for People Ideas and Social Justice .. หวังความต่อเนื่องของพลังประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของปวงชนอันเป็นรากฐานอำนาจอธิปไตย เพื่อกำกับกติกาและอำนาจการเมือง-อำนาจตุลาการ ไม่ว่าต่อคนชั่ว(เพราะใคร?) และคนดี(ของใคร?) ไม่ให้อยู่เหนือนิติรัฐของประชาชน
http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดภาระผู้อื่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดภาระผู้อื่น แสดงบทความทั้งหมด
2556-01-03
2555-12-12
“ข้ามเส้นแบ่ง” โดย ทราย เจริญปุระ
.
“ข้ามเส้นแบ่ง”
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 80
คนเราพอเริ่มทำงานไปนานนานเข้าก็จะเริ่มเบื่อ
ต่อให้เป็นงานที่ชอบแค่ไหนก็ตาม
มันไม่ใช่เบื่อแบบ "เบื่อ" จนถึงขั้นต้องเลิกทำงานหรอก
มันคือความซ้ำ การทำไปตามหน้าที่ ความรู้สึกว่ามันไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป
ยิ่งนานไป ก็เหมือนมันจะยิ่งยากขึ้น
ไม่ใช่ง่ายลง
แล้วพอถึงในจุดหนึ่ง จุดที่เราเริ่มจะเชี่ยวชาญงานมากขึ้นจนสามารถทำมันไปได้แบบอัตโนมัติ
เราก็จะทำมันโดยที่ใจล่องลอยไปหาอะไรอย่างอื่น
สิ่งที่เราสนใจ เรื่องที่เราชอบ คนที่เราคิดถึง อะไรที่อยู่ในใจ
แล้วมันก็จะปรากฏกายออกมาในงาน
กรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่กำลังโด่งดังในเรื่องการเอาชื่อผู้โดยสารท่านหนึ่งมาเปิดเผยจนในที่สุดทางสายการบินต้องเชิญให้ออกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าเข้ากับประเด็นนี้
ไล่มาตั้งแต่ประเด็นว่าโลกเรากว้างขวางขึ้นขนาดไหนตั้งแต่เรามีระบบโซเชียล เน็ตเวิร์ก
เราสามารถเป็นใครคนหนึ่งได้ง่ายๆ จากการกดไลก์และกดแชร์
ประเด็นที่ว่าเราเลยจุดของความรักในอาชีพไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
ประเด็นที่เราลืมความถูกต้องเหมาะสมในสายงานไปสู่สิ่งที่เราอยากทำมากกว่า ไปสู่สิ่งที่อยู่ในใจ
ไปสู่ความเป็นตัวตนของเราที่อยากจะฉายออกมาในทุกๆ การตัดสินใจ
"เนื้อร้อง ท่วงทำนอง
ชิ้นส่วนของบทเพลงในผลงานที่ยังไม่ได้ลงมือเขียนคอยผ่านแวบเข้ามาในความคิด
ขณะอยู่ต่อหน้านักศึกษาในชั้นวิชาสื่อสาร
เขาไม่ใช่ครูที่ดีนัก
แต่สถานภาพที่เปลี่ยนไปและบทเรียนที่เขาคิดว่าไร้ประโยชน์นี้ ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะแก่เขายิ่งกว่าครั้งใด"
เดวิด ลูรี เป็นอาจารย์ ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่น่านับถือในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้
แต่เดวิดก็เป็นคนด้วย
เขาจึงเบื่อหน่าย
เดวิดพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง สิ่งที่น่าสนใจในงานของเค้า
กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขารู้สึกว่าน่าสนใจในงานไม่ใช่เรื่องการสอน
แต่เป็นที่ตัวนักศึกษา
แล้วเขาก็เลือกที่จะทำมากกว่าแค่สนใจ
บางวันฉันก็เป็น ซึ่งก็คงไม่ต่างจากทุกคน
เบื่อสิ่งที่ทำ รู้สึกว่ามันซ้ำซาก
การได้เล่นเป็นคนนั้นคนนี้
บางทีก็ไม่มีความหมายอะไรมากกว่าได้เป็นตัวเองแบบไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร
เบื่อการกินข้าวกองที่แทบจะหลับตาทายเมนูได้
เบื่อการตื่นขึ้น ขับรถ แต่งหน้า รอคอย ทำงานไปหยุดพักไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่บางทีก็ไม่เอื้ออำนวย
เบื่อการพูด เบื่อการที่แม้ผู้กำกับฯ จะสั่งคัตแล้วชีวิตแห่งการแสดงก็ยังดำเนินตามเราต่อไปเหมือนเงาตามตัว
แต่ฉันเป็นคน และคนก็ย่อมเบื่อ
ฉันยอมให้ตัวเองเบื่อได้ เพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรที่ตัวเองจะต้องมาเสียใจในภายหลัง
ฉันไปไม่ถึงขั้นเอาความเป็นดารา เป็นผู้ที่คนอื่นเฝ้ามองมาทำอะไรที่ถือเป็นการเอาเปรียบคนอื่น
ฉันยังไม่ถึงขั้นเอาความชื่นชมของคนมาหากิน
ไม่ข้ามขั้นไปไกลขนาดเอาเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ควรรู้กันเฉพาะในกองถ่ายออกมาสู่โลกภายนอกอย่างเปิดเผย
ฉันจะไปไกลถึงขั้นนั้นไหมฉันก็ไม่รู้
แต่ก็ต้องคอยบอกตัวเองไว้ ว่าไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด
การข้ามเส้นแบ่งแห่งความเหมาะสมนั้นไปตามที่เดวิดและกรณีตัวอย่างที่ฉันยกขึ้นมาได้ทำลงไปนั้น
ชื่อหนังสือนี้จะเป็นตัวที่บอกได้ดีที่สุด
นั่นก็คือ
"ไร้เกียรติยศ"
.
“ข้ามเส้นแบ่ง”
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 33 ฉบับที่ 1686 หน้า 80
คนเราพอเริ่มทำงานไปนานนานเข้าก็จะเริ่มเบื่อ
ต่อให้เป็นงานที่ชอบแค่ไหนก็ตาม
มันไม่ใช่เบื่อแบบ "เบื่อ" จนถึงขั้นต้องเลิกทำงานหรอก
มันคือความซ้ำ การทำไปตามหน้าที่ ความรู้สึกว่ามันไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป
ยิ่งนานไป ก็เหมือนมันจะยิ่งยากขึ้น
ไม่ใช่ง่ายลง
แล้วพอถึงในจุดหนึ่ง จุดที่เราเริ่มจะเชี่ยวชาญงานมากขึ้นจนสามารถทำมันไปได้แบบอัตโนมัติ
เราก็จะทำมันโดยที่ใจล่องลอยไปหาอะไรอย่างอื่น
สิ่งที่เราสนใจ เรื่องที่เราชอบ คนที่เราคิดถึง อะไรที่อยู่ในใจ
แล้วมันก็จะปรากฏกายออกมาในงาน
กรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่กำลังโด่งดังในเรื่องการเอาชื่อผู้โดยสารท่านหนึ่งมาเปิดเผยจนในที่สุดทางสายการบินต้องเชิญให้ออกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าเข้ากับประเด็นนี้
ไล่มาตั้งแต่ประเด็นว่าโลกเรากว้างขวางขึ้นขนาดไหนตั้งแต่เรามีระบบโซเชียล เน็ตเวิร์ก
เราสามารถเป็นใครคนหนึ่งได้ง่ายๆ จากการกดไลก์และกดแชร์
ประเด็นที่ว่าเราเลยจุดของความรักในอาชีพไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้
ประเด็นที่เราลืมความถูกต้องเหมาะสมในสายงานไปสู่สิ่งที่เราอยากทำมากกว่า ไปสู่สิ่งที่อยู่ในใจ
ไปสู่ความเป็นตัวตนของเราที่อยากจะฉายออกมาในทุกๆ การตัดสินใจ
"เนื้อร้อง ท่วงทำนอง
ชิ้นส่วนของบทเพลงในผลงานที่ยังไม่ได้ลงมือเขียนคอยผ่านแวบเข้ามาในความคิด
ขณะอยู่ต่อหน้านักศึกษาในชั้นวิชาสื่อสาร
เขาไม่ใช่ครูที่ดีนัก
แต่สถานภาพที่เปลี่ยนไปและบทเรียนที่เขาคิดว่าไร้ประโยชน์นี้ ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะแก่เขายิ่งกว่าครั้งใด"
เดวิด ลูรี เป็นอาจารย์ ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่น่านับถือในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้
แต่เดวิดก็เป็นคนด้วย
เขาจึงเบื่อหน่าย
เดวิดพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง สิ่งที่น่าสนใจในงานของเค้า
กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขารู้สึกว่าน่าสนใจในงานไม่ใช่เรื่องการสอน
แต่เป็นที่ตัวนักศึกษา
แล้วเขาก็เลือกที่จะทำมากกว่าแค่สนใจ
บางวันฉันก็เป็น ซึ่งก็คงไม่ต่างจากทุกคน
เบื่อสิ่งที่ทำ รู้สึกว่ามันซ้ำซาก
การได้เล่นเป็นคนนั้นคนนี้
บางทีก็ไม่มีความหมายอะไรมากกว่าได้เป็นตัวเองแบบไม่ต้องไปวุ่นวายกับใคร
เบื่อการกินข้าวกองที่แทบจะหลับตาทายเมนูได้
เบื่อการตื่นขึ้น ขับรถ แต่งหน้า รอคอย ทำงานไปหยุดพักไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่บางทีก็ไม่เอื้ออำนวย
เบื่อการพูด เบื่อการที่แม้ผู้กำกับฯ จะสั่งคัตแล้วชีวิตแห่งการแสดงก็ยังดำเนินตามเราต่อไปเหมือนเงาตามตัว
แต่ฉันเป็นคน และคนก็ย่อมเบื่อ
ฉันยอมให้ตัวเองเบื่อได้ เพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรที่ตัวเองจะต้องมาเสียใจในภายหลัง
ฉันไปไม่ถึงขั้นเอาความเป็นดารา เป็นผู้ที่คนอื่นเฝ้ามองมาทำอะไรที่ถือเป็นการเอาเปรียบคนอื่น
ฉันยังไม่ถึงขั้นเอาความชื่นชมของคนมาหากิน
ไม่ข้ามขั้นไปไกลขนาดเอาเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ควรรู้กันเฉพาะในกองถ่ายออกมาสู่โลกภายนอกอย่างเปิดเผย
ฉันจะไปไกลถึงขั้นนั้นไหมฉันก็ไม่รู้
แต่ก็ต้องคอยบอกตัวเองไว้ ว่าไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด
การข้ามเส้นแบ่งแห่งความเหมาะสมนั้นไปตามที่เดวิดและกรณีตัวอย่างที่ฉันยกขึ้นมาได้ทำลงไปนั้น
ชื่อหนังสือนี้จะเป็นตัวที่บอกได้ดีที่สุด
นั่นก็คือ
"ไร้เกียรติยศ"
.
2555-10-25
ความอัดอั้นตันใจ, ซีซิลเชากับ จีจี้เชา โดย กิติกร
.
ความอัดอั้นตันใจ ( บทความของปี 2554 )
โดย กิติกร คอลัมน์ มุมจิตวิทยา
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1632 หน้า 38
"ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์ที่ไม่มีความสุขที่สุดคือมนุษย์"
อนาโตลี ฟรังซี
มนุษย์เราไม่ค่อยมีเวลาแสวงหาความสุขที่ยั่งยืนใส่ตนเองมากนัก เพราะมัวสาละวนกับเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เรื่องเหล่านั้นมักขโมยเวลาที่จะหยิบฉวยความสุขที่สมบูรณ์นั้นเอาไปเสีย เรามักกังวลกับเรื่องน้ำท่วม ภัยพิบัติ เรื่องโรงเรียนของลูกๆ ความรับผิดชอบการงานต่างๆ เรื่องตอบแทนบุญคุณ การเสาะหาอาหารดีมาบริโภค ต้องดูแลบ้านช่อง ต้องออกนอกบ้านไปทำธุรกิจข้างนอกอย่างระมัดระวังว่าจะไม่ถูกรถใครแล่นเข้ามาเสยเอาชีวิต
และเราเสียเวลาค่อนข้างเยอะกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เรารู้สึกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ค่อยได้เรื่อง ไร้ฝีมือและโม้จัด!
กล่าวสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง บางคนถึงขั้นทรุดเข่าคลานลงเพราะแพ้โลก จำนนต่อโชคชะตาตนเอง บางคนถึงนอนคุดคู้ประดุจทารกที่นอนขดตัวอยู่ในครรภ์มารดา อบอุ่นและแสนจะปลอดภัย
ในฐานะนั้น นักจิตวิทยาบางสำนักชี้ว่าจิตไร้สำนึกของพวกเขาปรารถนาจะหลบหนีไปยังภาวะที่แสนสุข-Nivarana state พวกเขาต้องการจะปิดประตูหนีความยุ่งยากโดยหลับตาและคลุมศีรษะไว้
คนธรรมดาทั่วไปก็เช่นกัน เราปรารถนาจะหลีกหนีความอัดอั้นตันใจหรือที่เรียกกันว่า เทนชั่น (tension) ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ แต่นั่นแหละคุณธรรมไม่อนุญาตให้เราหลบหนีไปง่ายๆ จึงจำเป็นต้องคลี่คลายความอัดอั้นตันใจให้เร็วที่สุด ให้เหลือน้อยที่สุดหรือหมดไปเลยก็ยิ่งดี
อาการอัดอั้นตันใจบางอย่าง พบบ่อยๆ และเห็นชัดๆ มีดังนี้
- กัดฟัน กัดริมฝีปาก หรือกัดเล็บ
- รู้สึกหนักเหมือนแบกโลกทั้งโลกไว้บนบ่า ระแวงผู้คน แม้เพื่อนสนิทก็ยังไม่ไว้วางใจ
- ไม่มีความพอใจแม้แต่ความสุขเล็กๆ ของชีวิต หรืออะไรๆ ก็ไม่ค่อยพอใจอยู่ดี รู้สึกเหนื่อยหน่ายเรื้อรัง ไม่มีแรงกายจะประกอบกิจกรรมใดๆ หรือแม้แต่เวลานอนก็หลับยาก
- โกรธง่าย หรือเป็นฟืนเป็นไฟกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลืมทิ้งจดหมายหรือลืมหวีพกติดตัวไปก็อารมณ์เสีย หรือใครพูดขัดหูนิดหน่อยก็พาลจะชวนทะเลาะ เป็นต้น
หากระดับความอัดอั้นตันใจมากขึ้นๆ เกินที่จะรับไว้ได้ กลไกทางจิตก็เปลี่ยนผ่านความอัดอั้นตันใจนั้นไปยังร่างกาย ทำให้ร่างกายระบบใดระบบหนึ่งไม่สบาย ที่เรียกว่า ไซโคโซมาติก คือใจไม่สบายไปด้วย จะปรากฏใน ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบหายใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ระบบทางเดินอาหาร การย่อยและปวดเจ็บลำไส้ โรคอ้วน ปวดศีรษะข้างเดียว-ไมเกรน เจ็บคันผิวหนังและรู้สึกตายด้าน ชาเย็นในชีวิตรักใคร่
พฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้มาจากใจที่อัดอั้นว้าวุ่นเป็นปัญหาเสมอ
ความอัดอั้นตันใจคลี่คลายได้ และเรามีวิธีคลี่คลายหลายวิธี จะลองทำดูก็ได้ เป็นแบบง่ายๆ สบายๆ คือ
ยิ้มและหัวเราะ ยิ้มและหัวเราะเป็นวิธีคลี่คลายอัดอั้นตันใจวิธีหนึ่งในหลายๆ วิธี ยิ้ม กล้ามเนื้อใบหน้าจะเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนนี้จะผูกโยงอยู่กับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้เคลื่อนไหว (ยิ้ม) อารมณ์ก็จะถูกกระตุ้นให้เบิกบานขึ้นทันใด
หัวเราะ สามารถคลี่คลายความอัดอั้นตันใจออกไปได้ในมิติของอารมณ์ขัน หรือไม่ก็เพลิดเพลินสนุกสนาน
มีบางคนเหมือนกันคลี่คลายความอัดอั้นตันใจด้วยการร้องไห้ ความทุกข์โศกละลายไหลไปกับน้ำตา
ร้องไห้ จึงเป็นพฤติกรรมสากลที่ไม่มีอะไรน่าชัง เพลงร่วมสมัยประเภท "เจ็ดวันที่ฉันเหงา" และ "เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง" บอกให้รู้ว่า น้ำตาช่วยละลายความอัดอั้นตันใจได้อย่างหนึ่ง
การนอนหลับพักผ่อนช่วยคลี่คลายความอัดอั้นตันใจได้ดีไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะผู้ที่เพลียกาย แต่นั่นแหละ เมื่อใจไม่สบาย คนส่วนใหญ่มักหลับยาก
พูดระบายออกไป เป็นวิธีระบายความอัดอั้นตันใจอย่างหนึ่งโดยการพูด การพร่ำรำพัน แม้แต่การสวดอ้อนวอนต่างๆ จะทำให้โล่งใจได้ชั้นหนึ่ง ทางจิตวิทยาเรียกว่า วิธีการระบายให้โล่งอก คือ คารธาร์ซิส-catharsis
ในวรรณกรรมเรื่องกามนิต วาสิฏฐีพูดพร่ำรำพันบทกวีที่ทางทมยันตีอ้อนวอนต่อต้นอโศกเพื่อถามหาคนรัก วาสิฏฐีก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน การพร่ำรำพันของเธอเป็นการคลี่คลายความอัดอั้นตันใจได้พอควร
แม่-พ่อ พระ แพทย์ หรือเพื่อนๆ เพียงแต่ตั้งใจฟังปัญหาของลูกหรือผู้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยท่าทีที่เมตตา อบอุ่น สามารถช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องกล่าวอะไรเลย
หยุดงาน (ชั่วคราว) การหยุดงานชั่วราว ช่วยคลี่คลายความอัดอั้นตันใจได้มากเสมอ โดยใช้เวลาไปกับการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย เดินเที่ยวไปไกลๆ หรือวิ่งจ๊อกกิ้งย่อมดีกว่าดันทุรังทำงานนั้นต่อไป ผลงานจะแย่ลงและจิตใจก็ยุ่งยากมากขึ้น
มีบางคนเหมือนกัน คลี่คลายความอัดอั้นตันใจโดยไปทำผม หรือสระผมบางคนหันไปซื้อเสื้อผ้า หรือซื้อหมวกใหม่ ไปช็อปปิ้ง ไปดูละคร ชมภาพยนตร์ และร่วมกิจกรรมสนุกๆ หลายอย่างเพื่อทดแทนหรือชดเชย แต่มีบางคนชดเชยด้วยสุราและการพนัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่สนับสนุนเลย
ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย เมื่อไม่สามารถคลี่คลายความอัดอั้นตันใจด้วยตนเองได้ ก็จำต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ ในชุมชนมักมีผู้เชี่ยวชาญหลายคน เป็นต้นว่า ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส หรือหลวงพ่อที่วัด จิตแพทย์และแพทย์ทั่วไปในโรงพยาบาลหรือในคลินิกก็สามารถช่วยได้ เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลจิตเวช และนักสังคมสงเคราะห์ก็สามารถช่วยคลี่คลายได้เหมือนกัน
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มักถูกผู้ป่วยคาดหวังไว้สูงดุจผู้วิเศษ หรือเป็นผู้ให้ความอบอุ่นได้เสมอบิดา จึงทำให้ผู้ป่วยพึ่งพิงสูงมาก
แต่เมื่อใดก็ตาม เมื่อผู้ป่วยไม่ได้ตามต้องการก็มักเกรี้ยวกราดเอามากๆ ไม่แพ้กัน!
ยากล่อมประสาท -ยากล่อมประสาทคือ ทรานควิไลเซอร์ (tranquilizer) ซึ่งมีความหมายทำนองว่า "ใจสงบ" (peace of mind) ในอีกความหมายหนึ่ง คือสารประกอบทางเคมีที่สลับซับซ้อน หากจะใช้ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เพราะแพทย์รู้ฤทธิ์ของมันดี คือ ยากล่อมประสาทชนิดใหม่-เมเจอร์ ใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลโรคจิต เสมือนเป็นเครื่องมือวัดและบำบัดอาการทางจิตว่ายังอยู่ในสภาพที่ควบคุมได้เพียงใด ก่อนจะช่วยเหลือบำบัดเยียวยาด้วยการบำบัดเยียวยาอย่างอื่นเพื่อให้ผู้ป่วยมีสติรู้โลกของความจริงต่อไป
ส่วนยากล่อมประสาทชนิดเล็ก-ไมเนอร์ ใช้เพื่อประคับประคองอาการช่วงสั้นๆ และได้ผลดีจนต้องระมัดระวังว่าจะกลายเป็นผู้ป่วยติดยาและพึ่งพิงยาตลอดไป ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ จึงควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์จะดีกว่า เพราะยากล่อมประสาทก็เหมือนยาชนิดอื่นๆ ที่มีผลข้างเคียงอันเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้เสมอ
ว่ากันว่า ยากล่อมประสาททั้งเล็กและใหญ่นั้น เสมือนเป็นเพียง "ไม้ค้ำยัน" (chemical crutches) สำหรับคนขาเจ็บเท่านั้น ไม่ได้ช่วยบำบัดเยียวยาจิตใจหรือบำบัดความอัดอั้นตันใจได้จริงๆ ก็คือ จิตบำบัด (psychotherapy) อันเป็นกระบวนการที่จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา ใช้ประเมินสัญญาณและอาการความวิตกกังวล ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ของผู้ป่วย และใช้ประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจ-สังคมของผู้ป่วยด้วย คือ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถคลี่คลายปัญหาของตนเองได้ และคืนกลับสู่โลกของความจริงอย่างมีสุขภาพ (ภาวะที่เป็นสุข) ซึ่งผู้ป่วยบางคนสามารถทำได้ง่ายมาก แต่บางคนก็ยากเย็นแสนเข็ญ
สำหรับนักจิตบำบัดทั้งหลายนั้น ล้วนพยายามช่วยเหลือให้กำลังใจผู้ป่วยที่อัดอั้นตันใจเหล่านี้ได้จดจำ ยอมรับและเห็นต้นตอของการเจ็บป่วย กับสามารถคลี่คลายได้ด้วยตนเองได้ในที่สุด
++
ซีซิลเชา กับ จีจี้เชา
โดย กิติกร คอลัมน์ มุมจิตวิทยา
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1679 หน้า 25
คําประกาศเมื่อปลายเดือนก่อนของมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง วัย 76 ปี ชื่อ ซีซิลเชา นั้น ย่อมท้าทายฝีมือและภูมิปัญญาของนักพฤติกรรมศาสตร์ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
ซีซิลเชา ประกาศว่า ถ้าผู้ใดสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกสาวของเขาจาก "ดี้" เป็นพฤติกรรมของสาวธรรมดาๆ ได้ ก็จะมอบเงินรางวัลก้อนโต 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 2,000 ล้านบาท) ให้ทันที
ลูกสาวมหาเศรษฐีซีซิลเชา ชื่อ จีจี้เชา วัย 33 ปี เป็นสาวใหญ่แสนสวยและเพิ่งตกลงใจเป็นฝั่งฝากับ "ทอม" สาวใหญ่ลูกครึ่งจีน-ฝรั่งเศสไปแล้วเมื่อไม่นานนี้ อันน่าจะเป็นเหตุให้ผู้เป็นพ่อเดือดดาลจัดจนถึงกับประกาศให้รางวัลใหญ่ 500 ล้านดอลลาร์!
คล้ายๆ ซีซิลเชาผู้พ่อ จะประกาศช้าไปหน่อย รอจนจีจี้มีบุคคลที่สามเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเสียแล้ว การจัดการพฤติกรรมดี้ให้คลี่คลายย่อมจะยากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่ก็ไม่แน่!
ก่อนอื่นต้องหาเหตุดี้ของจีจี้กันก่อน มันเรื่องอะไร เป็นสาวแท้ๆ มาปฏิเสธหนุ่มทั้งแท่งได้อย่างไร
เราน่าจะรวบรัดตัดเหตุในประเด็นอื่นๆ ออกไป โดยมุ่งไปที่เหตุทางจิตใจ คือการอบรมบ่มเลี้ยงเป็นหลัก และตรงไปยังข้อสรุปที่ว่า สาวดี้ทั้งหลาย ถ้าไม่รักเทิดทูนพ่อล้นเกิน ชนิดสุดบูชาพาขึ้นหิ้ง ก็มักจะเกลียดชังพ่อชนิดสาหัสสุดประมาณ
และหลายกรณีพวกเธอจำต้องซ่อนความเกลียดชังเหล่านั้นไว้อย่างมิดชิดในจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว
มีมูลเหตุที่ชวนเชื่อว่าจีจี้มีใจต่อพ่อเป็นอย่างหลัง ง่ายๆ ตรงไปตรงมาก็คือ ซีซิลผู้พ่อเป็นจอมเจ้าชู้ระดับ "ดอนฮวน" มาตั้งแต่อายุ 16 ขณะนี้อายุ 76 ปีแล้ว ก็ยังรุ่มร่าม เลอะเทอะเหมือนเดิม
บอกได้เลยว่า จีจี้ได้เห็นพฤติกรรมดอนฮวนนี้มานานไม่น้อยกว่า 30 ปี (อายุ 3 ขวบ ก็พอรู้เรื่อง รับข้อมูลจากสีหน้าแววตาของแม่ก็รู้ได้ว่า พฤติกรรมพ่อทำลายจิตใจแม่มากเพียงใด)
แล้วจีจี้ก็ได้ข้อสรุปว่า ผู้ชายทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าชายไหน ก็แย่ๆ เหมือนพ่อของเธอนี่เอง ย่อมไม่ควรยอมเป็นภรรยาพวกเขาได้
ข้อสรุปนี้น่าจะเกิดมานานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ช่วงวัยเลเทนซี (7-9 ขวบ) ซึ่งเก่งในการคิดใคร่ครวญ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และแล้ว เธอก็เกิด "ปมใจ" ขึ้นมานับแต่นั้น
เป็นปมใจที่เกลียดชังพ่ออย่างรุนแรง แต่ก็เก็บซ่อนไว้มิดชิดในจิตใต้สำนึก
เชื่อว่ามีหนุ่มเล็ก หนุ่มใหญ่ เสนอตัวเข้ามาให้เธอเลือกในต่างกรรมต่างวาระกันมากต่อมาก
แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรกับจีจี้เลย เธอเห็นเขาเป็นวัตถุธาตุหรือนอน-เพอร์สัน เหตุว่าพวกเขามีความผิดสถานเดียวคือ เป็นผู้ชาย เป็นผู้ชายเพศเดียวกับพ่อ ต้องยอดแย่เหมือนๆ กับพ่อนั่นแหละ
จิตใต้สำนึกของเธอกระซิบบอกเธอเช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า
จิตใต้สำนึกกระซิบบอกบ่อยเพียงใด ปมใจเกลียดชังพ่อก็ใหญ่โตมากขึ้นเพียงนั้น
ปมใจของจีจี้คงจะใหญ่โตเอาการ จึงทำให้เธอเกิดความเชื่อมั่นอะไรบางอย่างที่เรียกว่า "อีโก้ ชินโตนิก" อันมีความหมายว่า "ฉันจะเป็นดี้ของฉันอย่างนี้ ใครจะทำไม" หรือ "ฉันมีผัวเป็นทอม มันหนักกระบาลคุณหรืออย่างไร"
ถ้าขึ้นต้นแข็งแรงแบบนี้ ก็ทำท่าว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงยากมากแล้วละ
อย่างไรก็ดี นักพฤติกรรมบำบัดเชื่อว่า สัมพันธ์รัก ทอม-ดี้ ไม่เป็นธรรมชาติ เปราะบาง และแตกร้าวง่าย
จริงๆ แล้ว ดี้จำใจสัมพันธ์กับทอม เพราะเกลียดกลัวผู้ชายเป็นพื้นฐาน ความเข้าใจเช่นนี้ ประตูในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็มิได้ปิดตายเสียทีเดียว
เมื่อไรก็ตามที่สามารถคลี่คลายความเกลียดกลัวผู้ชายของเธอให้คลายลงได้ ความธรรมดาก็จะคืนมา
นักพฤติกรรมบำบัดอาจใช้วิธีจิตบำบัด (Psychotherapy) -คืออาศัยหลัก "เสาหินสิบศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว" โดยใช้หลักวิชาในการผลัก โอกาสไหวก็ยังมี
นักพฤติกรรมบำบัดบางคนอาจใช้เทคนิคการวางเงื่อนไขโดยการนำดี้เข้าสู่กระบวนการที่เป็นระบบและเตรียมการไว้ดีแล้วคือ เมื่อใดที่ดี้หันไปทางซ้ายก็จะพบภาพชายแท้ที่อบอุ่นและเป็นสมาร์ตแมน
แน่นอน แรกๆ เธอย่อมไม่ชอบ จึงหันไปทางขวาซึ่งได้พบภาพทอม สาวหล่อ-ชายเทียม เธอพอใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกกระตุกด้วยช็อกไฟฟ้า โวลต์ต่ำๆ ประสานกับเสียงเอะอะร้าวฉานที่ชวนอึดอัดรำคาญใจครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เมื่อเธอหันกลับไปอีกทาง ก็พบภาพชายอบอุ่นสมาร์ตแมน มีพลังปกป้อง มีเสียงเพลงไพเราะประกอบกับความนุ่มนวลฉ่ำเย็นอันชวนสำราญใจมาทดแทน รูปการณ์ก็เป็นดังเช่นว่า หันไปทางซ้ายสบายๆ หันไปทางขวาลำบากใจมากๆ
บ่อยครั้งเข้าและไม่นานนัก เธอผู้เป็นดี้ก็จะได้พฤติกรรมใหม่ พอใจชายแท้ที่อบอุ่น และค่อยปฏิเสธชายเทียมไปโดยอัตโนมัติ
เธออาจจะห่วงหาข้างขวาบ้างก็ไม่ว่ากัน แต่ส่วนใหญ่สะวิงกลับมาข้างซ้ายมากกว่าก็ถือว่าโอเค
ถึงตรงนี้ อาจต้องต่อรองกับ ซี ซิล เชา ว่า ถ้าสามารถดึงจีจี้กลับมาได้ครึ่งทาง เป็น "มิสทองไบ" (ไบเซ็กชวล) คือจีจี้มีใจรักแบบว่าทั้งหญิงก็ได้ ชายก็ดี คล้ายๆ ดาราสาว แองเจลล่า โจลี่ แฟนสาวของ แบรด พริตต์ พอจะได้ไหม โดยยอมลดเงินรางวัลลงครึ่งหนึ่ง!
.
ความอัดอั้นตันใจ ( บทความของปี 2554 )
โดย กิติกร คอลัมน์ มุมจิตวิทยา
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1632 หน้า 38
"ในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์ที่ไม่มีความสุขที่สุดคือมนุษย์"
อนาโตลี ฟรังซี
มนุษย์เราไม่ค่อยมีเวลาแสวงหาความสุขที่ยั่งยืนใส่ตนเองมากนัก เพราะมัวสาละวนกับเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เรื่องเหล่านั้นมักขโมยเวลาที่จะหยิบฉวยความสุขที่สมบูรณ์นั้นเอาไปเสีย เรามักกังวลกับเรื่องน้ำท่วม ภัยพิบัติ เรื่องโรงเรียนของลูกๆ ความรับผิดชอบการงานต่างๆ เรื่องตอบแทนบุญคุณ การเสาะหาอาหารดีมาบริโภค ต้องดูแลบ้านช่อง ต้องออกนอกบ้านไปทำธุรกิจข้างนอกอย่างระมัดระวังว่าจะไม่ถูกรถใครแล่นเข้ามาเสยเอาชีวิต
และเราเสียเวลาค่อนข้างเยอะกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เรารู้สึกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ค่อยได้เรื่อง ไร้ฝีมือและโม้จัด!
กล่าวสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง บางคนถึงขั้นทรุดเข่าคลานลงเพราะแพ้โลก จำนนต่อโชคชะตาตนเอง บางคนถึงนอนคุดคู้ประดุจทารกที่นอนขดตัวอยู่ในครรภ์มารดา อบอุ่นและแสนจะปลอดภัย
ในฐานะนั้น นักจิตวิทยาบางสำนักชี้ว่าจิตไร้สำนึกของพวกเขาปรารถนาจะหลบหนีไปยังภาวะที่แสนสุข-Nivarana state พวกเขาต้องการจะปิดประตูหนีความยุ่งยากโดยหลับตาและคลุมศีรษะไว้
คนธรรมดาทั่วไปก็เช่นกัน เราปรารถนาจะหลีกหนีความอัดอั้นตันใจหรือที่เรียกกันว่า เทนชั่น (tension) ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ แต่นั่นแหละคุณธรรมไม่อนุญาตให้เราหลบหนีไปง่ายๆ จึงจำเป็นต้องคลี่คลายความอัดอั้นตันใจให้เร็วที่สุด ให้เหลือน้อยที่สุดหรือหมดไปเลยก็ยิ่งดี
อาการอัดอั้นตันใจบางอย่าง พบบ่อยๆ และเห็นชัดๆ มีดังนี้
- กัดฟัน กัดริมฝีปาก หรือกัดเล็บ
- รู้สึกหนักเหมือนแบกโลกทั้งโลกไว้บนบ่า ระแวงผู้คน แม้เพื่อนสนิทก็ยังไม่ไว้วางใจ
- ไม่มีความพอใจแม้แต่ความสุขเล็กๆ ของชีวิต หรืออะไรๆ ก็ไม่ค่อยพอใจอยู่ดี รู้สึกเหนื่อยหน่ายเรื้อรัง ไม่มีแรงกายจะประกอบกิจกรรมใดๆ หรือแม้แต่เวลานอนก็หลับยาก
- โกรธง่าย หรือเป็นฟืนเป็นไฟกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลืมทิ้งจดหมายหรือลืมหวีพกติดตัวไปก็อารมณ์เสีย หรือใครพูดขัดหูนิดหน่อยก็พาลจะชวนทะเลาะ เป็นต้น
หากระดับความอัดอั้นตันใจมากขึ้นๆ เกินที่จะรับไว้ได้ กลไกทางจิตก็เปลี่ยนผ่านความอัดอั้นตันใจนั้นไปยังร่างกาย ทำให้ร่างกายระบบใดระบบหนึ่งไม่สบาย ที่เรียกว่า ไซโคโซมาติก คือใจไม่สบายไปด้วย จะปรากฏใน ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบหายใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ระบบทางเดินอาหาร การย่อยและปวดเจ็บลำไส้ โรคอ้วน ปวดศีรษะข้างเดียว-ไมเกรน เจ็บคันผิวหนังและรู้สึกตายด้าน ชาเย็นในชีวิตรักใคร่
พฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้มาจากใจที่อัดอั้นว้าวุ่นเป็นปัญหาเสมอ
ความอัดอั้นตันใจคลี่คลายได้ และเรามีวิธีคลี่คลายหลายวิธี จะลองทำดูก็ได้ เป็นแบบง่ายๆ สบายๆ คือ
ยิ้มและหัวเราะ ยิ้มและหัวเราะเป็นวิธีคลี่คลายอัดอั้นตันใจวิธีหนึ่งในหลายๆ วิธี ยิ้ม กล้ามเนื้อใบหน้าจะเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนนี้จะผูกโยงอยู่กับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้เคลื่อนไหว (ยิ้ม) อารมณ์ก็จะถูกกระตุ้นให้เบิกบานขึ้นทันใด
หัวเราะ สามารถคลี่คลายความอัดอั้นตันใจออกไปได้ในมิติของอารมณ์ขัน หรือไม่ก็เพลิดเพลินสนุกสนาน
มีบางคนเหมือนกันคลี่คลายความอัดอั้นตันใจด้วยการร้องไห้ ความทุกข์โศกละลายไหลไปกับน้ำตา
ร้องไห้ จึงเป็นพฤติกรรมสากลที่ไม่มีอะไรน่าชัง เพลงร่วมสมัยประเภท "เจ็ดวันที่ฉันเหงา" และ "เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง" บอกให้รู้ว่า น้ำตาช่วยละลายความอัดอั้นตันใจได้อย่างหนึ่ง
การนอนหลับพักผ่อนช่วยคลี่คลายความอัดอั้นตันใจได้ดีไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะผู้ที่เพลียกาย แต่นั่นแหละ เมื่อใจไม่สบาย คนส่วนใหญ่มักหลับยาก
พูดระบายออกไป เป็นวิธีระบายความอัดอั้นตันใจอย่างหนึ่งโดยการพูด การพร่ำรำพัน แม้แต่การสวดอ้อนวอนต่างๆ จะทำให้โล่งใจได้ชั้นหนึ่ง ทางจิตวิทยาเรียกว่า วิธีการระบายให้โล่งอก คือ คารธาร์ซิส-catharsis
ในวรรณกรรมเรื่องกามนิต วาสิฏฐีพูดพร่ำรำพันบทกวีที่ทางทมยันตีอ้อนวอนต่อต้นอโศกเพื่อถามหาคนรัก วาสิฏฐีก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน การพร่ำรำพันของเธอเป็นการคลี่คลายความอัดอั้นตันใจได้พอควร
แม่-พ่อ พระ แพทย์ หรือเพื่อนๆ เพียงแต่ตั้งใจฟังปัญหาของลูกหรือผู้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยท่าทีที่เมตตา อบอุ่น สามารถช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องกล่าวอะไรเลย
หยุดงาน (ชั่วคราว) การหยุดงานชั่วราว ช่วยคลี่คลายความอัดอั้นตันใจได้มากเสมอ โดยใช้เวลาไปกับการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย เดินเที่ยวไปไกลๆ หรือวิ่งจ๊อกกิ้งย่อมดีกว่าดันทุรังทำงานนั้นต่อไป ผลงานจะแย่ลงและจิตใจก็ยุ่งยากมากขึ้น
มีบางคนเหมือนกัน คลี่คลายความอัดอั้นตันใจโดยไปทำผม หรือสระผมบางคนหันไปซื้อเสื้อผ้า หรือซื้อหมวกใหม่ ไปช็อปปิ้ง ไปดูละคร ชมภาพยนตร์ และร่วมกิจกรรมสนุกๆ หลายอย่างเพื่อทดแทนหรือชดเชย แต่มีบางคนชดเชยด้วยสุราและการพนัน ซึ่งเรื่องนี้ไม่สนับสนุนเลย
ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย เมื่อไม่สามารถคลี่คลายความอัดอั้นตันใจด้วยตนเองได้ ก็จำต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ ในชุมชนมักมีผู้เชี่ยวชาญหลายคน เป็นต้นว่า ผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส หรือหลวงพ่อที่วัด จิตแพทย์และแพทย์ทั่วไปในโรงพยาบาลหรือในคลินิกก็สามารถช่วยได้ เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลจิตเวช และนักสังคมสงเคราะห์ก็สามารถช่วยคลี่คลายได้เหมือนกัน
ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มักถูกผู้ป่วยคาดหวังไว้สูงดุจผู้วิเศษ หรือเป็นผู้ให้ความอบอุ่นได้เสมอบิดา จึงทำให้ผู้ป่วยพึ่งพิงสูงมาก
แต่เมื่อใดก็ตาม เมื่อผู้ป่วยไม่ได้ตามต้องการก็มักเกรี้ยวกราดเอามากๆ ไม่แพ้กัน!
ยากล่อมประสาท -ยากล่อมประสาทคือ ทรานควิไลเซอร์ (tranquilizer) ซึ่งมีความหมายทำนองว่า "ใจสงบ" (peace of mind) ในอีกความหมายหนึ่ง คือสารประกอบทางเคมีที่สลับซับซ้อน หากจะใช้ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เพราะแพทย์รู้ฤทธิ์ของมันดี คือ ยากล่อมประสาทชนิดใหม่-เมเจอร์ ใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลโรคจิต เสมือนเป็นเครื่องมือวัดและบำบัดอาการทางจิตว่ายังอยู่ในสภาพที่ควบคุมได้เพียงใด ก่อนจะช่วยเหลือบำบัดเยียวยาด้วยการบำบัดเยียวยาอย่างอื่นเพื่อให้ผู้ป่วยมีสติรู้โลกของความจริงต่อไป
ส่วนยากล่อมประสาทชนิดเล็ก-ไมเนอร์ ใช้เพื่อประคับประคองอาการช่วงสั้นๆ และได้ผลดีจนต้องระมัดระวังว่าจะกลายเป็นผู้ป่วยติดยาและพึ่งพิงยาตลอดไป ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ จึงควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์จะดีกว่า เพราะยากล่อมประสาทก็เหมือนยาชนิดอื่นๆ ที่มีผลข้างเคียงอันเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้เสมอ
ว่ากันว่า ยากล่อมประสาททั้งเล็กและใหญ่นั้น เสมือนเป็นเพียง "ไม้ค้ำยัน" (chemical crutches) สำหรับคนขาเจ็บเท่านั้น ไม่ได้ช่วยบำบัดเยียวยาจิตใจหรือบำบัดความอัดอั้นตันใจได้จริงๆ ก็คือ จิตบำบัด (psychotherapy) อันเป็นกระบวนการที่จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา ใช้ประเมินสัญญาณและอาการความวิตกกังวล ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ของผู้ป่วย และใช้ประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจ-สังคมของผู้ป่วยด้วย คือ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถคลี่คลายปัญหาของตนเองได้ และคืนกลับสู่โลกของความจริงอย่างมีสุขภาพ (ภาวะที่เป็นสุข) ซึ่งผู้ป่วยบางคนสามารถทำได้ง่ายมาก แต่บางคนก็ยากเย็นแสนเข็ญ
สำหรับนักจิตบำบัดทั้งหลายนั้น ล้วนพยายามช่วยเหลือให้กำลังใจผู้ป่วยที่อัดอั้นตันใจเหล่านี้ได้จดจำ ยอมรับและเห็นต้นตอของการเจ็บป่วย กับสามารถคลี่คลายได้ด้วยตนเองได้ในที่สุด
++
ซีซิลเชา กับ จีจี้เชา
โดย กิติกร คอลัมน์ มุมจิตวิทยา
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1679 หน้า 25
คําประกาศเมื่อปลายเดือนก่อนของมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง วัย 76 ปี ชื่อ ซีซิลเชา นั้น ย่อมท้าทายฝีมือและภูมิปัญญาของนักพฤติกรรมศาสตร์ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
ซีซิลเชา ประกาศว่า ถ้าผู้ใดสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกสาวของเขาจาก "ดี้" เป็นพฤติกรรมของสาวธรรมดาๆ ได้ ก็จะมอบเงินรางวัลก้อนโต 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 2,000 ล้านบาท) ให้ทันที
ลูกสาวมหาเศรษฐีซีซิลเชา ชื่อ จีจี้เชา วัย 33 ปี เป็นสาวใหญ่แสนสวยและเพิ่งตกลงใจเป็นฝั่งฝากับ "ทอม" สาวใหญ่ลูกครึ่งจีน-ฝรั่งเศสไปแล้วเมื่อไม่นานนี้ อันน่าจะเป็นเหตุให้ผู้เป็นพ่อเดือดดาลจัดจนถึงกับประกาศให้รางวัลใหญ่ 500 ล้านดอลลาร์!
คล้ายๆ ซีซิลเชาผู้พ่อ จะประกาศช้าไปหน่อย รอจนจีจี้มีบุคคลที่สามเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเสียแล้ว การจัดการพฤติกรรมดี้ให้คลี่คลายย่อมจะยากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่ก็ไม่แน่!
ก่อนอื่นต้องหาเหตุดี้ของจีจี้กันก่อน มันเรื่องอะไร เป็นสาวแท้ๆ มาปฏิเสธหนุ่มทั้งแท่งได้อย่างไร
เราน่าจะรวบรัดตัดเหตุในประเด็นอื่นๆ ออกไป โดยมุ่งไปที่เหตุทางจิตใจ คือการอบรมบ่มเลี้ยงเป็นหลัก และตรงไปยังข้อสรุปที่ว่า สาวดี้ทั้งหลาย ถ้าไม่รักเทิดทูนพ่อล้นเกิน ชนิดสุดบูชาพาขึ้นหิ้ง ก็มักจะเกลียดชังพ่อชนิดสาหัสสุดประมาณ
และหลายกรณีพวกเธอจำต้องซ่อนความเกลียดชังเหล่านั้นไว้อย่างมิดชิดในจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว
มีมูลเหตุที่ชวนเชื่อว่าจีจี้มีใจต่อพ่อเป็นอย่างหลัง ง่ายๆ ตรงไปตรงมาก็คือ ซีซิลผู้พ่อเป็นจอมเจ้าชู้ระดับ "ดอนฮวน" มาตั้งแต่อายุ 16 ขณะนี้อายุ 76 ปีแล้ว ก็ยังรุ่มร่าม เลอะเทอะเหมือนเดิม
บอกได้เลยว่า จีจี้ได้เห็นพฤติกรรมดอนฮวนนี้มานานไม่น้อยกว่า 30 ปี (อายุ 3 ขวบ ก็พอรู้เรื่อง รับข้อมูลจากสีหน้าแววตาของแม่ก็รู้ได้ว่า พฤติกรรมพ่อทำลายจิตใจแม่มากเพียงใด)
แล้วจีจี้ก็ได้ข้อสรุปว่า ผู้ชายทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าชายไหน ก็แย่ๆ เหมือนพ่อของเธอนี่เอง ย่อมไม่ควรยอมเป็นภรรยาพวกเขาได้
ข้อสรุปนี้น่าจะเกิดมานานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ช่วงวัยเลเทนซี (7-9 ขวบ) ซึ่งเก่งในการคิดใคร่ครวญ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และแล้ว เธอก็เกิด "ปมใจ" ขึ้นมานับแต่นั้น
เป็นปมใจที่เกลียดชังพ่ออย่างรุนแรง แต่ก็เก็บซ่อนไว้มิดชิดในจิตใต้สำนึก
เชื่อว่ามีหนุ่มเล็ก หนุ่มใหญ่ เสนอตัวเข้ามาให้เธอเลือกในต่างกรรมต่างวาระกันมากต่อมาก
แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรกับจีจี้เลย เธอเห็นเขาเป็นวัตถุธาตุหรือนอน-เพอร์สัน เหตุว่าพวกเขามีความผิดสถานเดียวคือ เป็นผู้ชาย เป็นผู้ชายเพศเดียวกับพ่อ ต้องยอดแย่เหมือนๆ กับพ่อนั่นแหละ
จิตใต้สำนึกของเธอกระซิบบอกเธอเช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า
จิตใต้สำนึกกระซิบบอกบ่อยเพียงใด ปมใจเกลียดชังพ่อก็ใหญ่โตมากขึ้นเพียงนั้น
ปมใจของจีจี้คงจะใหญ่โตเอาการ จึงทำให้เธอเกิดความเชื่อมั่นอะไรบางอย่างที่เรียกว่า "อีโก้ ชินโตนิก" อันมีความหมายว่า "ฉันจะเป็นดี้ของฉันอย่างนี้ ใครจะทำไม" หรือ "ฉันมีผัวเป็นทอม มันหนักกระบาลคุณหรืออย่างไร"
ถ้าขึ้นต้นแข็งแรงแบบนี้ ก็ทำท่าว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงยากมากแล้วละ
อย่างไรก็ดี นักพฤติกรรมบำบัดเชื่อว่า สัมพันธ์รัก ทอม-ดี้ ไม่เป็นธรรมชาติ เปราะบาง และแตกร้าวง่าย
จริงๆ แล้ว ดี้จำใจสัมพันธ์กับทอม เพราะเกลียดกลัวผู้ชายเป็นพื้นฐาน ความเข้าใจเช่นนี้ ประตูในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็มิได้ปิดตายเสียทีเดียว
เมื่อไรก็ตามที่สามารถคลี่คลายความเกลียดกลัวผู้ชายของเธอให้คลายลงได้ ความธรรมดาก็จะคืนมา
นักพฤติกรรมบำบัดอาจใช้วิธีจิตบำบัด (Psychotherapy) -คืออาศัยหลัก "เสาหินสิบศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว" โดยใช้หลักวิชาในการผลัก โอกาสไหวก็ยังมี
นักพฤติกรรมบำบัดบางคนอาจใช้เทคนิคการวางเงื่อนไขโดยการนำดี้เข้าสู่กระบวนการที่เป็นระบบและเตรียมการไว้ดีแล้วคือ เมื่อใดที่ดี้หันไปทางซ้ายก็จะพบภาพชายแท้ที่อบอุ่นและเป็นสมาร์ตแมน
แน่นอน แรกๆ เธอย่อมไม่ชอบ จึงหันไปทางขวาซึ่งได้พบภาพทอม สาวหล่อ-ชายเทียม เธอพอใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกกระตุกด้วยช็อกไฟฟ้า โวลต์ต่ำๆ ประสานกับเสียงเอะอะร้าวฉานที่ชวนอึดอัดรำคาญใจครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เมื่อเธอหันกลับไปอีกทาง ก็พบภาพชายอบอุ่นสมาร์ตแมน มีพลังปกป้อง มีเสียงเพลงไพเราะประกอบกับความนุ่มนวลฉ่ำเย็นอันชวนสำราญใจมาทดแทน รูปการณ์ก็เป็นดังเช่นว่า หันไปทางซ้ายสบายๆ หันไปทางขวาลำบากใจมากๆ
บ่อยครั้งเข้าและไม่นานนัก เธอผู้เป็นดี้ก็จะได้พฤติกรรมใหม่ พอใจชายแท้ที่อบอุ่น และค่อยปฏิเสธชายเทียมไปโดยอัตโนมัติ
เธออาจจะห่วงหาข้างขวาบ้างก็ไม่ว่ากัน แต่ส่วนใหญ่สะวิงกลับมาข้างซ้ายมากกว่าก็ถือว่าโอเค
ถึงตรงนี้ อาจต้องต่อรองกับ ซี ซิล เชา ว่า ถ้าสามารถดึงจีจี้กลับมาได้ครึ่งทาง เป็น "มิสทองไบ" (ไบเซ็กชวล) คือจีจี้มีใจรักแบบว่าทั้งหญิงก็ได้ ชายก็ดี คล้ายๆ ดาราสาว แองเจลล่า โจลี่ แฟนสาวของ แบรด พริตต์ พอจะได้ไหม โดยยอมลดเงินรางวัลลงครึ่งหนึ่ง!
.
2555-10-18
(สมาธิสั้น) ขาดชีวิตกลางแจ้ง ฯ, ดนตรีบำบัด ร่วมรักษา ฯ โดย นพ. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
.
ขาดชีวิตกลางแจ้ง กับสมาธิสั้น
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.balavi.com
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1677 หน้า 93
มีข้อสังเกตว่า ภาวะสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วควบคู่กับการเติบโตขึ้นของสังคมเมือง และเด็กจำนวนไม่น้อยในเวลานี้ต้องใช้ชีวิตอุดอู้อยู่ในห้องแคบๆ ขาดการออกกำลังกายและชีวิตกลางแจ้ง
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่เออร์บานา-แชมเปญน์ตีพิมพ์ในวารสารสาธารณสุขอเมริกัน (the American Journal of Public Health) เป็นการศึกษาในระดับทั่วประเทศในเด็กอายุระหว่าง 5-18 ปี ที่ได้ร่วมกิจกรรมกลางแจ้งพบว่า สามารถลดอาการของสมาธิสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ฟรานส์ อี. คูโอ และ แอนเดรีย เฟเบอร์ เทย์เลอร์ ผู้วิจัยกล่าวว่า "ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตกลางแจ้งกับธรรมชาติของเด็กในภาคส่วนต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่
พบว่า การออกไปมีกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติซึ่งจัดเป็นคอร์สหลังชั่วโมงเรียนหรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ล้วนมีผลอย่างกว้างไกลในการลดอาการต่างๆ ของเด็กสมาธิสั้น"
พวกเขากล่าวอีกว่า "สมาธิสั้นเป็นความผิดปกติทางประสาทวิทยาประการหนึ่งพบในเด็กอเมริกันวัยเรียนถึง 2 ล้านคน และพบในผู้ใหญ่อีกจำนวน 2-4% ของประชากรสหรัฐอเมริกาด้วย บุคคลเหล่านี้ต้องเผชิญกับผลที่ติดตามมาตั้งแต่ปัญหาในโรงเรียน ปัญหาปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาซึมเศร้า การติดยา และปัญหาในการทำงานอาชีพ"
งานวิจัยของคูโอและเทย์เลอร์ได้รับการสนับสนุนจากสภาที่ปรึกษาป่าไม้และชุมชนเมืองแห่งชาติ ในสังกัดองค์การป่าไม้สหรัฐอเมริกา ร่วมกับฝ่ายงานความร่วมมือเพื่อการวิจัย ศึกษา และบริการของกรมเกษตรกรรมแห่งชาติ
พวกเขาทำวิจัยในเด็กผู้ชาย 322 คน เด็กผู้หญิง 84 คน
คูโอและเทย์เลอร์ได้สัมภาษณ์พ่อแม่ของเด็กและบอกให้รายงานสภาพเด็กก่อนและหลังการทำกิจกรรมชนิดต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบผล กิจกรรมมีหลายประเภทในสภาพแวดล้อมต่างๆ กัน
มีตั้งแต่กิจกรรมภายในบ้านและนอกบ้าน มีทั้งที่ไม่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียว และในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมสีเขียว อาจเป็นกิจกรรมในพื้นที่จอดรถยนต์ กิจกรรมในพื้นที่ชานเมือง หรือเป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่สัมพันธ์กับธรรมชาติในระดับใดระดับหนึ่ง เช่น บนบาทวิถีของถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่น บ้างเป็นกิจกรรมที่สนามหญ้าหลังบ้าน บ้างเป็นกิจกรรมในสวนสาธารณะ
ผลวิจัยปรากฏว่าอาการสมาธิสั้นจะลดลงอย่างมากถ้าเด็กได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียว ทั้งพบด้วยว่าการทำกิจกรรมประเภทเดียวกันในสิ่งแวดล้อมสีเขียวหรือไม่สีเขียวก็มีผลแตกต่างกันชัดเจน
คูโอซึ่งเป็นศาสตราจารย์ของภาควิชาวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์กล่าวว่า
"ด้วยกิจกรรม 56 ประเภทที่แตกต่างกัน เราพบว่ากิจกรรมกลางแจ้งสีเขียวมีผลสูงสุดในการแก้อาการสมาธิสั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ชัดเจนมาก" เธอกล่าว "จากผลวิจัยเช่นนี้น่าจะนำไปสู่การต่อยอดเป็นการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่สัมพันธ์กับธรรมชาติให้แก่ประชากรทั่วไปในสังคมเมือง เพื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นที่มีอยู่มากมายทุกวันนี้ เพราะการใช้ยารักษานั้นได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ทั้งเด็กยังต้องรับผลข้างเคียงที่ร้ายแรงของยา คิดดูซิว่ามีพ่อแม่คนไหนที่อยากจะให้ยาแก่ลูกของตน ยาที่มีฤทธิ์ไปฆ่าความอยากอาหารของเด็กวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ทั้งมีผลทำให้เด็กนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน แล้วยังไม่ต้องพูดถึงการใช้จ่ายค่ายาซึ่งแพงมากเพียงใด ถ้าเราเพียงแต่จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมธรรมชาติให้เด็กๆ วิธีการเช่นนี้ทั้งไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ต้องมีผลข้างเคียงใดๆ"
"ยาสีเขียว ที่เราอาจจัดให้เด็กอาจเข้าไปเสริมหรือแทนที่ยาจริงที่เด็กกินอยู่ก็ได้ ในกรณีที่การกินยายังได้ผลไม่เป็นที่พอใจ หรือบางคนยาเคมีที่กินก็ไม่ได้ผลเอาเสียเลยซึ่งมีอยู่ถึง 10% ของเด็กที่กินยาอยู่
ทุกวันนี้ ยาสีเขียวอาจมีบทบาทเข้ามาชุบชีวิตให้กับเด็กเหล่านี้ ถ้าเขาเพียงแต่รับประทานยาสีเขียวด้วยการเดินผ่านต้นไม้สีเขียวขณะไปโรงเรียน นั่งเรียนหนังสือหรือทำการบ้านข้างหน้าต่างที่มองออกไปเป็นต้นไม้ดอกไม้ หรือได้เล่นในสนามหญ้าสีเขียวหลังโรงเรียนเลิก ถ้าไม่มีจริงๆ ขอเพียงแค่ได้เล่นบนบาทวิถีที่ของถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่นก็ยังช่วยเด็กๆ ได้" เธอกล่าว
"ผลการวิจัยนี้น่าตื่นเต้นมาก เราน่าจะมาถูกทางแล้ว เพราะเรากำลังได้มาซึ่งวิธีการรักษาที่มีศักยภาพสูงและมีผลกว้างไกลสำหรับภาวะสมาธิสั้นที่มีอยู่ในเด็กอเมริกันทุกๆ 1 ใน 14 คน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีเด็กสมาธิสั้น 1-2 คนในทุกๆ ห้องเรียน ซึ่งถ้าการวิจัยในเรื่องนี้พิสูจน์ว่าการออกไปสัมผัสธรรมชาติสามารถลดภาวะสมาธิสั้นได้ เราก็น่าจะต้องจัด "เวลาสีเขียว" ไว้ในชั่วโมงเรียนเพื่อเป็นเสมือนการป้อนยาทางธรรมชาติและพฤติกรรมให้กับเด็กสมาธิสั้นเหล่านี้"
การออกกำลังกาย
ช่วยการเจริญของเซลล์ประสาท
งานวิจัยที่มีน้ำหนักอีกชิ้นเป็นสถาบันการแพทย์โฮวาร์ดฮิวส์ (Howard Hughes Medical Institute-HHMI) งานนี้ทดลองในหนูแล้วพบว่าหนูที่วิ่งอยู่เสมอจะเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท ช่วยในการเรียนรู้และความจำของหนูทดลอง
เทอเรนส์ เซจโนวสกี ผู้ทำการวิจัยกล่าวว่า "ที่ผ่านมาเราพากันเชื่อว่าถ้าสัตว์เติบโตแล้วเซลล์ประสาทก็ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือแบ่งเซลล์ได้อีก แต่ต้อนนี้เราพบแล้วว่ามันเป็นไปได้"
เมื่องานวิจัยพบเช่นนี้ การฝึกเด็กสมาธิสั้นให้ออกกำลังกาย มีชีวิตกลางแจ้งกับธรรมชาติย่อมช่วยเซลล์ประสาทของเด็กได้
"อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงก็คือในกระบวนการรักษาเด็กสมาธิสั้นนั้น แพทย์ไม่ได้ทำอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายของเด็กเลย" เดวิด กูดแมน (David Goodman) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์จอห์นส์ ฮอปกินส์กล่าว
"ที่แท้แล้ว การออกกำลังกายมีผลดีกับเด็กสมาธิสั้นมาก เพราะมันไปช่วยเพิ่มสารเคมีสำคัญสองตัวในสมองของเด็ก คือโดปามีนและนอร์เอพิเนฟรีน ซึ่งช่วยให้คนเรามีสมาธิได้มากขึ้น จะสังเกตได้ว่าใครก็ตามถ้าได้ออกกำลังกายแล้วการเรียนรู้จะดีขึ้นมากใน 1-3 ชั่วโมงหลังจากนั้น แต่วันรุ่งขึ้นผลก็จะหมดไปนะ"
"ถ้าเด็กๆ ได้ออกกำลังกายให้เหน็ดเหนื่อยสักวันละ 3-5 ครั้งพวกเขาก็อาจจะไม่ต้องกินยาอะไรเลย" จอห์น ราเทย์ (John Ratey) ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกด้านจิตเวชมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดเสริมความเห็นตรงนี้
ราเทย์เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มดังเรื่องการออกกำลังกายช่วยลดอาการสมาธิสั้นได้อย่างไร? ขณะเดียวกัน เจมส์ เพอร์ริน (James Perrin) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่งโรงพยาบาลบอสตันแมสเจเนรัลก็กล่าวว่า
"ถ้าเด็กได้เล่นกีฬาแบบเป็นทีม ก็จะช่วยเด็กสมาธิสั้นได้หลายทาง เพราะเด็กจะได้ออกเรี่ยวแรงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์บางอย่าง ครูฝึกก็อาจจะช่วยนำพาเด็กให้มีสมาธิและสะสมทักษะในระหว่างการเล่นกีฬาดังกล่าว"
ทีวีและวิดีโอ
แลกกับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
จริงๆ แล้ว เด็กๆ ทุกคนพอถึงหน้าปิดเทอมกลางและปิดเทอมฤดูร้อน น่าจะเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด เพราะเขาจะได้พักผ่อนสมองที่ตรากตรำจากการเรียนหนังสือ และต้องอุดอู้อยู่ในห้องเรียน เปลี่ยนไปสู่การเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ไปแคมปิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรืออื่นๆ จนกระทั่งนักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ภาวะสมองไหลตอนปิดเทอมฤดูร้อน"
งานวิจัยบอกเราว่า เมื่อเข้าฤดูร้อนแล้วเด็กนักเรียนจะใช้เวลาน้อยลงกับวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านหนังสืออื่นๆ ประมาณ 1-3 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงลดต่ำทางวิชาการของเด็กนักเรียน เด็กไม่ต้องถูกคาดหวังเรื่องการเรียนมากนัก เด็กได้พักผ่อน และแม้แต่ความเข้มงวดของพ่อแม่ต่อเด็กๆ ในเรื่องเวลาเข้านอนก็ได้รับการผ่อนผัน ตรงนี้เรียกว่าภาวะสมองไหลตอนปิดเทอมฤดูร้อน แต่ไม่ใช่การลดลงที่สูญเปล่าถ้าเด็กๆ จะใช้เวลาปิดเทอมในทางที่สมควร
แต่นับเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินที่ว่า ปัจจุบันนี้แทนที่เด็กๆ จะได้ใช้เวลาดังกล่าวกับชีวิตกลางแจ้ง
พวกเขากลับเสียเวลาอย่างเปล่าดายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ดูหนังโทรทัศน์ เล่นวิดีโอเกมกับเพื่อน นับเป็นวิถีชีวิตแบบนั่งนิ่งแทนที่จะออกไปเคลื่อนไหวออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเป็นประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพของเด็กปกติ และจำเป็นอย่างยิ่งกับเด็กสมาธิสั้น
และข่าวล่ามาหลังสุดก็คือ กระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยนอกจากมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนทั่วประเทศแล้ว ยังมีบางโรงเรียนแสดงความใจดีเพิ่มขึ้นโดยอนุญาตให้เด็กนักเรียนยืมแท็บเล็ตกลับบ้านในระหว่างปิดภาคเรียนด้วย
คิดดูก็แล้วกันว่าช่วงเวลาปิดเทอมซึ่งเด็กๆ ควรได้ออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้ง แต่กลับจะถูกล่อหลอกให้ติดอยู่หน้าจอแท็บเล็ต เพิ่มจำนวนเด็กสมาธิสั้นเข้าไปอีก หรือจะคิดกันว่า คนโง่ปกครองง่าย กระมัง?
แต่ขอบอกเสียก่อนว่าคนสมาธิสั้นไม่ใช่ง่ายที่จะ "เอาอยู่" ถ้าในภายภาคหน้ามีคนสมาธิสั้นเต็มบ้านเต็มเมือง
ตอนนั้นจะรู้สึก
_________________________________________________________________________________________
อ่านประเด็นเซลล์สมองเด็ก เพิ่มที่ - (การ์ตูนที่รัก) เรื่องมีอยู่ว่า i AM SHOCKOLATE ..โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/10/z-shocklt.html
++
ดนตรีบำบัด ร่วมรักษาสมาธิสั้น
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.doctoraom.com
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1678 หน้า 93
ผู้อ่านคงติดตามเรื่องราวของเด็กสมาธิสั้น ซึ่งผมไล่เลียงปัจจัยก่อโรคและกระบวนการรักษาสมาธิสั้นมาพอสมควร
ในกระบวนการรักษาสมาธิสั้น เรื่องราวของดนตรีบำบัดเป็นแขนงหนึ่งที่ให้ความหวังประการหนึ่ง
แน่นอนว่าเรื่องราวของดนตรีบำบัดช่วยเด็กสมาธิสั้นได้รับการพิสูจน์มาแล้วมากมาย
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปี ค.ศ.1944 มีความเคลื่อนไหวครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ใช้ดนตรีบำบัดในการช่วยรักษาผู้ป่วยซึมเศร้า วิตกกังวล ภาวะเครียดผิดปกติหลังเหตุร้าย (post-traumatic stress disorder-PTSD) และช่วยรักษาภาวะสมาธิสั้นด้วย
"ดนตรีเป็นอุปกรณ์บำบัดที่สืบสาวย้อนยุคไปได้ไกลมาก แล้วก็เอามารักษาสมาธิสั้นได้ผลซะด้วย" ดร.ดอริส เจียเนตต์ นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟียกล่าว "ดนตรีลดความวิตกกังวลในผู้คนได้ และแน่นอนเด็กสมาธิสั้นมีความวิตกกังวลสูง"
ดนตรีให้ความสงบแก่เด็กสมาธิสั้นได้ ช่วยให้เด็กมีสมาธิได้มากขึ้น และให้ใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้นานขึ้น เมกเคลลี เชสนัต นักดนตรีบำบัดที่นิวเจอร์ซีกล่าว และเนื่องจากดนตรีเป็นของนุ่มนวลและไม่มีลักษณะคุกคามเหมือนการรักษาแบบอื่น เด็กสมาธิสั้นกับผู้บำบัดจึงเผยตัวแก่กันและกันได้ง่ายกว่า และดนตรีก็ช่วยให้เด็กเปิดตัวออกสู่โลกภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ การบำบัดด้วยดนตรีสามารถทำได้เป็นกลุ่มหรือเป็นการรักษารายบุคคลก็ได้
การรักษาด้วยดนตรีบำบัดไม่จำเป็นว่าเด็กจะต้องมีความถนัดหรือสามารถในการดนตรีใดๆ เลย แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ว่า ด้วยดนตรีบำบัดนี้เองแหละที่เด็กสมาธิสั้นบางคนกลับจะมีการสร้างสรรค์ที่ดี และสามารถแสดงความสามารถทางดนตรีของเขาที่หลบซ่อนอยู่ออกมา
ชนิดของดนตรีนั้นไม่สำคัญ แม้ว่านักดนตรีบำบัดบางท่านอย่าง ดร.เจียเนตต์จะบอกว่า ดนตรีคลาสสิกให้ความสงบได้ดีและสามารถเพิ่มไอคิวให้เด็กได้
การวิจัยหลายชิ้นพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะพร้อมไปกับเสียงดนตรีช่วยพัฒนาสมาธิ ช่วยทักษะการใช้ร่างกาย และยังช่วยผลการเรียนหนังสือของเด็กอีกด้วย
การวิจัยพบว่าด้วยหลักสูตร 3-5 สัปดาห์ ใช้วิธีฝึกโดยให้เด็กสวมหูฟังและติดเครื่องส่งสัญญาณที่มือเท้าของเด็ก แล้วฝึกให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลงที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ผลปรากฏว่าเด็กสามารถพัฒนาสมาธิ การใช้ภาษา พัฒนาการเคลื่อนไหวร่างกาย และแม้กระทั่งพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
แต่ขณะเดียวกันเราก็ควรรู้ว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถใช้ดนตรีบำบัดให้กับลูกของตนได้ในบ้าน ขอเพียงพ่อแม่ได้รู้หลักสักนิดก็อาจจะสามารถช่วยเด็กได้
ยกตัวอย่าง เช่น การฟังดนตรีด้วยกัน เล่นเครื่องดนตรีอย่างง่ายด้วยกัน หรือร้องเพลงด้วยกัน ก็สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ในระหว่างเด็กกับพ่อแม่ได้แล้ว
เวลาร้องเพลงก็ไม่ต้องกลัวจะผิดโน้ตผิดคีย์ ขอเพียงได้เปล่งเสียงออกมา ก็ได้ประโยชน์แล้ว
และแม้กระทั่งเวลาเข้านอน ถ้าพ่อแม่จะรู้จักเปิดเพลงเบาๆ ก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมง นั่นก็จะช่วยโน้มนำจิตใจของเด็กให้เริ่มสงบและเข้าสู่นิทรารมณ์ได้
"ไม่มีอะไรจะสร้างชีวิตชีวาให้กับสมองได้เท่ากับเสียงดนตรี" นพ.โอลิเวอร์ แซกส์ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยามหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าว นายแพทย์คนนี้เป็นผู้ที่รักษาผู้ป่วยพาร์กินสันด้วยดนตรี ลึกลงไปกว่านั้นดนตรีมีผลกระตุ้นรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาทเลยทีเดียว เป็นที่รู้กันว่าเด็กสมาธิสั้นขาดสารสื่อนำประสาทชื่อโดปามีน และงานวิจัยก็พบว่าด้วยดนตรีบำบัดนี่แหละสามารถเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมองของเด็ก
แพ็ตตี คาทาโลนา นักประสาทวิทยาด้านดนตรีบำบัดเปิดเผยว่า "ด้วยเครื่องตรวจภาพลักษณ์ของสมอง (brain imaging) ซึ่งสามารถแสดงพื้นที่ของสมองแต่ละส่วนในขณะที่ทำกิจกรรมแต่ละอย่าง มันสามารถบอกได้ว่าว่าส่วนไหนกำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น เราพบว่าดนตรีไปกระตุ้นให้ซีกของสมองทั้งขวาและซ้ายสว่างไสวขึ้นมา นั่นแหละเป้าหมายของดนตรีบำบัดละ"
และการวิจัยอีกชิ้นที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็พบว่า ด้วยเครื่องตรวจภาพลักษณ์สมอง การได้ฟังดนตรีซิมโฟนีที่แต่งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 พื้นที่สมองซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตั้งสมาธิ การจดจำ การคาดคะเน พื้นที่เหล่านี้มีภาวะตื่นตัวขึ้น
ในสหรัฐอเมริกาสมาคมดนตรีบำบัดแห่งอเมริกาถึงกับจัดตั้งบริการในการช่วยจัดหานักดนตรีบำบัดให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการรับการช่วยเหลือในเรื่องนี้
ในประเทศไทย ผมพยายามแสวงหาผู้รู้ซึ่งมีทั้งทฤษฎีและประสบการณ์ในการใช้ดนตรีเพื่อการร่วมรักษาโรคอย่างจริงจัง
จนกระผมได้มีโอกาสรู้จักการแพทย์ทางเลือกอีกแขนงหนึ่งที่เรียกว่า มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ก่อตั้งโดย ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ซึ่งมีภาคปฏิบัติ 3 ประการคือ 1. กระบวนการศึกษาที่เรียกว่า การศึกษาแบบวอลดอล์ฟ 2. การเกษตรกรรมธรรมชาติ 3. กระบวนการรักษาสุขภาพที่เรียกว่าการแพทย์มนุษยปรัชญา มีการใช้ทั้งศิลปบำบัด ดนตรีบำบัด และนาฏบำบัดที่เรียกว่ายูริธมี จะว่าไปแล้วดนตรีบำบัดในสายของมนุษยปรัชญานับได้ว่า ประกอบด้วยทั้งทฤษฎีและปฏิบัติที่ค่อนข้างเพียบพร้อมเลยทีเดียว
และท่านผู้หนึ่งที่ทำในเรื่องนี้คือ อาจารย์ณภัทร ชัยสุบรรณ์กนก หรือครูมัย ซึ่งกำลังจะจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดที่ Healthy Flavor ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ นั่นทำให้ผมได้มีโอกาสขอสัมภาษณ์ครูมัยในเรื่องราวดังกล่าว
"ดิฉันจบปริญญาการดนตรีจากคณะศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นครูสอนเปียโนมาเรื่อยๆ ต่อมาได้มีโอกาสเล่นเปียโนให้กับนาฏบำบัดที่เรียกว่ายูริธมีของวงการมนุษยปรัชญา จึงได้เริ่มเข้าถึงหลักการดำเนินชีวิตแขนงนี้ แล้วก็โชคดีของดิฉันอีกที่ได้มีโอกาสศึกษาวิชาดนตรีบำบัดจาก สเตฟาน คูห์เนอ (Stefan Kuhne) อาจารย์ชาวเยอรมันผู้โดดเด่นท่านหนึ่งของวิชาดนตรีบำบัดในสายมนุษยปรัชญา เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อ 7 ปีที่แล้วอาจารย์สเตฟานได้มาเมืองไทย เพื่อสอนแสดงวิชาดนตรีบำบัดให้กับโรงเรียนในสังกัดในสายการศึกษาแบบวอลดอล์ฟ ซึ่งตอนนั้นดิฉันแม้จะไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับการบำบัด แต่ด้วยความที่เป็นนักดนตรีจึงได้สมัครเรียนกับอาจารย์โดยไม่เคยรู้ว่าจะต้องเรียนวิชานี้ไปกี่ปี มีแต่ความชื่นชอบในหัวใจที่จูงใจให้ดิฉันเข้าเรียนหลักสูตรกับอาจารย์ เรียนไปเรื่อยๆ โดยอาจารย์แวะเวียนมาจากเยอรมนีเพื่อทำการสอน มารู้ตัวอีกที ดิฉันเรียนมาได้ 7 ปีเข้าไปแล้ว เป็นการเรียนที่เรียนต่อไปได้เรื่อยๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งสั่งสมประสบการณ์มาก"
วิธีการของครูมัยมีทั้งการเครื่องตี เช่น กลอง ฆ้อง ซึ่งถ้าเด็กเล็กก็ให้ตีตามครู บางทีใช้เชลโล่ด้วย เนื่องจากเวลาสีเชลโล่ต้องพาดกับตัว ครูสีให้ดูเด็กจะรับรู้ความสั่นสะเทือนเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ พอเด็กสีเองอาจกระตุกและไม่เรียบ เด็กจะต้องหัดจนได้ความเรียบ แล้วเขาจะตระหนักถึงความสงบ โดยได้ฝึกการใช้สมาธิไปด้วย
อีกวิธีคือใช้ดนตรีประกอบลูกบอลไม้ เด็กเล่นเป็นกลุ่มได้ ลูกบอลลูกแรกกลิ้งเข้ามาในวงแล้วตามมาด้วยอีกหลายลูก จนเยอะแยะไปหมด เด็กจะเพิ่มระดับความสนใจจนกระทั่งตื่นเต้น แล้วลูกบอลถูกลดลงจนเหลือลูกเดียวแล้วหมดไปในที่สุด เด็กจะเรียนรู้การเพิ่มขีดความตื่นเต้นแล้วนำสู่ความสงบได้ ซึ่งเด็กสมาธิสั้นมักจะขาดความสามารถในเรื่องนี้
กิจกรรมที่ครูมัยจะทำในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ เธอแนะนำว่าเหมาะกับผู้ใหญ่ที่ต้องการระเหิดตัวเอง หรือพ่อแม่เด็กสมาธิสั้นมาเรียนรู้ดนตรีที่จะไปใช้กับลูก ส่วนลูกสมาธิสั้นขอเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 9 ขวบไปก่อน หารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ข้างต้น ( www.doctoraom.com )
.
ขาดชีวิตกลางแจ้ง กับสมาธิสั้น
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.balavi.com
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1677 หน้า 93
มีข้อสังเกตว่า ภาวะสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วควบคู่กับการเติบโตขึ้นของสังคมเมือง และเด็กจำนวนไม่น้อยในเวลานี้ต้องใช้ชีวิตอุดอู้อยู่ในห้องแคบๆ ขาดการออกกำลังกายและชีวิตกลางแจ้ง
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ที่เออร์บานา-แชมเปญน์ตีพิมพ์ในวารสารสาธารณสุขอเมริกัน (the American Journal of Public Health) เป็นการศึกษาในระดับทั่วประเทศในเด็กอายุระหว่าง 5-18 ปี ที่ได้ร่วมกิจกรรมกลางแจ้งพบว่า สามารถลดอาการของสมาธิสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ฟรานส์ อี. คูโอ และ แอนเดรีย เฟเบอร์ เทย์เลอร์ ผู้วิจัยกล่าวว่า "ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตกลางแจ้งกับธรรมชาติของเด็กในภาคส่วนต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่
พบว่า การออกไปมีกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมชาติซึ่งจัดเป็นคอร์สหลังชั่วโมงเรียนหรือในวันหยุดสุดสัปดาห์ล้วนมีผลอย่างกว้างไกลในการลดอาการต่างๆ ของเด็กสมาธิสั้น"
พวกเขากล่าวอีกว่า "สมาธิสั้นเป็นความผิดปกติทางประสาทวิทยาประการหนึ่งพบในเด็กอเมริกันวัยเรียนถึง 2 ล้านคน และพบในผู้ใหญ่อีกจำนวน 2-4% ของประชากรสหรัฐอเมริกาด้วย บุคคลเหล่านี้ต้องเผชิญกับผลที่ติดตามมาตั้งแต่ปัญหาในโรงเรียน ปัญหาปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปัญหาซึมเศร้า การติดยา และปัญหาในการทำงานอาชีพ"
งานวิจัยของคูโอและเทย์เลอร์ได้รับการสนับสนุนจากสภาที่ปรึกษาป่าไม้และชุมชนเมืองแห่งชาติ ในสังกัดองค์การป่าไม้สหรัฐอเมริกา ร่วมกับฝ่ายงานความร่วมมือเพื่อการวิจัย ศึกษา และบริการของกรมเกษตรกรรมแห่งชาติ
พวกเขาทำวิจัยในเด็กผู้ชาย 322 คน เด็กผู้หญิง 84 คน
คูโอและเทย์เลอร์ได้สัมภาษณ์พ่อแม่ของเด็กและบอกให้รายงานสภาพเด็กก่อนและหลังการทำกิจกรรมชนิดต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบผล กิจกรรมมีหลายประเภทในสภาพแวดล้อมต่างๆ กัน
มีตั้งแต่กิจกรรมภายในบ้านและนอกบ้าน มีทั้งที่ไม่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียว และในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมสีเขียว อาจเป็นกิจกรรมในพื้นที่จอดรถยนต์ กิจกรรมในพื้นที่ชานเมือง หรือเป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่สัมพันธ์กับธรรมชาติในระดับใดระดับหนึ่ง เช่น บนบาทวิถีของถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่น บ้างเป็นกิจกรรมที่สนามหญ้าหลังบ้าน บ้างเป็นกิจกรรมในสวนสาธารณะ
ผลวิจัยปรากฏว่าอาการสมาธิสั้นจะลดลงอย่างมากถ้าเด็กได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียว ทั้งพบด้วยว่าการทำกิจกรรมประเภทเดียวกันในสิ่งแวดล้อมสีเขียวหรือไม่สีเขียวก็มีผลแตกต่างกันชัดเจน
คูโอซึ่งเป็นศาสตราจารย์ของภาควิชาวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์กล่าวว่า
"ด้วยกิจกรรม 56 ประเภทที่แตกต่างกัน เราพบว่ากิจกรรมกลางแจ้งสีเขียวมีผลสูงสุดในการแก้อาการสมาธิสั้น มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ชัดเจนมาก" เธอกล่าว "จากผลวิจัยเช่นนี้น่าจะนำไปสู่การต่อยอดเป็นการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่สัมพันธ์กับธรรมชาติให้แก่ประชากรทั่วไปในสังคมเมือง เพื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นที่มีอยู่มากมายทุกวันนี้ เพราะการใช้ยารักษานั้นได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ทั้งเด็กยังต้องรับผลข้างเคียงที่ร้ายแรงของยา คิดดูซิว่ามีพ่อแม่คนไหนที่อยากจะให้ยาแก่ลูกของตน ยาที่มีฤทธิ์ไปฆ่าความอยากอาหารของเด็กวันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ทั้งมีผลทำให้เด็กนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน แล้วยังไม่ต้องพูดถึงการใช้จ่ายค่ายาซึ่งแพงมากเพียงใด ถ้าเราเพียงแต่จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมธรรมชาติให้เด็กๆ วิธีการเช่นนี้ทั้งไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ต้องมีผลข้างเคียงใดๆ"
"ยาสีเขียว ที่เราอาจจัดให้เด็กอาจเข้าไปเสริมหรือแทนที่ยาจริงที่เด็กกินอยู่ก็ได้ ในกรณีที่การกินยายังได้ผลไม่เป็นที่พอใจ หรือบางคนยาเคมีที่กินก็ไม่ได้ผลเอาเสียเลยซึ่งมีอยู่ถึง 10% ของเด็กที่กินยาอยู่
ทุกวันนี้ ยาสีเขียวอาจมีบทบาทเข้ามาชุบชีวิตให้กับเด็กเหล่านี้ ถ้าเขาเพียงแต่รับประทานยาสีเขียวด้วยการเดินผ่านต้นไม้สีเขียวขณะไปโรงเรียน นั่งเรียนหนังสือหรือทำการบ้านข้างหน้าต่างที่มองออกไปเป็นต้นไม้ดอกไม้ หรือได้เล่นในสนามหญ้าสีเขียวหลังโรงเรียนเลิก ถ้าไม่มีจริงๆ ขอเพียงแค่ได้เล่นบนบาทวิถีที่ของถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่นก็ยังช่วยเด็กๆ ได้" เธอกล่าว
"ผลการวิจัยนี้น่าตื่นเต้นมาก เราน่าจะมาถูกทางแล้ว เพราะเรากำลังได้มาซึ่งวิธีการรักษาที่มีศักยภาพสูงและมีผลกว้างไกลสำหรับภาวะสมาธิสั้นที่มีอยู่ในเด็กอเมริกันทุกๆ 1 ใน 14 คน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมีเด็กสมาธิสั้น 1-2 คนในทุกๆ ห้องเรียน ซึ่งถ้าการวิจัยในเรื่องนี้พิสูจน์ว่าการออกไปสัมผัสธรรมชาติสามารถลดภาวะสมาธิสั้นได้ เราก็น่าจะต้องจัด "เวลาสีเขียว" ไว้ในชั่วโมงเรียนเพื่อเป็นเสมือนการป้อนยาทางธรรมชาติและพฤติกรรมให้กับเด็กสมาธิสั้นเหล่านี้"
การออกกำลังกาย
ช่วยการเจริญของเซลล์ประสาท
งานวิจัยที่มีน้ำหนักอีกชิ้นเป็นสถาบันการแพทย์โฮวาร์ดฮิวส์ (Howard Hughes Medical Institute-HHMI) งานนี้ทดลองในหนูแล้วพบว่าหนูที่วิ่งอยู่เสมอจะเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท ช่วยในการเรียนรู้และความจำของหนูทดลอง
เทอเรนส์ เซจโนวสกี ผู้ทำการวิจัยกล่าวว่า "ที่ผ่านมาเราพากันเชื่อว่าถ้าสัตว์เติบโตแล้วเซลล์ประสาทก็ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือแบ่งเซลล์ได้อีก แต่ต้อนนี้เราพบแล้วว่ามันเป็นไปได้"
เมื่องานวิจัยพบเช่นนี้ การฝึกเด็กสมาธิสั้นให้ออกกำลังกาย มีชีวิตกลางแจ้งกับธรรมชาติย่อมช่วยเซลล์ประสาทของเด็กได้
"อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงก็คือในกระบวนการรักษาเด็กสมาธิสั้นนั้น แพทย์ไม่ได้ทำอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายของเด็กเลย" เดวิด กูดแมน (David Goodman) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่งมหาวิทยาลัยการแพทย์จอห์นส์ ฮอปกินส์กล่าว
"ที่แท้แล้ว การออกกำลังกายมีผลดีกับเด็กสมาธิสั้นมาก เพราะมันไปช่วยเพิ่มสารเคมีสำคัญสองตัวในสมองของเด็ก คือโดปามีนและนอร์เอพิเนฟรีน ซึ่งช่วยให้คนเรามีสมาธิได้มากขึ้น จะสังเกตได้ว่าใครก็ตามถ้าได้ออกกำลังกายแล้วการเรียนรู้จะดีขึ้นมากใน 1-3 ชั่วโมงหลังจากนั้น แต่วันรุ่งขึ้นผลก็จะหมดไปนะ"
"ถ้าเด็กๆ ได้ออกกำลังกายให้เหน็ดเหนื่อยสักวันละ 3-5 ครั้งพวกเขาก็อาจจะไม่ต้องกินยาอะไรเลย" จอห์น ราเทย์ (John Ratey) ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกด้านจิตเวชมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดเสริมความเห็นตรงนี้
ราเทย์เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มดังเรื่องการออกกำลังกายช่วยลดอาการสมาธิสั้นได้อย่างไร? ขณะเดียวกัน เจมส์ เพอร์ริน (James Perrin) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชแห่งโรงพยาบาลบอสตันแมสเจเนรัลก็กล่าวว่า
"ถ้าเด็กได้เล่นกีฬาแบบเป็นทีม ก็จะช่วยเด็กสมาธิสั้นได้หลายทาง เพราะเด็กจะได้ออกเรี่ยวแรงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์บางอย่าง ครูฝึกก็อาจจะช่วยนำพาเด็กให้มีสมาธิและสะสมทักษะในระหว่างการเล่นกีฬาดังกล่าว"
ทีวีและวิดีโอ
แลกกับการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
จริงๆ แล้ว เด็กๆ ทุกคนพอถึงหน้าปิดเทอมกลางและปิดเทอมฤดูร้อน น่าจะเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด เพราะเขาจะได้พักผ่อนสมองที่ตรากตรำจากการเรียนหนังสือ และต้องอุดอู้อยู่ในห้องเรียน เปลี่ยนไปสู่การเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ไปแคมปิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรืออื่นๆ จนกระทั่งนักวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ภาวะสมองไหลตอนปิดเทอมฤดูร้อน"
งานวิจัยบอกเราว่า เมื่อเข้าฤดูร้อนแล้วเด็กนักเรียนจะใช้เวลาน้อยลงกับวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านหนังสืออื่นๆ ประมาณ 1-3 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงลดต่ำทางวิชาการของเด็กนักเรียน เด็กไม่ต้องถูกคาดหวังเรื่องการเรียนมากนัก เด็กได้พักผ่อน และแม้แต่ความเข้มงวดของพ่อแม่ต่อเด็กๆ ในเรื่องเวลาเข้านอนก็ได้รับการผ่อนผัน ตรงนี้เรียกว่าภาวะสมองไหลตอนปิดเทอมฤดูร้อน แต่ไม่ใช่การลดลงที่สูญเปล่าถ้าเด็กๆ จะใช้เวลาปิดเทอมในทางที่สมควร
แต่นับเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินที่ว่า ปัจจุบันนี้แทนที่เด็กๆ จะได้ใช้เวลาดังกล่าวกับชีวิตกลางแจ้ง
พวกเขากลับเสียเวลาอย่างเปล่าดายอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ดูหนังโทรทัศน์ เล่นวิดีโอเกมกับเพื่อน นับเป็นวิถีชีวิตแบบนั่งนิ่งแทนที่จะออกไปเคลื่อนไหวออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเป็นประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพของเด็กปกติ และจำเป็นอย่างยิ่งกับเด็กสมาธิสั้น
และข่าวล่ามาหลังสุดก็คือ กระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยนอกจากมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนทั่วประเทศแล้ว ยังมีบางโรงเรียนแสดงความใจดีเพิ่มขึ้นโดยอนุญาตให้เด็กนักเรียนยืมแท็บเล็ตกลับบ้านในระหว่างปิดภาคเรียนด้วย
คิดดูก็แล้วกันว่าช่วงเวลาปิดเทอมซึ่งเด็กๆ ควรได้ออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้ง แต่กลับจะถูกล่อหลอกให้ติดอยู่หน้าจอแท็บเล็ต เพิ่มจำนวนเด็กสมาธิสั้นเข้าไปอีก หรือจะคิดกันว่า คนโง่ปกครองง่าย กระมัง?
แต่ขอบอกเสียก่อนว่าคนสมาธิสั้นไม่ใช่ง่ายที่จะ "เอาอยู่" ถ้าในภายภาคหน้ามีคนสมาธิสั้นเต็มบ้านเต็มเมือง
ตอนนั้นจะรู้สึก
_________________________________________________________________________________________
อ่านประเด็นเซลล์สมองเด็ก เพิ่มที่ - (การ์ตูนที่รัก) เรื่องมีอยู่ว่า i AM SHOCKOLATE ..โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
http://botkwamdee.blogspot.com/2012/10/z-shocklt.html
++
ดนตรีบำบัด ร่วมรักษาสมาธิสั้น
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.doctoraom.com
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1678 หน้า 93
ผู้อ่านคงติดตามเรื่องราวของเด็กสมาธิสั้น ซึ่งผมไล่เลียงปัจจัยก่อโรคและกระบวนการรักษาสมาธิสั้นมาพอสมควร
ในกระบวนการรักษาสมาธิสั้น เรื่องราวของดนตรีบำบัดเป็นแขนงหนึ่งที่ให้ความหวังประการหนึ่ง
แน่นอนว่าเรื่องราวของดนตรีบำบัดช่วยเด็กสมาธิสั้นได้รับการพิสูจน์มาแล้วมากมาย
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปี ค.ศ.1944 มีความเคลื่อนไหวครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ใช้ดนตรีบำบัดในการช่วยรักษาผู้ป่วยซึมเศร้า วิตกกังวล ภาวะเครียดผิดปกติหลังเหตุร้าย (post-traumatic stress disorder-PTSD) และช่วยรักษาภาวะสมาธิสั้นด้วย
"ดนตรีเป็นอุปกรณ์บำบัดที่สืบสาวย้อนยุคไปได้ไกลมาก แล้วก็เอามารักษาสมาธิสั้นได้ผลซะด้วย" ดร.ดอริส เจียเนตต์ นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟียกล่าว "ดนตรีลดความวิตกกังวลในผู้คนได้ และแน่นอนเด็กสมาธิสั้นมีความวิตกกังวลสูง"
ดนตรีให้ความสงบแก่เด็กสมาธิสั้นได้ ช่วยให้เด็กมีสมาธิได้มากขึ้น และให้ใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้นานขึ้น เมกเคลลี เชสนัต นักดนตรีบำบัดที่นิวเจอร์ซีกล่าว และเนื่องจากดนตรีเป็นของนุ่มนวลและไม่มีลักษณะคุกคามเหมือนการรักษาแบบอื่น เด็กสมาธิสั้นกับผู้บำบัดจึงเผยตัวแก่กันและกันได้ง่ายกว่า และดนตรีก็ช่วยให้เด็กเปิดตัวออกสู่โลกภายนอกได้อย่างเป็นธรรมชาติ การบำบัดด้วยดนตรีสามารถทำได้เป็นกลุ่มหรือเป็นการรักษารายบุคคลก็ได้
การรักษาด้วยดนตรีบำบัดไม่จำเป็นว่าเด็กจะต้องมีความถนัดหรือสามารถในการดนตรีใดๆ เลย แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ว่า ด้วยดนตรีบำบัดนี้เองแหละที่เด็กสมาธิสั้นบางคนกลับจะมีการสร้างสรรค์ที่ดี และสามารถแสดงความสามารถทางดนตรีของเขาที่หลบซ่อนอยู่ออกมา
ชนิดของดนตรีนั้นไม่สำคัญ แม้ว่านักดนตรีบำบัดบางท่านอย่าง ดร.เจียเนตต์จะบอกว่า ดนตรีคลาสสิกให้ความสงบได้ดีและสามารถเพิ่มไอคิวให้เด็กได้
การวิจัยหลายชิ้นพบว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะพร้อมไปกับเสียงดนตรีช่วยพัฒนาสมาธิ ช่วยทักษะการใช้ร่างกาย และยังช่วยผลการเรียนหนังสือของเด็กอีกด้วย
การวิจัยพบว่าด้วยหลักสูตร 3-5 สัปดาห์ ใช้วิธีฝึกโดยให้เด็กสวมหูฟังและติดเครื่องส่งสัญญาณที่มือเท้าของเด็ก แล้วฝึกให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลงที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ผลปรากฏว่าเด็กสามารถพัฒนาสมาธิ การใช้ภาษา พัฒนาการเคลื่อนไหวร่างกาย และแม้กระทั่งพฤติกรรมของตนให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน
แต่ขณะเดียวกันเราก็ควรรู้ว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถใช้ดนตรีบำบัดให้กับลูกของตนได้ในบ้าน ขอเพียงพ่อแม่ได้รู้หลักสักนิดก็อาจจะสามารถช่วยเด็กได้
ยกตัวอย่าง เช่น การฟังดนตรีด้วยกัน เล่นเครื่องดนตรีอย่างง่ายด้วยกัน หรือร้องเพลงด้วยกัน ก็สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ในระหว่างเด็กกับพ่อแม่ได้แล้ว
เวลาร้องเพลงก็ไม่ต้องกลัวจะผิดโน้ตผิดคีย์ ขอเพียงได้เปล่งเสียงออกมา ก็ได้ประโยชน์แล้ว
และแม้กระทั่งเวลาเข้านอน ถ้าพ่อแม่จะรู้จักเปิดเพลงเบาๆ ก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมง นั่นก็จะช่วยโน้มนำจิตใจของเด็กให้เริ่มสงบและเข้าสู่นิทรารมณ์ได้
"ไม่มีอะไรจะสร้างชีวิตชีวาให้กับสมองได้เท่ากับเสียงดนตรี" นพ.โอลิเวอร์ แซกส์ ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยามหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าว นายแพทย์คนนี้เป็นผู้ที่รักษาผู้ป่วยพาร์กินสันด้วยดนตรี ลึกลงไปกว่านั้นดนตรีมีผลกระตุ้นรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาทเลยทีเดียว เป็นที่รู้กันว่าเด็กสมาธิสั้นขาดสารสื่อนำประสาทชื่อโดปามีน และงานวิจัยก็พบว่าด้วยดนตรีบำบัดนี่แหละสามารถเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมองของเด็ก
แพ็ตตี คาทาโลนา นักประสาทวิทยาด้านดนตรีบำบัดเปิดเผยว่า "ด้วยเครื่องตรวจภาพลักษณ์ของสมอง (brain imaging) ซึ่งสามารถแสดงพื้นที่ของสมองแต่ละส่วนในขณะที่ทำกิจกรรมแต่ละอย่าง มันสามารถบอกได้ว่าว่าส่วนไหนกำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น เราพบว่าดนตรีไปกระตุ้นให้ซีกของสมองทั้งขวาและซ้ายสว่างไสวขึ้นมา นั่นแหละเป้าหมายของดนตรีบำบัดละ"
และการวิจัยอีกชิ้นที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็พบว่า ด้วยเครื่องตรวจภาพลักษณ์สมอง การได้ฟังดนตรีซิมโฟนีที่แต่งขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 พื้นที่สมองซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตั้งสมาธิ การจดจำ การคาดคะเน พื้นที่เหล่านี้มีภาวะตื่นตัวขึ้น
ในสหรัฐอเมริกาสมาคมดนตรีบำบัดแห่งอเมริกาถึงกับจัดตั้งบริการในการช่วยจัดหานักดนตรีบำบัดให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการรับการช่วยเหลือในเรื่องนี้
ในประเทศไทย ผมพยายามแสวงหาผู้รู้ซึ่งมีทั้งทฤษฎีและประสบการณ์ในการใช้ดนตรีเพื่อการร่วมรักษาโรคอย่างจริงจัง
จนกระผมได้มีโอกาสรู้จักการแพทย์ทางเลือกอีกแขนงหนึ่งที่เรียกว่า มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) ก่อตั้งโดย ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ซึ่งมีภาคปฏิบัติ 3 ประการคือ 1. กระบวนการศึกษาที่เรียกว่า การศึกษาแบบวอลดอล์ฟ 2. การเกษตรกรรมธรรมชาติ 3. กระบวนการรักษาสุขภาพที่เรียกว่าการแพทย์มนุษยปรัชญา มีการใช้ทั้งศิลปบำบัด ดนตรีบำบัด และนาฏบำบัดที่เรียกว่ายูริธมี จะว่าไปแล้วดนตรีบำบัดในสายของมนุษยปรัชญานับได้ว่า ประกอบด้วยทั้งทฤษฎีและปฏิบัติที่ค่อนข้างเพียบพร้อมเลยทีเดียว
และท่านผู้หนึ่งที่ทำในเรื่องนี้คือ อาจารย์ณภัทร ชัยสุบรรณ์กนก หรือครูมัย ซึ่งกำลังจะจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดที่ Healthy Flavor ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ นั่นทำให้ผมได้มีโอกาสขอสัมภาษณ์ครูมัยในเรื่องราวดังกล่าว
"ดิฉันจบปริญญาการดนตรีจากคณะศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นครูสอนเปียโนมาเรื่อยๆ ต่อมาได้มีโอกาสเล่นเปียโนให้กับนาฏบำบัดที่เรียกว่ายูริธมีของวงการมนุษยปรัชญา จึงได้เริ่มเข้าถึงหลักการดำเนินชีวิตแขนงนี้ แล้วก็โชคดีของดิฉันอีกที่ได้มีโอกาสศึกษาวิชาดนตรีบำบัดจาก สเตฟาน คูห์เนอ (Stefan Kuhne) อาจารย์ชาวเยอรมันผู้โดดเด่นท่านหนึ่งของวิชาดนตรีบำบัดในสายมนุษยปรัชญา เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อ 7 ปีที่แล้วอาจารย์สเตฟานได้มาเมืองไทย เพื่อสอนแสดงวิชาดนตรีบำบัดให้กับโรงเรียนในสังกัดในสายการศึกษาแบบวอลดอล์ฟ ซึ่งตอนนั้นดิฉันแม้จะไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับการบำบัด แต่ด้วยความที่เป็นนักดนตรีจึงได้สมัครเรียนกับอาจารย์โดยไม่เคยรู้ว่าจะต้องเรียนวิชานี้ไปกี่ปี มีแต่ความชื่นชอบในหัวใจที่จูงใจให้ดิฉันเข้าเรียนหลักสูตรกับอาจารย์ เรียนไปเรื่อยๆ โดยอาจารย์แวะเวียนมาจากเยอรมนีเพื่อทำการสอน มารู้ตัวอีกที ดิฉันเรียนมาได้ 7 ปีเข้าไปแล้ว เป็นการเรียนที่เรียนต่อไปได้เรื่อยๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งสั่งสมประสบการณ์มาก"
วิธีการของครูมัยมีทั้งการเครื่องตี เช่น กลอง ฆ้อง ซึ่งถ้าเด็กเล็กก็ให้ตีตามครู บางทีใช้เชลโล่ด้วย เนื่องจากเวลาสีเชลโล่ต้องพาดกับตัว ครูสีให้ดูเด็กจะรับรู้ความสั่นสะเทือนเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ พอเด็กสีเองอาจกระตุกและไม่เรียบ เด็กจะต้องหัดจนได้ความเรียบ แล้วเขาจะตระหนักถึงความสงบ โดยได้ฝึกการใช้สมาธิไปด้วย
อีกวิธีคือใช้ดนตรีประกอบลูกบอลไม้ เด็กเล่นเป็นกลุ่มได้ ลูกบอลลูกแรกกลิ้งเข้ามาในวงแล้วตามมาด้วยอีกหลายลูก จนเยอะแยะไปหมด เด็กจะเพิ่มระดับความสนใจจนกระทั่งตื่นเต้น แล้วลูกบอลถูกลดลงจนเหลือลูกเดียวแล้วหมดไปในที่สุด เด็กจะเรียนรู้การเพิ่มขีดความตื่นเต้นแล้วนำสู่ความสงบได้ ซึ่งเด็กสมาธิสั้นมักจะขาดความสามารถในเรื่องนี้
กิจกรรมที่ครูมัยจะทำในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ เธอแนะนำว่าเหมาะกับผู้ใหญ่ที่ต้องการระเหิดตัวเอง หรือพ่อแม่เด็กสมาธิสั้นมาเรียนรู้ดนตรีที่จะไปใช้กับลูก ส่วนลูกสมาธิสั้นขอเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 9 ขวบไปก่อน หารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ข้างต้น ( www.doctoraom.com )
.
2555-09-13
พิศณุ: อายุ 92 ปี เริ่มเรียนหนังสือ! อายุ 99 ปี เริ่มเขียนหนังสือขาย!
.
บทความของปี 2554 - ผู้ให้กับผู้รับใครมีความสุขมากกว่ากัน โดย พิศณุ นิลกลัด
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
อายุ 92 ปี เริ่มเรียนหนังสือ! อายุ 99 ปี เริ่มเขียนหนังสือขาย!
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 96
วันที่ 8 กันยายนของทุกปี ถือเป็นวันรู้หนังสือสากล ริเริ่มโดยองค์การยูเนสโก้ เพื่อให้พลโลกเห็นความสำคัญของการรู้หนังสือ
จากการสำรวจของยูเนสโก้เมื่อปี 2552 พบว่าคนไทยอ่านภาษาไทยไม่ออก เขียนไม่ได้กว่า 4 ล้านคน คิดเป็น 6.3% ของคนทั้งประเทศ และเมื่อนับทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออกถึง 793 ล้านคน คิดเป็น 17% ของประชากรโลก ที่น่าตกใจก็จำนวนพลโลกที่ไม่รู้หนังสือเพิ่มจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วถึง 8%
คนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้มักจะกลายเป็นคนที่เชื่อคนง่ายเพราะเมื่อได้ยินคนบอกอะไรมา แม้จะเกิดความสงสัยก็ไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่เป็นความจริงมาอ่าน หากถูกครอบงำโดยคนไม่ดีก็จะถูกชักจูงไปในทางที่ผิด
มองในระดับที่ใหญ่ขึ้นไป ความไม่รู้หนังสือปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ศักยภาพของคนในการช่วยพัฒนาประเทศก็ลดลง
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คุณตาเจมส์ อาร์รูด้า เฮนรี่ (James Arruda Henry) ชาวอเมริกันวัย 99 ปี เป็นข่าวดังทั่วอเมริกา จากการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ In a Fisherman"s Language แปลเป็นไทยแบบตรงๆ ว่า "ในภาษาของชาวประมง" หลังจากเริ่มเรียนอ่านและเขียนหนังสือตอนอายุ 92 ปี ซึ่งประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ส่งสารแสดงความยินดีและชื่นชมในความพยายามและความสำเร็จ
In a Fisherman"s Language เป็นหนังสือความหนา 80 หน้า เล่าถึงเรื่องของคนที่ไม่รู้หนังสือว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อการดำเนินชีวิต รวมทั้งแรงบันดาลใจในการเรียนอ่านเขียนหนังสืออีกครั้งเมื่ออายุเกือบร้อยปี ซึ่งขณะนี้หนังสือเล่มนี้อยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วอเมริกา
คุณตาเจมส์ อาร์รูด้า เฮนรี่ เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายโปรตุเกส ครอบครัวอพยพไปตั้งรกรากอยู่ที่รัฐโรด ไอร์แลนด์ ตั้งแต่เป็นเด็ก ด้วยความที่ทางบ้านมีฐานะยากจน พ่อเอาตัวออกมาจากโรงเรียนตอนอายุ 9 ขวบหลังจากเรียนจบแค่เกรด 3 หรือเทียบเท่ากับ ป.3 บ้านเรา-เพื่อทำงานช่วยเหลือครอบครัว
แม้จะเรียนจบเกรด 3 แต่คุณตาเจมส์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เพราะพ่อไม่ให้ความสำคัญ ถูกสั่งให้หยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อทำงานอยู่เรื่อย
นอกจากนี้ ตอนเด็กคุณตาเจมส์ตัวใหญ่กว่าเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ครูก็เลยให้เลื่อนชั้นทุกปีโดยไม่ได้ทดสอบการอ่านเขียน!
คุณตาเจมส์ทำงานรับจ้างไปเรื่อยไม่เคยเลือกงาน จนกระทั่งได้เป็นกัปตันเรือจับกุ้งล็อบสเตอร์ซึ่งเป็นอาชีพที่งานหนักแต่รายได้ดี (กัปตันเรือจับกุ้งล็อบสเตอร์สมัยนี้ได้เงินเดือนคิดเป็นเงินไทยปีละหลายล้านบาท)
ด้วยหน้าที่การงานทำให้คุณตาเจมส์ไม่มีเวลาได้กลับไปเรียนหนังสือ ซึ่งคุณตาเจมส์บอกว่าเป็นความลับที่ตัวเองรู้สึกอับอายมากและไม่บอกให้ใครรู้ จนความลับมาแตกเมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบใบขับขี่ คุณตาอ่านใบสมัครไม่ออก รู้แต่เขียนชื่อตัวเองที่หัวกระดาษ ซึ่งเพื่อนที่ไปด้วยได้อ้อนวอนให้เจ้าหน้าที่อะลุ้มอล่วยให้ผ่านข้อเขียน โดยบอกว่าคุณตาเป็นยอดนักจับล็อบสเตอร์ ซึ่งถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่คนโรด ไอร์แลนด์ ภาคภูมิใจ เจ้าหน้าที่ก็อะลุ้มอล่วยและให้คุณตาสอบใบขับขี่ภาคปฏิบัติซึ่งก็สอบผ่าน
เมื่อคุณตาเจมส์แต่งงานก็ไม่ยอมบอกภรรยาว่าอ่านหนังสือไม่ออก ทำให้มีปัญหาเวลาได้รับใบเสร็จค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะอ่านไม่เข้าใจว่าต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง จนในที่สุดหลังจากแต่งงาน 2 ปีถึงยอมเปิดเผยกับภรรยาว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ออก และไม่ยอมบอกใครอีกเลยนานถึง 60 ปี
คุณตาเจมส์บอกว่าการอ่านหนังสือไม่ออกและต้องปิดเป็นความลับไม่ให้ใครทราบ เป็นสิ่งที่ทรมานขมขื่นใจที่สุด
เวลาไปร้านอาหารก็อ่านเมนูไม่ออก ดังนั้น ต้องใช้วิธีสั่งอาหารตามเพื่อนร่วมโต๊ะหรือดูโต๊ะข้างๆ ว่าสั่งอะไรก็สั่งตาม เวลานั่งในร้านกาแฟก็ต้องทำเป็นถือหนังสือพิมพ์อ่าน พอพนักงานเสิร์ฟยื่นใบเสร็จมาให้ก็ทำเป็นไม่มองแล้วถามว่าเท่าไหร่
ที่ทรมานใจที่สุดก็คือตอนเซ็นเอกสาร ต้องจำใจเซ็นทั้งๆ ที่อ่านไม่ออก!
คุณตาเจมส์ไม่คิดที่จะเรียนเขียนอ่านหนังสือเพราะคิดว่าตัวเองแก่แล้ว
จนกระทั่งปี 2000 ขณะอายุ 92 ปี ได้สัมผัสหนังสืออัตชีวประวัติ Life Is So Good เขียนโดย จอร์จ ดอว์สัน (George Dawson) ชาวอเมริกันที่มีปู่เป็นทาส-ซึ่งมาเรียนเขียนอ่านหนังสือตอนอายุ 98 ปี และเขียนหนังสืออัตชีวประวัติขายเมื่ออายุ 103 ปี
ทำให้คุณตาเจมส์ได้แรงบันดาลใจในการเรียนเขียนอ่านหนังสือตอนอายุ 92 ปี
โดยเริ่มจากการเรียนด้วยตัวเอง อ่านดิกชันนารี อ่านหนังสือที่มีภาพประกอบ
ตามหลักทางการแพทย์ คนเราเมื่ออายุมากขึ้น สมองก็แก่ลง ทำให้ยากต่อการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่าน เขียน แต่คุณตาเจมส์ไม่ย่อท้อ จ้างครูมาสอนอย่างจริงจัง ใช้เวลา 2 ปีจึงอ่านและเขียนได้คล่อง
สิ่งแรกที่คุณตาเจมส์เขียนหลังจากฝึกเขียนคล่องแล้วคือเขียนจดหมายไปหาหลานชายที่บอกว่าจะไม่รับโทรศัพท์คุยกับคุณตาเจมส์จนกว่าคุณตาเจมส์จะเขียนจดหมายไปหา
จดหมายฉบับนี้คุณตาใส่กรอบติดไว้ที่บ้าน ซึ่งคุณตาบอกว่าอ่านจดหมายฉบับนี้หลายรอบ อ่านแล้วมีความสุขทุกครั้ง เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จ
ต่อมามีคนแนะนำให้คุณตาเจมส์นำเรื่องราวชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจมาเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ซึ่งคุณตาตอบตกลง
ปัจจุบันคุณตามีงานรับเชิญให้เป็นวิทยากรไปพูดถึงความสำคัญของการอ่านเขียนหนังสือให้ได้ตามโรงเรียนต่างๆ โดยคุณตาบอกว่าอย่ากลัวที่จะลองทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตแม้ตอนแรกจะยาก เพราะเมื่อคุ้นเคยแล้วก็จะเกิดความสนุก
ตอนนี้หนังสือ In a Fisherman"s Language ของคุณตาเจมส์ได้รับความนิยมมาก แรกๆ เวลาไปเปิดตัวหนังสือตามร้านหนังสือ คุณตาก็เซ็นชื่อให้กับคนที่ซื้อ แต่หลังจากความนิยมเพิ่มขึ้น คุณตาเหนื่อยเซ็นไม่ไหวเพราะปวดแขน ต้องใช้ตรายางปั๊มแทน!
+++
บทความของปี 2554
ผู้ให้กับผู้รับใครมีความสุขมากกว่ากัน
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1637 หน้า 96
เป็นเรื่องน่าภูมิใจที่คนไทยได้รับการยกย่องให้เป็นคนใจบุญบริจาคเงินให้หน่วยงานเพื่อการกุศลเป็นอันดับ 1 ของโลกประจำปี 2554 จากการจัดดัชนีการให้ของโลก หรือ World Giving Index ของมูลนิธิเพื่อการกุศล (The Charities Aid Foundation) ประเทศอังกฤษ ซึ่งประกาศผลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ปี 2011 คนไทย 85 เปอร์เซ็นต์ บริจาคเงินให้หน่วยงานเพื่อการกุศล คิดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ตามมาด้วยประเทศอังกฤษ, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง
ส่วนการให้โดยรวมซึ่งการสำรวจได้แบ่งการให้เป็น 3 ประเภท คือ ให้เงิน, ให้เวลาเป็นอาสาสมัคร และการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้านั้น คนไทยมาเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ขยับจากเมื่อปีก่อนที่อยู่อันดับ 25
โดยการให้เวลาเป็นอาสาสมัครของคนไทยอยู่อันดับ 86 ที่ 17 เปอร์เซ็นต์ และการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าอยู่อันดับ 59 ที่ 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับอันดับ 1 ของการให้โดยรวมในปี 2011 เป็นของอเมริกา ส่วนประเทศในทวีปเอเชียที่ติดอันดับท็อปเท็น คือ ศรีลังกา อันดับ 8 . . ลาว อันดับ 10
คณะผู้สำรวจได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการทำโพล World View World Poll โดยแกลลัป โพล (Gallup Poll) ที่ทำการสำรวจคนอายุ 15 ปีขึ้นไป กว่า 15,000 คน ใน 153 ประเทศ
หลักธรรมะสอนไว้ว่าการเป็นผู้ให้สุขใจกว่าเป็นผู้รับ
มีการศึกษาจากหลายสถาบันยืนยันตามหลักศาสนาว่าการเป็นผู้ให้ช่วยเพิ่มความสุขในชีวิตได้จริงๆ
งานศึกษาของ University of British Columbia ประเทศแคนาดา ในปี 2008 พบว่าการใช้เงินไปกับการช่วยเหลือผู้อื่นเพียงแค่ 5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 150 บาท ก็ทำให้ตัวเองมีความสุขขึ้น
คณะผู้ศึกษาพบว่าพนักงานที่ได้รับโบนัสและนำโบนัสจำนวนหนึ่งไปช่วยเหลือผู้อื่นมีความสุขกว่าคนที่ใช้เงินโบนัสทั้งหมดเพื่อตัวเองคนเดียวเท่านั้น
โดยทำการศึกษาพนักงานบริษัท 630 คน และให้คะแนนตัวเองว่ามีความสุขโดยรวมที่ระดับเท่าไหร่ จากนั้นเก็บสถิติข้อมูลด้านเงินเดือนและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยในการซื้อของให้ตัวเอง ให้คนอื่น และบริจาคเงินเพื่อการกุศล
จากการศึกษาพบว่าไม่ว่าจะได้เงินโบนัสมากหรือน้อย คนที่ใช้เงินไปกับการช่วยเหลือผู้อื่นมีความสุขมากกว่าคนที่ใช้เงินไปกับการปรนเปรอตัวเอง
นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่าคนที่ให้ผู้อื่นมีความสุขกว่าคนที่ให้เฉพาะตัวเองเท่านั้นเพราะ การให้ผู้อื่นทำให้ตัวเองรู้สึกดี มีความสุขว่าตัวเองได้ทำความดี และคนอื่นก็มองว่าตัวเองเป็นคนดี ใจบุญ เกิดความอุ่นใจว่าเมื่อให้แล้ว คนรอบข้างก็จะดีตอบ
สิ้นปีนี้ ใครที่ได้โบนัส ลองจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้ผู้อื่น ดูว่าจะช่วยให้ตัวเองมีความสุข เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความอิ่มเอมใจมากขึ้นหรือไม่
ส่วนใครที่ไม่ได้โบนัสก็อย่าคิดว่าให้อะไรใครไม่ได้ เพราะมนุษย์เราทุกคนมีสิ่งที่สละให้กับผู้อื่นได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินทองเสมอไป เช่น สละเวลา สละแรง หรือสละทักษะความรู้
ความสุขและการให้เป็นวัฏจักร คือผู้ให้จะรู้สึกมีความสุขเมื่อให้ความช่วยเหลือผู้อื่น รู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อเห็นว่าการให้นั้นช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่นในทางบวก ทำให้ผู้ให้มีความสุขใจ ดังนั้น จึงชอบที่จะเป็นผู้ให้อยู่เรื่อยๆ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการให้ไม่ใช่ความสามารถในการรับ จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่จะมอบสิ่งที่ได้มาคืนให้กับโลกอย่างน้อยให้เท่ากับสิ่งที่ตัวเองได้รับ
.
บทความของปี 2554 - ผู้ให้กับผู้รับใครมีความสุขมากกว่ากัน โดย พิศณุ นิลกลัด
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
อายุ 92 ปี เริ่มเรียนหนังสือ! อายุ 99 ปี เริ่มเขียนหนังสือขาย!
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673 หน้า 96
วันที่ 8 กันยายนของทุกปี ถือเป็นวันรู้หนังสือสากล ริเริ่มโดยองค์การยูเนสโก้ เพื่อให้พลโลกเห็นความสำคัญของการรู้หนังสือ
จากการสำรวจของยูเนสโก้เมื่อปี 2552 พบว่าคนไทยอ่านภาษาไทยไม่ออก เขียนไม่ได้กว่า 4 ล้านคน คิดเป็น 6.3% ของคนทั้งประเทศ และเมื่อนับทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออกถึง 793 ล้านคน คิดเป็น 17% ของประชากรโลก ที่น่าตกใจก็จำนวนพลโลกที่ไม่รู้หนังสือเพิ่มจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วถึง 8%
คนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้มักจะกลายเป็นคนที่เชื่อคนง่ายเพราะเมื่อได้ยินคนบอกอะไรมา แม้จะเกิดความสงสัยก็ไม่สามารถค้นหาข้อมูลที่เป็นความจริงมาอ่าน หากถูกครอบงำโดยคนไม่ดีก็จะถูกชักจูงไปในทางที่ผิด
มองในระดับที่ใหญ่ขึ้นไป ความไม่รู้หนังสือปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ศักยภาพของคนในการช่วยพัฒนาประเทศก็ลดลง
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คุณตาเจมส์ อาร์รูด้า เฮนรี่ (James Arruda Henry) ชาวอเมริกันวัย 99 ปี เป็นข่าวดังทั่วอเมริกา จากการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ In a Fisherman"s Language แปลเป็นไทยแบบตรงๆ ว่า "ในภาษาของชาวประมง" หลังจากเริ่มเรียนอ่านและเขียนหนังสือตอนอายุ 92 ปี ซึ่งประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ส่งสารแสดงความยินดีและชื่นชมในความพยายามและความสำเร็จ
In a Fisherman"s Language เป็นหนังสือความหนา 80 หน้า เล่าถึงเรื่องของคนที่ไม่รู้หนังสือว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อการดำเนินชีวิต รวมทั้งแรงบันดาลใจในการเรียนอ่านเขียนหนังสืออีกครั้งเมื่ออายุเกือบร้อยปี ซึ่งขณะนี้หนังสือเล่มนี้อยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วอเมริกา
คุณตาเจมส์ อาร์รูด้า เฮนรี่ เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายโปรตุเกส ครอบครัวอพยพไปตั้งรกรากอยู่ที่รัฐโรด ไอร์แลนด์ ตั้งแต่เป็นเด็ก ด้วยความที่ทางบ้านมีฐานะยากจน พ่อเอาตัวออกมาจากโรงเรียนตอนอายุ 9 ขวบหลังจากเรียนจบแค่เกรด 3 หรือเทียบเท่ากับ ป.3 บ้านเรา-เพื่อทำงานช่วยเหลือครอบครัว
แม้จะเรียนจบเกรด 3 แต่คุณตาเจมส์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เพราะพ่อไม่ให้ความสำคัญ ถูกสั่งให้หยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อทำงานอยู่เรื่อย
นอกจากนี้ ตอนเด็กคุณตาเจมส์ตัวใหญ่กว่าเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ครูก็เลยให้เลื่อนชั้นทุกปีโดยไม่ได้ทดสอบการอ่านเขียน!
คุณตาเจมส์ทำงานรับจ้างไปเรื่อยไม่เคยเลือกงาน จนกระทั่งได้เป็นกัปตันเรือจับกุ้งล็อบสเตอร์ซึ่งเป็นอาชีพที่งานหนักแต่รายได้ดี (กัปตันเรือจับกุ้งล็อบสเตอร์สมัยนี้ได้เงินเดือนคิดเป็นเงินไทยปีละหลายล้านบาท)
ด้วยหน้าที่การงานทำให้คุณตาเจมส์ไม่มีเวลาได้กลับไปเรียนหนังสือ ซึ่งคุณตาเจมส์บอกว่าเป็นความลับที่ตัวเองรู้สึกอับอายมากและไม่บอกให้ใครรู้ จนความลับมาแตกเมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบใบขับขี่ คุณตาอ่านใบสมัครไม่ออก รู้แต่เขียนชื่อตัวเองที่หัวกระดาษ ซึ่งเพื่อนที่ไปด้วยได้อ้อนวอนให้เจ้าหน้าที่อะลุ้มอล่วยให้ผ่านข้อเขียน โดยบอกว่าคุณตาเป็นยอดนักจับล็อบสเตอร์ ซึ่งถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่คนโรด ไอร์แลนด์ ภาคภูมิใจ เจ้าหน้าที่ก็อะลุ้มอล่วยและให้คุณตาสอบใบขับขี่ภาคปฏิบัติซึ่งก็สอบผ่าน
เมื่อคุณตาเจมส์แต่งงานก็ไม่ยอมบอกภรรยาว่าอ่านหนังสือไม่ออก ทำให้มีปัญหาเวลาได้รับใบเสร็จค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะอ่านไม่เข้าใจว่าต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง จนในที่สุดหลังจากแต่งงาน 2 ปีถึงยอมเปิดเผยกับภรรยาว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ออก และไม่ยอมบอกใครอีกเลยนานถึง 60 ปี
คุณตาเจมส์บอกว่าการอ่านหนังสือไม่ออกและต้องปิดเป็นความลับไม่ให้ใครทราบ เป็นสิ่งที่ทรมานขมขื่นใจที่สุด
เวลาไปร้านอาหารก็อ่านเมนูไม่ออก ดังนั้น ต้องใช้วิธีสั่งอาหารตามเพื่อนร่วมโต๊ะหรือดูโต๊ะข้างๆ ว่าสั่งอะไรก็สั่งตาม เวลานั่งในร้านกาแฟก็ต้องทำเป็นถือหนังสือพิมพ์อ่าน พอพนักงานเสิร์ฟยื่นใบเสร็จมาให้ก็ทำเป็นไม่มองแล้วถามว่าเท่าไหร่
ที่ทรมานใจที่สุดก็คือตอนเซ็นเอกสาร ต้องจำใจเซ็นทั้งๆ ที่อ่านไม่ออก!
คุณตาเจมส์ไม่คิดที่จะเรียนเขียนอ่านหนังสือเพราะคิดว่าตัวเองแก่แล้ว
จนกระทั่งปี 2000 ขณะอายุ 92 ปี ได้สัมผัสหนังสืออัตชีวประวัติ Life Is So Good เขียนโดย จอร์จ ดอว์สัน (George Dawson) ชาวอเมริกันที่มีปู่เป็นทาส-ซึ่งมาเรียนเขียนอ่านหนังสือตอนอายุ 98 ปี และเขียนหนังสืออัตชีวประวัติขายเมื่ออายุ 103 ปี
ทำให้คุณตาเจมส์ได้แรงบันดาลใจในการเรียนเขียนอ่านหนังสือตอนอายุ 92 ปี
โดยเริ่มจากการเรียนด้วยตัวเอง อ่านดิกชันนารี อ่านหนังสือที่มีภาพประกอบ
ตามหลักทางการแพทย์ คนเราเมื่ออายุมากขึ้น สมองก็แก่ลง ทำให้ยากต่อการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่าน เขียน แต่คุณตาเจมส์ไม่ย่อท้อ จ้างครูมาสอนอย่างจริงจัง ใช้เวลา 2 ปีจึงอ่านและเขียนได้คล่อง
สิ่งแรกที่คุณตาเจมส์เขียนหลังจากฝึกเขียนคล่องแล้วคือเขียนจดหมายไปหาหลานชายที่บอกว่าจะไม่รับโทรศัพท์คุยกับคุณตาเจมส์จนกว่าคุณตาเจมส์จะเขียนจดหมายไปหา
จดหมายฉบับนี้คุณตาใส่กรอบติดไว้ที่บ้าน ซึ่งคุณตาบอกว่าอ่านจดหมายฉบับนี้หลายรอบ อ่านแล้วมีความสุขทุกครั้ง เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จ
ต่อมามีคนแนะนำให้คุณตาเจมส์นำเรื่องราวชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจมาเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ซึ่งคุณตาตอบตกลง
ปัจจุบันคุณตามีงานรับเชิญให้เป็นวิทยากรไปพูดถึงความสำคัญของการอ่านเขียนหนังสือให้ได้ตามโรงเรียนต่างๆ โดยคุณตาบอกว่าอย่ากลัวที่จะลองทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตแม้ตอนแรกจะยาก เพราะเมื่อคุ้นเคยแล้วก็จะเกิดความสนุก
ตอนนี้หนังสือ In a Fisherman"s Language ของคุณตาเจมส์ได้รับความนิยมมาก แรกๆ เวลาไปเปิดตัวหนังสือตามร้านหนังสือ คุณตาก็เซ็นชื่อให้กับคนที่ซื้อ แต่หลังจากความนิยมเพิ่มขึ้น คุณตาเหนื่อยเซ็นไม่ไหวเพราะปวดแขน ต้องใช้ตรายางปั๊มแทน!
+++
บทความของปี 2554
ผู้ให้กับผู้รับใครมีความสุขมากกว่ากัน
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1637 หน้า 96
เป็นเรื่องน่าภูมิใจที่คนไทยได้รับการยกย่องให้เป็นคนใจบุญบริจาคเงินให้หน่วยงานเพื่อการกุศลเป็นอันดับ 1 ของโลกประจำปี 2554 จากการจัดดัชนีการให้ของโลก หรือ World Giving Index ของมูลนิธิเพื่อการกุศล (The Charities Aid Foundation) ประเทศอังกฤษ ซึ่งประกาศผลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ปี 2011 คนไทย 85 เปอร์เซ็นต์ บริจาคเงินให้หน่วยงานเพื่อการกุศล คิดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ตามมาด้วยประเทศอังกฤษ, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง
ส่วนการให้โดยรวมซึ่งการสำรวจได้แบ่งการให้เป็น 3 ประเภท คือ ให้เงิน, ให้เวลาเป็นอาสาสมัคร และการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้านั้น คนไทยมาเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ขยับจากเมื่อปีก่อนที่อยู่อันดับ 25
โดยการให้เวลาเป็นอาสาสมัครของคนไทยอยู่อันดับ 86 ที่ 17 เปอร์เซ็นต์ และการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าอยู่อันดับ 59 ที่ 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับอันดับ 1 ของการให้โดยรวมในปี 2011 เป็นของอเมริกา ส่วนประเทศในทวีปเอเชียที่ติดอันดับท็อปเท็น คือ ศรีลังกา อันดับ 8 . . ลาว อันดับ 10
คณะผู้สำรวจได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการทำโพล World View World Poll โดยแกลลัป โพล (Gallup Poll) ที่ทำการสำรวจคนอายุ 15 ปีขึ้นไป กว่า 15,000 คน ใน 153 ประเทศ
หลักธรรมะสอนไว้ว่าการเป็นผู้ให้สุขใจกว่าเป็นผู้รับ
มีการศึกษาจากหลายสถาบันยืนยันตามหลักศาสนาว่าการเป็นผู้ให้ช่วยเพิ่มความสุขในชีวิตได้จริงๆ
งานศึกษาของ University of British Columbia ประเทศแคนาดา ในปี 2008 พบว่าการใช้เงินไปกับการช่วยเหลือผู้อื่นเพียงแค่ 5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 150 บาท ก็ทำให้ตัวเองมีความสุขขึ้น
คณะผู้ศึกษาพบว่าพนักงานที่ได้รับโบนัสและนำโบนัสจำนวนหนึ่งไปช่วยเหลือผู้อื่นมีความสุขกว่าคนที่ใช้เงินโบนัสทั้งหมดเพื่อตัวเองคนเดียวเท่านั้น
โดยทำการศึกษาพนักงานบริษัท 630 คน และให้คะแนนตัวเองว่ามีความสุขโดยรวมที่ระดับเท่าไหร่ จากนั้นเก็บสถิติข้อมูลด้านเงินเดือนและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยในการซื้อของให้ตัวเอง ให้คนอื่น และบริจาคเงินเพื่อการกุศล
จากการศึกษาพบว่าไม่ว่าจะได้เงินโบนัสมากหรือน้อย คนที่ใช้เงินไปกับการช่วยเหลือผู้อื่นมีความสุขมากกว่าคนที่ใช้เงินไปกับการปรนเปรอตัวเอง
นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่าคนที่ให้ผู้อื่นมีความสุขกว่าคนที่ให้เฉพาะตัวเองเท่านั้นเพราะ การให้ผู้อื่นทำให้ตัวเองรู้สึกดี มีความสุขว่าตัวเองได้ทำความดี และคนอื่นก็มองว่าตัวเองเป็นคนดี ใจบุญ เกิดความอุ่นใจว่าเมื่อให้แล้ว คนรอบข้างก็จะดีตอบ
สิ้นปีนี้ ใครที่ได้โบนัส ลองจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้ผู้อื่น ดูว่าจะช่วยให้ตัวเองมีความสุข เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความอิ่มเอมใจมากขึ้นหรือไม่
ส่วนใครที่ไม่ได้โบนัสก็อย่าคิดว่าให้อะไรใครไม่ได้ เพราะมนุษย์เราทุกคนมีสิ่งที่สละให้กับผู้อื่นได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินทองเสมอไป เช่น สละเวลา สละแรง หรือสละทักษะความรู้
ความสุขและการให้เป็นวัฏจักร คือผู้ให้จะรู้สึกมีความสุขเมื่อให้ความช่วยเหลือผู้อื่น รู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อเห็นว่าการให้นั้นช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่นในทางบวก ทำให้ผู้ให้มีความสุขใจ ดังนั้น จึงชอบที่จะเป็นผู้ให้อยู่เรื่อยๆ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการให้ไม่ใช่ความสามารถในการรับ จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่จะมอบสิ่งที่ได้มาคืนให้กับโลกอย่างน้อยให้เท่ากับสิ่งที่ตัวเองได้รับ
.
2555-08-22
หญ้าหมอน้อย ยาเลิกบุหรี่ฯ, หมากเขียบหลอด ยาปฏิชีวนะประจำสวน
.
หญ้าหมอน้อย ยาเลิกบุหรี่และยาไม่ต้องย่าง?
คอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ( มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org )
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 93
หญ้าหมอน้อย เรียกอีกชื่อว่า หญ้าดอกขาว เป็นยาอดบุหรี่จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ต่อมา โรงพยาบาลได้สานต่อจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่สมุนไพรชนิดนี้ยังมีสรรพคุณอีกมากมายจนเป็นที่มาของหญ้าหมอน้อย
ย้อนไปในอดีต ประสบการณ์ชาวบ้านใช้หญ้าหมอน้อยแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่และไม่อยากสูบอีก ในปี 2531 โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) ได้นำประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวนี้มาเผยแพร่ จนได้รับความสนใจอย่างมาก
ต่อมาในปี 2537 โครงการสมุนไพรฯ ได้หาทุนสนับสนุนการวิจัยให้ ภญ.ฉวีวรรณ ม่วงน้อย (ดวงจร) หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมโรงพยาบาลอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี พบว่าหญ้าดอกขาวสามารถลดการสูบบุหรี่ลงได้ รายงานนี้ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งนำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาสมัยใหม่ครั้งแรกของโลก เกี่ยวกับการใช้หญ้าดอกขาวเพื่อลดความอยากบุหรี่
ต่อมาในปี 2547 มีการจดสิทธิบัตรในอเมริกาโดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ใช้สารสกัดหญ้าดอกขาวใส่ในก้นกรองบุหรี่เพื่อลดความอยากสูบบุหรี่ ต่อมาในเมืองไทยมีการศึกษาของ รศ.ดร.ภก.ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ และคณะในปี 2552 ได้ทำการทดลองใช้หญ้าดอกขาวในกลุ่มคนที่ติดบุหรี่ โดยใช้ในรูปแบบของชาชงของหญ้าหมอน้อย ครั้ง 3 กรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร พบว่าสามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้
ผลการวิจัยระบุด้วยว่า การใช้หญ้าดอกขาวทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้น เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน
ที่สำคัญคือ ผลข้างเคียงในการเลิกบุหรี่ เช่น กระวนกระวาย สมาธิแปรปรวนหรือหงุดหงิดจะมีน้อยมาก
ผลการศึกษานี้ทำให้หวนนึกถึงคำของ คุณตาส่วน สีมะพริก หมอพื้นบ้านท่านหนึ่งที่บอกว่า หญ้าหมอน้อยเป็นยาล้างปอด
ปัจจุบันชาชงหญ้าดอกขาว เป็นรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2555 ระบุข้อบางใช้ ลดความอยากบุหรี่ ใช้ขนาด 2 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว (ขนาด 120-200 มิลลิลิตร) กินหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง
หญ้าหมอน้อย ยังเป็นยาสมุนไพรมากกว่ายาลดความอยากบุหรี่ หญ้าหมอน้อยใช้แก้อักเสบ แก้ปวดเมื่อยที่ชาวบ้านรู้จักดี จนเป็นที่มาของชื่อ "ยาไม่ต้องย่าง" ซึ่งในวัฒนธรรมอีสานใครตกต้นไม้ ควายชน รถชน จะต้องนำผู้ป่วยไปนอนย่างไฟกับสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เลือดกระจายตัว มิเช่นนั้นจะมีเลือดคั่งค้าง ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา
แต่ยายผาด ชิดทิด หมอยาเมืองเลย บอกว่ามีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "ยาไม่ต้องย่าง" ซึ่งเมื่อต้มกินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องย่าง คือต้มหญ้าดอกขาวกินนั่นเอง
หญ้าหมอน้อย ยังเป็นยาแก้ไข้ที่ใกล้มือที่สุด ที่เรียกเช่นนี้เพราะต้นหญ้าดอกขาวหรือหญ้าหมอน้อย คือพืชล้มลุกที่ขึ้นได้ทั่วไป
ในสนามหญ้าหน้าฝนเช่นนี้ก็พบเห็นหญ้าดอกขาวเติบโตไปทั่ว ผู้ที่ไม่รู้ว่านี่คือยาดีก็คิดว่า คือวัชพืชรำคาญใจ หญ้าหมอน้อยเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง เป็นสัน มีขน สูง 20-50 ซ.ม.
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ ขอบขนานหรือใบหอก กว้าง 1-3 ซ.ม. ยาว 1-8 ซ.ม. มีขนทั้งสองด้าน ดอก ช่อ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea (L.) Less. อยู่ในชื่อวงศ์ COMPOSITAE มีชื่ออื่นๆ ชื่อท้องถิ่น เช่น หญ้าสามวัน หญ้าละออง เสือสามขา ฝรั่งโคก ถั่วแฮะดิน ก้านธูป เซียวซัวเถา
นอกจากแก้ไข้ทั่วไปแล้ว หญ้าหมอน้อยยังใช้ได้ตั้งแต่ไข้ทับระดู ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย และเป็นยาล้างปอดที่ดี ใช้ได้กับอาการไอ เจ็บคอ หอบ บรรดาอาการปวดทั้งหลายก็ใช้หญ้าหมอน้อยได้ ทั้งปวดท้อง โรคกระเพาะ ปวดเมื่อย ปวดข้อ
ที่สำคัญคือใช้แก้ โรคเลือดสูง (ความดันโลหิตสูง) ปัสสาวะขัด รวมถึงบรรเทาอาการเบาหวานได้ ขอให้ตากต้นหญ้าหมอน้อยเก็บไว้ชงน้ำกินประจำ
หญ้าหมอน้อยยังใช้เป็นยาภายนอก นำใบมาล้างแล้วตำเป็นยารักษาแผลกลาย ฝีหนอง งูสวัด ได้ดีอย่างหนึ่งด้วย
ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ของหญ้าหมอน้อยมากมาย พบสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ขับปัสสาวะ ป้องกันไม่ให้ไตถูกทำลาย ต้านแบคทีเรีย ต้านมาลาเรีย ลดไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านการเกิดแผล ต้านเบาหวาน ต้านการกระจายของมะเร็ง ต้านไม่ให้รังสีแกมมาทำลายเซลล์ เป็นต้น
ผลการวิจัยเหล่านี้ได้ยืนยันตรงกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของความเป็นหมอน้อยของสมุนไพรต้นนี้ได้เป็นอย่างดี
หญ้าหมอน้อย มีสรรพคุณมากมาย ที่สำคัญเป็นสมุนไพรที่ต้มกินง่าย รสชาติดีเยี่ยม ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ เหมาะจะเป็นชาของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเลิกบุหรี่ และเหมาะกับสังคมเมืองที่เมื่อยขบปวดโน่นปวดนี่ ดื่มแล้วสบายตัว
เพื่อให้สอดรับกับงานระดับชาติทุกปี จึงชวนทุกท่านมาชิมชาหญ้าหมอน้อย อร่อยๆ ดื่มฟรีได้ที่ ซุ้มใหญ่ๆ ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และซุ้มๆ เล็กๆ ที่มูลนิธิสุขภาพไทย ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 9
ปีนี้ชูเรื่อง "นวดไทย มรดกไทย มรดกโลก" ในวันที่ 5-9 กันยายน 2555 อิมแพค เมืองทองธานี
++
หมากเขียบหลอด ยาปฏิชีวนะประจำสวน
คอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ( มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org )
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1669 หน้า 93
เมื่อได้มีโอกาสไปทำการศึกษาการปลูกไม้ของคนในชนบท พบว่าชาวบ้านจำนวนมากที่พอมีที่ทางก็จะปลูกไม้ไว้รอบบ้านเสมอ
ชาวบ้านเขามีภูมิจึงปลูกเพื่อเป็นเครื่องปรุงหรือเครื่องเทศในอาหาร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ หอมบั่ว หอมแบ่ง
ปลูกเอาไว้เป็นสมุนไพร เช่น หมากเขียบ ทับทิม กาว ปลูกไว้ใช้ในพิธีกรรม เช่น จินายก้อม (แสยก) ลิ้นเสือ งาช้าง เปราะหอม อินทวา (พุดซ้อน)
และปลูกเพื่อความเพลิดเพลิน ช่วยคลายเครียด เช่น กุหลาบ โป๊ยเซียน บอนสีต่างๆ
ขอยกตัวอย่าง หมากเขียบ ที่เรียกอย่างอีสาน แต่ภาคกลางเรียกว่า น้อยหน่า ซึ่งเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวอีสานในชนบทนิยมปลูกกันเกือบทุกบ้าน พอเดินทางไปภาคเหนือก็พบเห็นในรั้วบ้านเช่นกัน
ตอนแรกที่เห็นเข้าใจไปเองว่า คงปลูกไว้เพื่อเอาผลมากินแบบผลไม้ แต่เมื่อพูดคุยเจาะลึกกับคนที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกไว้เพื่อทำยา
เนื่องจากในอดีตคนในชนบทเข้าถึงยาปฏิชีวนะไม่ง่ายนัก ยามเป็นฝีหนองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั้น ก็ได้น้อยหน่าเป็นยาในการพึ่งพาตนเอง
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มียาดีฝีหนองที่เป็นก็อาจลุกลาม
ภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงสอนให้ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการใช้หมากเขียบหลอด นำมาฝนทารักษาฝีหนอง นี่เอง
นอกจากนี้ ในตอนแรกยังเข้าใจว่า หมากเขียบหลอดกับน้อยหน่าตายพรายเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งหมายถึงน้อยหน่าที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นสีดำแห้งแข็งคากิ่ง
แต่หมอพื้นบ้านสอนคนจบปริญญาว่า หมากเขียบหลอด หมายถึงน้อยหน่าที่มีผลขนาดปลายก้อยจนถึงขนาดนิ้วโป้งที่แห้งแข็งและเป็นสีดำเท่านั้น ถ้าขนาดใหญ่กว่านั้นไม่เรียกว่าหมากเขียบหลอด
ผลหมากเขียบหลอดนี้คนอีสานเก็บไว้ใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาแก้ฝี ทำให้หัวฝีสุกเร็วและคัดฝีให้แตก แม้ว่าฝีจะอยู่ลึกก็สามารถดูดเอาหัวฝีขึ้นมาได้
พอได้ศึกษามากขึ้นพบว่า หมากเขียบหรือน้อยหน่า เป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจมาก แต่ขอแนะนำข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพรชนิดนี้เสียก่อน ชื่อว่า น้อยหน่า น่าจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ซึ่งเรียกว่า Annona squamosal L. อยู่ในวงศ์ : Anonaceae
ส่วนภาษาอีสานที่เรียกว่า "หมากเขียบ" หรือ "บักเขียบ" น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "แขบ" ที่แปลว่าห่อหุ้ม ตามลักษณะของผลที่มีเปลือกหุ้มแบบพิเศษ
น้อยหน่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ คาดว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยยังไม่ถึง 100 ปีมานี้
น้อยน่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึงประมาณ 8 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นก้านเล็กๆ แต่กิ่งก้านกิ่งเปราะ เด็กในเมืองอาจไม่ค่อยรู้จักต้น รู้แต่ผลมีผิวขรุขระเป็นร่องๆ เมล็ดสีดำอมน้ำตาล มีเนื้อสีขาวค่อนข้างแข็ง ผิวมัน เนื้อที่หุ้มเมล็ดนิ่ม และมีรสหอมหวาน
น้อยหน่า ที่ปลูกอยู่ตามพื้นบ้านมักมีผลขนาดไม่ใหญ่มากนัก นอกจากกินเป็นผลไม้แล้ว ภูมิปัญญาไทยยังใช้ประโยชน์ทางยาสมุนไพรหลายตำรับ
เช่น ผล นำมาใช้ได้ทั้งผลสดที่ยังไม่สุกและผลแห้ง (หมากเขียบหลอด) ถ้าเป็นผลสดที่ยังไม่สุกจะเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ผิวหนัง ส่วนหมากเขียบหลอด (ผลแห้ง) ใช้เข้ายาแก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู
เปลือกผล เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม
ราก เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน และแก้พิษงู ถอนพิษเบื่อเมา
ใบ รู้จักกันดีในหมู่ครูที่ต้องดูแลเด็กเล็กที่เป็นเหา ใช้ใบกำจัดเหาได้ ขับพยาธิลำไส้ แก้หิด แก้กลากเกลื้อน และแก้ฟกบวม
เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้พิษงู แก้รำมะนาด ยาฝาดสมาน
ตัวอย่างในการใช้ใบน้อยหน่าแก้เหา นำใบน้อยหน่าประมาณ 3-4 ใบมาบดหรือตำให้ ละเอียดแล้วคลุกกับเหล้า 28 ดีกรี คลุกให้เคล้ากันจนได้กลิ่นน้อยหน่า แล้วนำมาทาหัวให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สัก 10-30 นาที และเอาผ้าออกใช้หวีสาง เหาก็ตกลงมาทันที
หรือใช้ใบสด 1 กำมือ ตำคั้นเอาแต่น้ำทาที่ผมเลยก็ได้ ใช้ผ้าคลุมไว้สัก 30 นาทีเช่นกัน หรือใช้เมล็ดน้อยหน่าสัก 1 กำมือ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมะพร้าว ในสัดส่วน 1 ต่อ 2 กรองเอาแต่น้ำ ทาขยี้ให้ทั่วศีรษะใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ใช้หวีสางเหาออก สระผมให้สะอาด
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำคั้นหรือน้ำยาเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบได้
น้ำคั้นใบน้อยหน่ายังใช้เป็นยาแก้กลากเลื้อนได้ และในวงการเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังใช้ใบและเมล็ดน้อยหน่าเป็นสมุนไพรกำจัดแมลงที่ไม่ต้องการหลายชนิด ซึ่งมีการวิจัยรองรับว่า ใบและเมล็ดมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ อะโนนาอีน (anonaine, 1-benzyl-isoquinoline, bisbenzl-isoquinoline) ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง
ในส่วนของเมล็ดมีสารที่เป็นพิษทางประสาทสัมผัสและทางกระเพาะอาหารของแมลง สามารถใช้เป็นสารฆ่าหรือขับไล่แมลง ซึ่งสารพิษนั้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะอาการของแมลง โดยเฉพาะ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ย หอย หนอนกระทู้ หนอนใยผัก ด้วงเต่าทอง แมลงวันทอง ตั๊กแตน และ มวนต่างๆ ได้ด้วย
นอกจากนี้ ในเมล็ดยังมีสารที่ไปยับยั้งการตกไข่และทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ จึงต้องใช้เมล็ดน้อยหน่าอย่างระมัดระวัง
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์อินเดีย พบว่าเนื้อจากเมล็ดน้อยหน่าแนวโน้มสามารถลดน้ำตาลในเลือดหนูที่ทำให้เป็นเบาหวานได้ และพบการใช้ประโยชน์ในต่างประเทศอีกว่า ใช้เปลือกลำต้นเป็นยาหยุดอาการท้องเสีย ใช้รากรักษาอาการบิดมีตัว น้ำสกัดจากใบใช้รักษาหวัดและทำให้ปัสสาวะใส
ที่ต้องเน้นและเป็นความรู้ให้ศึกษาต่อจากภูมิปัญญาชาวบ้านคือ หมากเขียบหลอดเกิดจากการที่ผลน้อยหน่าติดเชื้อราชนิด Colletotrichum annonicola จึงแห้งดำคาต้น
ดังนั้น จึงควรมีงานวิจัยสนับสนุนว่าส่วนที่เป็นสรรพคุณยาสมุนไพรในหมากเขียบหลอด เพราะผลน้อยหน่าหรือเพราะเชื้อราที่เจริญบนผล หรือทั้งสองชนิดทำงานร่วมกัน
แต่แม้ยังไม่รู้ว่ากลไกเป็นอย่างไร ชาวบ้านเขาฉลาดนำมาใช้แก้ฝีหนองได้ชะงัด
.
หญ้าหมอน้อย ยาเลิกบุหรี่และยาไม่ต้องย่าง?
คอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ( มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org )
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 93
หญ้าหมอน้อย เรียกอีกชื่อว่า หญ้าดอกขาว เป็นยาอดบุหรี่จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ต่อมา โรงพยาบาลได้สานต่อจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่สมุนไพรชนิดนี้ยังมีสรรพคุณอีกมากมายจนเป็นที่มาของหญ้าหมอน้อย
ย้อนไปในอดีต ประสบการณ์ชาวบ้านใช้หญ้าหมอน้อยแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่และไม่อยากสูบอีก ในปี 2531 โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) ได้นำประสบการณ์การใช้หญ้าดอกขาวนี้มาเผยแพร่ จนได้รับความสนใจอย่างมาก
ต่อมาในปี 2537 โครงการสมุนไพรฯ ได้หาทุนสนับสนุนการวิจัยให้ ภญ.ฉวีวรรณ ม่วงน้อย (ดวงจร) หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมโรงพยาบาลอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี พบว่าหญ้าดอกขาวสามารถลดการสูบบุหรี่ลงได้ รายงานนี้ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งนำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาสมัยใหม่ครั้งแรกของโลก เกี่ยวกับการใช้หญ้าดอกขาวเพื่อลดความอยากบุหรี่
ต่อมาในปี 2547 มีการจดสิทธิบัตรในอเมริกาโดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ที่ใช้สารสกัดหญ้าดอกขาวใส่ในก้นกรองบุหรี่เพื่อลดความอยากสูบบุหรี่ ต่อมาในเมืองไทยมีการศึกษาของ รศ.ดร.ภก.ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ และคณะในปี 2552 ได้ทำการทดลองใช้หญ้าดอกขาวในกลุ่มคนที่ติดบุหรี่ โดยใช้ในรูปแบบของชาชงของหญ้าหมอน้อย ครั้ง 3 กรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร พบว่าสามารถช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้
ผลการวิจัยระบุด้วยว่า การใช้หญ้าดอกขาวทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้น เลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน
ที่สำคัญคือ ผลข้างเคียงในการเลิกบุหรี่ เช่น กระวนกระวาย สมาธิแปรปรวนหรือหงุดหงิดจะมีน้อยมาก
ผลการศึกษานี้ทำให้หวนนึกถึงคำของ คุณตาส่วน สีมะพริก หมอพื้นบ้านท่านหนึ่งที่บอกว่า หญ้าหมอน้อยเป็นยาล้างปอด
ปัจจุบันชาชงหญ้าดอกขาว เป็นรายการยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2555 ระบุข้อบางใช้ ลดความอยากบุหรี่ ใช้ขนาด 2 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว (ขนาด 120-200 มิลลิลิตร) กินหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง
หญ้าหมอน้อย ยังเป็นยาสมุนไพรมากกว่ายาลดความอยากบุหรี่ หญ้าหมอน้อยใช้แก้อักเสบ แก้ปวดเมื่อยที่ชาวบ้านรู้จักดี จนเป็นที่มาของชื่อ "ยาไม่ต้องย่าง" ซึ่งในวัฒนธรรมอีสานใครตกต้นไม้ ควายชน รถชน จะต้องนำผู้ป่วยไปนอนย่างไฟกับสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้เลือดกระจายตัว มิเช่นนั้นจะมีเลือดคั่งค้าง ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา
แต่ยายผาด ชิดทิด หมอยาเมืองเลย บอกว่ามีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "ยาไม่ต้องย่าง" ซึ่งเมื่อต้มกินแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องย่าง คือต้มหญ้าดอกขาวกินนั่นเอง
หญ้าหมอน้อย ยังเป็นยาแก้ไข้ที่ใกล้มือที่สุด ที่เรียกเช่นนี้เพราะต้นหญ้าดอกขาวหรือหญ้าหมอน้อย คือพืชล้มลุกที่ขึ้นได้ทั่วไป
ในสนามหญ้าหน้าฝนเช่นนี้ก็พบเห็นหญ้าดอกขาวเติบโตไปทั่ว ผู้ที่ไม่รู้ว่านี่คือยาดีก็คิดว่า คือวัชพืชรำคาญใจ หญ้าหมอน้อยเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง เป็นสัน มีขน สูง 20-50 ซ.ม.
ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ ขอบขนานหรือใบหอก กว้าง 1-3 ซ.ม. ยาว 1-8 ซ.ม. มีขนทั้งสองด้าน ดอก ช่อ ออกเป็นกระจุกแน่นที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีม่วง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Vernonia cinerea (L.) Less. อยู่ในชื่อวงศ์ COMPOSITAE มีชื่ออื่นๆ ชื่อท้องถิ่น เช่น หญ้าสามวัน หญ้าละออง เสือสามขา ฝรั่งโคก ถั่วแฮะดิน ก้านธูป เซียวซัวเถา
นอกจากแก้ไข้ทั่วไปแล้ว หญ้าหมอน้อยยังใช้ได้ตั้งแต่ไข้ทับระดู ไข้หวัด ไข้มาลาเรีย และเป็นยาล้างปอดที่ดี ใช้ได้กับอาการไอ เจ็บคอ หอบ บรรดาอาการปวดทั้งหลายก็ใช้หญ้าหมอน้อยได้ ทั้งปวดท้อง โรคกระเพาะ ปวดเมื่อย ปวดข้อ
ที่สำคัญคือใช้แก้ โรคเลือดสูง (ความดันโลหิตสูง) ปัสสาวะขัด รวมถึงบรรเทาอาการเบาหวานได้ ขอให้ตากต้นหญ้าหมอน้อยเก็บไว้ชงน้ำกินประจำ
หญ้าหมอน้อยยังใช้เป็นยาภายนอก นำใบมาล้างแล้วตำเป็นยารักษาแผลกลาย ฝีหนอง งูสวัด ได้ดีอย่างหนึ่งด้วย
ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ของหญ้าหมอน้อยมากมาย พบสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เช่น ขับปัสสาวะ ป้องกันไม่ให้ไตถูกทำลาย ต้านแบคทีเรีย ต้านมาลาเรีย ลดไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ต้านการเกิดแผล ต้านเบาหวาน ต้านการกระจายของมะเร็ง ต้านไม่ให้รังสีแกมมาทำลายเซลล์ เป็นต้น
ผลการวิจัยเหล่านี้ได้ยืนยันตรงกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของความเป็นหมอน้อยของสมุนไพรต้นนี้ได้เป็นอย่างดี
หญ้าหมอน้อย มีสรรพคุณมากมาย ที่สำคัญเป็นสมุนไพรที่ต้มกินง่าย รสชาติดีเยี่ยม ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่นๆ เหมาะจะเป็นชาของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเลิกบุหรี่ และเหมาะกับสังคมเมืองที่เมื่อยขบปวดโน่นปวดนี่ ดื่มแล้วสบายตัว
เพื่อให้สอดรับกับงานระดับชาติทุกปี จึงชวนทุกท่านมาชิมชาหญ้าหมอน้อย อร่อยๆ ดื่มฟรีได้ที่ ซุ้มใหญ่ๆ ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และซุ้มๆ เล็กๆ ที่มูลนิธิสุขภาพไทย ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 9
ปีนี้ชูเรื่อง "นวดไทย มรดกไทย มรดกโลก" ในวันที่ 5-9 กันยายน 2555 อิมแพค เมืองทองธานี
++
หมากเขียบหลอด ยาปฏิชีวนะประจำสวน
คอลัมน์ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ( มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org )
ในมติชนสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1669 หน้า 93
เมื่อได้มีโอกาสไปทำการศึกษาการปลูกไม้ของคนในชนบท พบว่าชาวบ้านจำนวนมากที่พอมีที่ทางก็จะปลูกไม้ไว้รอบบ้านเสมอ
ชาวบ้านเขามีภูมิจึงปลูกเพื่อเป็นเครื่องปรุงหรือเครื่องเทศในอาหาร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ หอมบั่ว หอมแบ่ง
ปลูกเอาไว้เป็นสมุนไพร เช่น หมากเขียบ ทับทิม กาว ปลูกไว้ใช้ในพิธีกรรม เช่น จินายก้อม (แสยก) ลิ้นเสือ งาช้าง เปราะหอม อินทวา (พุดซ้อน)
และปลูกเพื่อความเพลิดเพลิน ช่วยคลายเครียด เช่น กุหลาบ โป๊ยเซียน บอนสีต่างๆ
ขอยกตัวอย่าง หมากเขียบ ที่เรียกอย่างอีสาน แต่ภาคกลางเรียกว่า น้อยหน่า ซึ่งเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวอีสานในชนบทนิยมปลูกกันเกือบทุกบ้าน พอเดินทางไปภาคเหนือก็พบเห็นในรั้วบ้านเช่นกัน
ตอนแรกที่เห็นเข้าใจไปเองว่า คงปลูกไว้เพื่อเอาผลมากินแบบผลไม้ แต่เมื่อพูดคุยเจาะลึกกับคนที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ปลูกไว้เพื่อทำยา
เนื่องจากในอดีตคนในชนบทเข้าถึงยาปฏิชีวนะไม่ง่ายนัก ยามเป็นฝีหนองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นั้น ก็ได้น้อยหน่าเป็นยาในการพึ่งพาตนเอง
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มียาดีฝีหนองที่เป็นก็อาจลุกลาม
ภูมิปัญญาดั้งเดิมจึงสอนให้ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการใช้หมากเขียบหลอด นำมาฝนทารักษาฝีหนอง นี่เอง
นอกจากนี้ ในตอนแรกยังเข้าใจว่า หมากเขียบหลอดกับน้อยหน่าตายพรายเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งหมายถึงน้อยหน่าที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นสีดำแห้งแข็งคากิ่ง
แต่หมอพื้นบ้านสอนคนจบปริญญาว่า หมากเขียบหลอด หมายถึงน้อยหน่าที่มีผลขนาดปลายก้อยจนถึงขนาดนิ้วโป้งที่แห้งแข็งและเป็นสีดำเท่านั้น ถ้าขนาดใหญ่กว่านั้นไม่เรียกว่าหมากเขียบหลอด
ผลหมากเขียบหลอดนี้คนอีสานเก็บไว้ใช้ฝนกับน้ำสะอาดทาแก้ฝี ทำให้หัวฝีสุกเร็วและคัดฝีให้แตก แม้ว่าฝีจะอยู่ลึกก็สามารถดูดเอาหัวฝีขึ้นมาได้
พอได้ศึกษามากขึ้นพบว่า หมากเขียบหรือน้อยหน่า เป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจมาก แต่ขอแนะนำข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพรชนิดนี้เสียก่อน ชื่อว่า น้อยหน่า น่าจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ซึ่งเรียกว่า Annona squamosal L. อยู่ในวงศ์ : Anonaceae
ส่วนภาษาอีสานที่เรียกว่า "หมากเขียบ" หรือ "บักเขียบ" น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "แขบ" ที่แปลว่าห่อหุ้ม ตามลักษณะของผลที่มีเปลือกหุ้มแบบพิเศษ
น้อยหน่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ คาดว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยยังไม่ถึง 100 ปีมานี้
น้อยน่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึงประมาณ 8 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นก้านเล็กๆ แต่กิ่งก้านกิ่งเปราะ เด็กในเมืองอาจไม่ค่อยรู้จักต้น รู้แต่ผลมีผิวขรุขระเป็นร่องๆ เมล็ดสีดำอมน้ำตาล มีเนื้อสีขาวค่อนข้างแข็ง ผิวมัน เนื้อที่หุ้มเมล็ดนิ่ม และมีรสหอมหวาน
น้อยหน่า ที่ปลูกอยู่ตามพื้นบ้านมักมีผลขนาดไม่ใหญ่มากนัก นอกจากกินเป็นผลไม้แล้ว ภูมิปัญญาไทยยังใช้ประโยชน์ทางยาสมุนไพรหลายตำรับ
เช่น ผล นำมาใช้ได้ทั้งผลสดที่ยังไม่สุกและผลแห้ง (หมากเขียบหลอด) ถ้าเป็นผลสดที่ยังไม่สุกจะเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ผิวหนัง ส่วนหมากเขียบหลอด (ผลแห้ง) ใช้เข้ายาแก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู
เปลือกผล เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม
ราก เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน และแก้พิษงู ถอนพิษเบื่อเมา
ใบ รู้จักกันดีในหมู่ครูที่ต้องดูแลเด็กเล็กที่เป็นเหา ใช้ใบกำจัดเหาได้ ขับพยาธิลำไส้ แก้หิด แก้กลากเกลื้อน และแก้ฟกบวม
เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้พิษงู แก้รำมะนาด ยาฝาดสมาน
ตัวอย่างในการใช้ใบน้อยหน่าแก้เหา นำใบน้อยหน่าประมาณ 3-4 ใบมาบดหรือตำให้ ละเอียดแล้วคลุกกับเหล้า 28 ดีกรี คลุกให้เคล้ากันจนได้กลิ่นน้อยหน่า แล้วนำมาทาหัวให้ทั่ว เอาผ้าคลุมไว้สัก 10-30 นาที และเอาผ้าออกใช้หวีสาง เหาก็ตกลงมาทันที
หรือใช้ใบสด 1 กำมือ ตำคั้นเอาแต่น้ำทาที่ผมเลยก็ได้ ใช้ผ้าคลุมไว้สัก 30 นาทีเช่นกัน หรือใช้เมล็ดน้อยหน่าสัก 1 กำมือ ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมะพร้าว ในสัดส่วน 1 ต่อ 2 กรองเอาแต่น้ำ ทาขยี้ให้ทั่วศีรษะใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ใช้หวีสางเหาออก สระผมให้สะอาด
ข้อควรระวัง อย่าให้น้ำคั้นหรือน้ำยาเข้าตาจะทำให้ตาอักเสบได้
น้ำคั้นใบน้อยหน่ายังใช้เป็นยาแก้กลากเลื้อนได้ และในวงการเกษตรธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยังใช้ใบและเมล็ดน้อยหน่าเป็นสมุนไพรกำจัดแมลงที่ไม่ต้องการหลายชนิด ซึ่งมีการวิจัยรองรับว่า ใบและเมล็ดมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ อะโนนาอีน (anonaine, 1-benzyl-isoquinoline, bisbenzl-isoquinoline) ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง
ในส่วนของเมล็ดมีสารที่เป็นพิษทางประสาทสัมผัสและทางกระเพาะอาหารของแมลง สามารถใช้เป็นสารฆ่าหรือขับไล่แมลง ซึ่งสารพิษนั้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะอาการของแมลง โดยเฉพาะ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ย หอย หนอนกระทู้ หนอนใยผัก ด้วงเต่าทอง แมลงวันทอง ตั๊กแตน และ มวนต่างๆ ได้ด้วย
นอกจากนี้ ในเมล็ดยังมีสารที่ไปยับยั้งการตกไข่และทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ จึงต้องใช้เมล็ดน้อยหน่าอย่างระมัดระวัง
การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์อินเดีย พบว่าเนื้อจากเมล็ดน้อยหน่าแนวโน้มสามารถลดน้ำตาลในเลือดหนูที่ทำให้เป็นเบาหวานได้ และพบการใช้ประโยชน์ในต่างประเทศอีกว่า ใช้เปลือกลำต้นเป็นยาหยุดอาการท้องเสีย ใช้รากรักษาอาการบิดมีตัว น้ำสกัดจากใบใช้รักษาหวัดและทำให้ปัสสาวะใส
ที่ต้องเน้นและเป็นความรู้ให้ศึกษาต่อจากภูมิปัญญาชาวบ้านคือ หมากเขียบหลอดเกิดจากการที่ผลน้อยหน่าติดเชื้อราชนิด Colletotrichum annonicola จึงแห้งดำคาต้น
ดังนั้น จึงควรมีงานวิจัยสนับสนุนว่าส่วนที่เป็นสรรพคุณยาสมุนไพรในหมากเขียบหลอด เพราะผลน้อยหน่าหรือเพราะเชื้อราที่เจริญบนผล หรือทั้งสองชนิดทำงานร่วมกัน
แต่แม้ยังไม่รู้ว่ากลไกเป็นอย่างไร ชาวบ้านเขาฉลาดนำมาใช้แก้ฝีหนองได้ชะงัด
.
ห้องแล็บแห่งความตาย-ไม่ไปไม่รู้ โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
.
ห้องแล็บแห่งความตาย-ไม่ไปไม่รู้
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.balavi.com Facebook: บัลวี
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 93
มีผู้อ่านถามถึงบทต่อไปของการใคร่ครวญความตาย ทักท้วงว่าผมยังไม่ได้ไขความถึงวิธีใคร่ครวญความตายในเชิงปฏิบัติเลย ฉบับนี้จึงขอแจงจารประเด็นนี้ต่อ
ครับ ในภาคปฏิบัติที่ผมมีโอกาสสัมผัส ต้องยอมรับว่า ห้องแล็บแห่งความตาย ซึ่งผมตั้งชื่อให้เองหรอกนะครับ อันเป็นภาคปฏิบัติส่วนหนึ่งในการอบรม "การเตรียมตัวตายอย่างสงบ" จัดโดยเสมสิกขาลัย นำโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ผมถือว่าเป็นปฏิบัติการที่สัมฤทธิผลทีเดียวแหละ
การอบรมซึ่งมีอยู่สามวัน ในวันแรกของการอบรมมีการตั้งคำถามว่า "ตัวคุณเองกลัวตายมากน้อยเพียงใด" แล้วให้ผู้รับการอบรมชั่งใจตัวเองจากนั้นไปยืนอยู่ในตำแหน่งระหว่าง 0 ถึง 100 คะแนน
ผลก็ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่จะยืนกันอยู่ในตำแหน่ง 40-60 คะแนน ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองของการกระจายตัวแบบปกติ (normal distribution) ตามวิชาสถิติ
จะมีอยู่ท่านหนึ่งที่สูงอายุมากและผ่านโลกมาเยอะ เรียกว่าเต็มอิ่มกับชีวิตแล้ว ท่านไปยืนอยู่ที่ตำแหน่ง 0-10 คะแนน
พูดง่ายๆ ว่าท่านไม่กลัวตายแล้ว
ผมเองไปยืนอยู่ที่ระดับความกลัว 60 คะแนน เหตุผลเพราะว่า แม้จะรับรู้เรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องการใคร่ครวญความตาย แต่ถ้าถามกันอย่างจริงจังให้ตอบกันตรงหน้าว่าเห็นความตายอยู่เบื้องหน้าจะกลัวหรือเปล่า? มันก็ยังมีเหตุที่จะทำให้เกิดความกลัวตายอยู่ไม่น้อย
ประการหนึ่งคือไม่รู้ว่าความตายที่กำลังเข้ามาหานั้น จะเป็นยังไง นั่นคือคนเราย่อมกลัวสิ่งที่ยังไม่รู้จัก
ประการหนึ่งคือความเจ็บปวดก่อนตาย ใครๆ ก็คงกลัวเจ็บ
อีกประการหนึ่ง ในลึกๆ ของจิตคือความรักชีวิต ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของทุกสรรพสัตว์ เหล่านี้เป็นจิตใต้สำนึกของปุถุชน
ผมจึงยังไม่ค่อยเชื่อนักว่า ใครจะพร้อมรับความตายอย่างหน้าชื่นได้ เมื่อความตายกำลังมากระทบตรงหน้าตัวเองเข้าจริงๆ ยกเว้นท่านผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว
ต่อจากนั้นการอบรมก็ไล่เรียงไปในหลายมุมมอง ตั้งแต่การเตรียมตัวรับรู้ข่าวร้าย การจะช่วยเหลือกายใจของผู้ป่วยหนักอย่างไร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ที่สูญเสียบุคคลที่เป็นที่รักไป พูดกันไปถึงประสบการณ์เฉียดใกล้ความตายของบางคน ไล่เรียงไปถึงการบอกความในใจกับพ่อแม่ลูกหรือคนที่เรารัก
นั่นนับเป็นการหยิบยกเอาเรื่องความตายแบบที่ใกล้ตัวคนทุกๆ คนมาแบกันอยู่ต่อหน้า ความตายซึ่งในยามปกติคนเรามักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงหรือแม้กระทั่งนึกคิด
แต่ในการอบรมที่ผ่านไปสามวัน ความตายถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนกันเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา รวมทั้งความตายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ด้วยเหตุอะไรก็ได้ เพราะชีวิตก็คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะควบคุมมันได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปตามที่ใจเรานึก
ความสุกงอมในจิตใต้สำนึกที่จะยอมรับความตายเกิดขึ้นทีละน้อยในตลอดเวลาสามวัน แล้วก็มาถึงปฏิบัติการที่ผมตั้งชื่อให้ว่า ห้องแล็บแห่งความตาย
เราถูกบอกให้นอนลงอย่างสงบและผ่อนคลาย ไฟถูกดับให้มืดลง ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ กายสัมผัสได้แต่อากาศที่เยือกเย็นกว่าปกติเล็กน้อย แล้วก็มีเสียงบรรยายผุดขึ้นมาว่า
ขณะนี้เราอยู่คนเดียวตามลำพัง มองไปที่ขอบฟ้าแสงอรุณเริ่มฉายฉาน ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีส้ม เป็นเหลืองอร่าม แล้วดวงตะวันก็โผล่ขึ้นขอบฟ้า จากนั้นฟ้าแจ้ง สว่างใส เปรียบเหมือนชีวิตของเราในยามเด็กและเยาว์วัย สดใสกระจ่างแจ้ง
แล้วตะวันก็สูงโด่งจนถึงเวลาเที่ยง เหมือนช่วงชีวิตของเราที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน สร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัว เป็นวัยกระปรี้กระเปร่าที่สุดของชีวิต
จากนั้นดวงตะวันเริ่มผันสู่ยามบ่าย แล้วก็ถึงยามเย็น แสงตะวันเริ่มอ่อนกำลังลง เหมือนชีวิตที่ล่วงเลยวัยกลาง เข้าสู่วัยชรา ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีขาว เป็นแสงสีม่วงแดงของยามสนธยา ใกล้ค่ำแล้วนะ และแล้วดวงตะวันก็หมดแสง ฟ้ามืด กลายเป็นสีดำสนิท เหมือนชีวิตกำลังก้าวสู่ห้วงลมหายใจสุดท้าย
ชีวิตของเรากำลังจะหมดไป เรากำลังจะลาจากโลกนี้ไป ...
จะไม่มีอีกแล้ว ภาพใบหน้าของสามีหรือภรรยา ไม่มีอีกแล้วเสียงคำพูดคำจาของลูกๆ ไม่ได้พบอีกแล้วพี่น้องหรือญาติมิตร เรากำลังจะตายจากโลกนี้ไป เรากำลังไปโดยตัวคนเดียว ตามลำพัง....
คำบรรยายโน้มนำให้เห็นชีวิตที่เปลี่ยนไปทีละฉากๆ แล้วนำเราให้ก้าวเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของชีวิต ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
ในขณะที่นอนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น ความรู้สึกของผมที่เกิดขึ้นก็คือ ห้วงแรกเป็นความตระหนักว่านี่เรากำลังจะตายแล้วจริงๆ นะ ชีวิตกำลังจะหมดไปแล้ว ต่อจากนี้ไปก็ไม่มีตัวเราอีกแล้วบนโลกนี้ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เคยเป็นตัวเรา ของๆ เรา ครอบครัวของเรา แม้แต่ผลงานของเราก็ไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก เรากำลังจะจากไป...จากไปตามลำพัง ไม่มีใครเลยที่จะอยู่เคียงข้างเรา เป็นเพื่อนกับเรา เราต้องไปคนเดียว ไปสู่สิ่งที่เรายังไม่รู้จัก ...นั่นก็คือ ความตาย
จากนั้นผมก็เกิดความรู้สึกห้วงที่สองตามมา เป็นห้วงของความกลัว ขณะนี้เหมือนเรากำลังนอนไปในรถไฟสายมรณะ รถไฟที่เป็นโลหะ สีดำ หนักแน่น เย็นเฉียบ เป็นรถไฟสายมรณะขบวนที่แล่นไปเที่ยวเดียว ไม่มีขบวนย้อนกลับ เรากำลังไปคนเดียว ไปสู่ความตายที่เราไม่เคยรู้จัก ไปสู่ความมืดมนอนธการ ไม่มีสิ่งใดไม่มีผู้ใดจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้
...ช่างเป็นสิ่งไม่รู้ที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้
จากนั้นเกิดความคิดห้วงที่สาม ให้นึกย้อนขึ้นมาว่า ...ถ้าอย่างนั้นเราได้สั่งความอะไรกับใครเขามั้ย เรามีความในใจอะไรที่จะบอกกับใครบ้าง เราได้ทำความไม่ดีอะไรไว้กับใครและเคยมีโอกาสขอโทษเขาหรือเปล่า เราได้เคยผูกใจเจ็บกับผู้ใดและยังไม่ได้ให้อโหสิกรรมกับใครคนไหนบ้าง
...และในห้วงชีวิตที่ผ่านมา เราได้ใช้โอกาสของการเกิดมาเป็นคน ทำความดีให้กับใครๆ เขาไว้บ้างหรือเปล่า?
ห้วงความคิดที่สามที่ผุดขึ้นนี้บอกเราว่า ถ้ารู้อย่างนี้เราก็ควรจะได้ทำสิ่งเหล่านี้เสียตั้งนานแล้ว
สุดท้ายกลายเป็นห้วงความคิดที่สี่ ...อ้อ จริงสิ กรรมดีที่เราทำไว้ไงเล่า ชีวิตเราได้เคยทำความดีไว้มากมาย มันย่อมจะเกิดผลเองแหละน่ะ เพราะพระพุทธศาสนาสอนเราไว้ ให้เราทำดี กฎแห่งกรรมย่อมมีจริง ...อีกอย่างหนึ่งคือจิตที่ฝึกไว้ไงล่ะ
พอห้วงความคิดถึงจุดนี้ปุ๊บ ภาวะจิตก็เกิดความสงบขึ้นมาแทนที่โดยทันที เป็นความรู้สึกที่สงบนิ่งมาก เบาสบาย ปลอดโปร่ง สงบอย่างยิ่ง เป็นสุขอย่างยิ่ง
แล้วแสงสว่างก็เข้ามาแทนที่ ไฟในห้องเปิด ผมกลับเข้ามาสู่ภาวะเป็นจริงอีกครั้งหนึ่งในห้องอบรม เราพากันลุกขึ้นนั่ง แล้วแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ผมเล่าห้วงความรู้สึกให้กันฟัง บอกว่าพอห้วงความคิดที่สามเกิดขึ้น กลับไปเที่ยวนี้ต้องได้ทำสิ่งที่ตกค้างในใจกับใครต่อใครแน่ๆ นั่นคือบอกความในใจกับทุกคนก่อนที่ความตายจะมาเยือนโดยที่ไม่มีโอกาสได้บอก กล่าวขอโทษ กล่าวคำให้อโหสิกับใครต่อใครที่เราติดค้างกันอยู่
แต่ทุกคนที่เราไปกล่าวคงงงเป็นไก่ตาแตกที่จู่ๆ เราก็ทำเหมือนสั่งเสียก่อนตาย แต่ก็ช่างเขาเถอะเราถือว่าได้ทำสิ่งที่ใจสมควรจะกระทำก็แล้วกัน
ส่วนห้วงความคิดที่สี่ อันได้แก่ความรู้สึกที่เอาพระพุทธศาสนาเป็นสรณะ มันจะเกิดขึ้นได้ก็คงไม่ได้เกิดด้วยความเสแสร้งหรือตั้งใจนึกคิด รวมทั้งภาวะสะอาด สว่าง สงบ ภาวะนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยการหมั่นฝึกฝน จนกระทั่งเป็นความเคยชินของจิตที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นไปเองเมื่อภาวะใกล้ตายเข้ามาถึง
นี่ขนาดเป็นห้องแล็บห้วงจิตแรกๆ เรายังรู้สึกกลัว ถ้าขณะตายจริงโดยเราไม่ได้ฝึกฝนไว้ก่อนความกลัวจะมีขนาดไหน
มันอาจจะครอบงำจิตให้เราตายตกไปสู่อบายภูมิได้ ดังมีสาธกไว้ในพระไตรปิฎกหลายต่อหลายกรณี การประกอบกรรมดีเป็นนิจศีลนั้นยังไม่พอ ต้องฝึกเตรียมตัวตายด้วย จะได้เกิดความชำนาญเหมือนลูกเสือหัดเดินป่า พอเจอความตายเข้าจริงๆ จะได้อาศัยความชำนาญผ่านจากความกลัวไร้ที่พึ่ง เป็นความที่มีพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแล้วเกิดจิตที่สะอาด สว่าง สงบขึ้นในบัดดล
หลังจากผ่านแล็บแห่งความตาย ผู้จัดถามว่าขณะนี้กลัวตายกี่คะแนน คนส่วนใหญ่บอกว่าเหลือน้อยมาก 0-10 คะแนนกระมัง เรียกว่าพร้อมรับกับความตายกันถ้วนหน้า รวมทั้งตัวผมเองด้วย
นี่เป็นวิธีใคร่ครวญความตายวิธีหนึ่งครับ
.
ห้องแล็บแห่งความตาย-ไม่ไปไม่รู้
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.balavi.com Facebook: บัลวี
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1670 หน้า 93
มีผู้อ่านถามถึงบทต่อไปของการใคร่ครวญความตาย ทักท้วงว่าผมยังไม่ได้ไขความถึงวิธีใคร่ครวญความตายในเชิงปฏิบัติเลย ฉบับนี้จึงขอแจงจารประเด็นนี้ต่อ
ครับ ในภาคปฏิบัติที่ผมมีโอกาสสัมผัส ต้องยอมรับว่า ห้องแล็บแห่งความตาย ซึ่งผมตั้งชื่อให้เองหรอกนะครับ อันเป็นภาคปฏิบัติส่วนหนึ่งในการอบรม "การเตรียมตัวตายอย่างสงบ" จัดโดยเสมสิกขาลัย นำโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ผมถือว่าเป็นปฏิบัติการที่สัมฤทธิผลทีเดียวแหละ
การอบรมซึ่งมีอยู่สามวัน ในวันแรกของการอบรมมีการตั้งคำถามว่า "ตัวคุณเองกลัวตายมากน้อยเพียงใด" แล้วให้ผู้รับการอบรมชั่งใจตัวเองจากนั้นไปยืนอยู่ในตำแหน่งระหว่าง 0 ถึง 100 คะแนน
ผลก็ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่จะยืนกันอยู่ในตำแหน่ง 40-60 คะแนน ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองของการกระจายตัวแบบปกติ (normal distribution) ตามวิชาสถิติ
จะมีอยู่ท่านหนึ่งที่สูงอายุมากและผ่านโลกมาเยอะ เรียกว่าเต็มอิ่มกับชีวิตแล้ว ท่านไปยืนอยู่ที่ตำแหน่ง 0-10 คะแนน
พูดง่ายๆ ว่าท่านไม่กลัวตายแล้ว
ผมเองไปยืนอยู่ที่ระดับความกลัว 60 คะแนน เหตุผลเพราะว่า แม้จะรับรู้เรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องการใคร่ครวญความตาย แต่ถ้าถามกันอย่างจริงจังให้ตอบกันตรงหน้าว่าเห็นความตายอยู่เบื้องหน้าจะกลัวหรือเปล่า? มันก็ยังมีเหตุที่จะทำให้เกิดความกลัวตายอยู่ไม่น้อย
ประการหนึ่งคือไม่รู้ว่าความตายที่กำลังเข้ามาหานั้น จะเป็นยังไง นั่นคือคนเราย่อมกลัวสิ่งที่ยังไม่รู้จัก
ประการหนึ่งคือความเจ็บปวดก่อนตาย ใครๆ ก็คงกลัวเจ็บ
อีกประการหนึ่ง ในลึกๆ ของจิตคือความรักชีวิต ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของทุกสรรพสัตว์ เหล่านี้เป็นจิตใต้สำนึกของปุถุชน
ผมจึงยังไม่ค่อยเชื่อนักว่า ใครจะพร้อมรับความตายอย่างหน้าชื่นได้ เมื่อความตายกำลังมากระทบตรงหน้าตัวเองเข้าจริงๆ ยกเว้นท่านผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว
ต่อจากนั้นการอบรมก็ไล่เรียงไปในหลายมุมมอง ตั้งแต่การเตรียมตัวรับรู้ข่าวร้าย การจะช่วยเหลือกายใจของผู้ป่วยหนักอย่างไร การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ที่สูญเสียบุคคลที่เป็นที่รักไป พูดกันไปถึงประสบการณ์เฉียดใกล้ความตายของบางคน ไล่เรียงไปถึงการบอกความในใจกับพ่อแม่ลูกหรือคนที่เรารัก
นั่นนับเป็นการหยิบยกเอาเรื่องความตายแบบที่ใกล้ตัวคนทุกๆ คนมาแบกันอยู่ต่อหน้า ความตายซึ่งในยามปกติคนเรามักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงหรือแม้กระทั่งนึกคิด
แต่ในการอบรมที่ผ่านไปสามวัน ความตายถูกหยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยนกันเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา รวมทั้งความตายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ด้วยเหตุอะไรก็ได้ เพราะชีวิตก็คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะควบคุมมันได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปตามที่ใจเรานึก
ความสุกงอมในจิตใต้สำนึกที่จะยอมรับความตายเกิดขึ้นทีละน้อยในตลอดเวลาสามวัน แล้วก็มาถึงปฏิบัติการที่ผมตั้งชื่อให้ว่า ห้องแล็บแห่งความตาย
เราถูกบอกให้นอนลงอย่างสงบและผ่อนคลาย ไฟถูกดับให้มืดลง ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ กายสัมผัสได้แต่อากาศที่เยือกเย็นกว่าปกติเล็กน้อย แล้วก็มีเสียงบรรยายผุดขึ้นมาว่า
ขณะนี้เราอยู่คนเดียวตามลำพัง มองไปที่ขอบฟ้าแสงอรุณเริ่มฉายฉาน ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีส้ม เป็นเหลืองอร่าม แล้วดวงตะวันก็โผล่ขึ้นขอบฟ้า จากนั้นฟ้าแจ้ง สว่างใส เปรียบเหมือนชีวิตของเราในยามเด็กและเยาว์วัย สดใสกระจ่างแจ้ง
แล้วตะวันก็สูงโด่งจนถึงเวลาเที่ยง เหมือนช่วงชีวิตของเราที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน สร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัว เป็นวัยกระปรี้กระเปร่าที่สุดของชีวิต
จากนั้นดวงตะวันเริ่มผันสู่ยามบ่าย แล้วก็ถึงยามเย็น แสงตะวันเริ่มอ่อนกำลังลง เหมือนชีวิตที่ล่วงเลยวัยกลาง เข้าสู่วัยชรา ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีขาว เป็นแสงสีม่วงแดงของยามสนธยา ใกล้ค่ำแล้วนะ และแล้วดวงตะวันก็หมดแสง ฟ้ามืด กลายเป็นสีดำสนิท เหมือนชีวิตกำลังก้าวสู่ห้วงลมหายใจสุดท้าย
ชีวิตของเรากำลังจะหมดไป เรากำลังจะลาจากโลกนี้ไป ...
จะไม่มีอีกแล้ว ภาพใบหน้าของสามีหรือภรรยา ไม่มีอีกแล้วเสียงคำพูดคำจาของลูกๆ ไม่ได้พบอีกแล้วพี่น้องหรือญาติมิตร เรากำลังจะตายจากโลกนี้ไป เรากำลังไปโดยตัวคนเดียว ตามลำพัง....
คำบรรยายโน้มนำให้เห็นชีวิตที่เปลี่ยนไปทีละฉากๆ แล้วนำเราให้ก้าวเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของชีวิต ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
ในขณะที่นอนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น ความรู้สึกของผมที่เกิดขึ้นก็คือ ห้วงแรกเป็นความตระหนักว่านี่เรากำลังจะตายแล้วจริงๆ นะ ชีวิตกำลังจะหมดไปแล้ว ต่อจากนี้ไปก็ไม่มีตัวเราอีกแล้วบนโลกนี้ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เคยเป็นตัวเรา ของๆ เรา ครอบครัวของเรา แม้แต่ผลงานของเราก็ไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก เรากำลังจะจากไป...จากไปตามลำพัง ไม่มีใครเลยที่จะอยู่เคียงข้างเรา เป็นเพื่อนกับเรา เราต้องไปคนเดียว ไปสู่สิ่งที่เรายังไม่รู้จัก ...นั่นก็คือ ความตาย
จากนั้นผมก็เกิดความรู้สึกห้วงที่สองตามมา เป็นห้วงของความกลัว ขณะนี้เหมือนเรากำลังนอนไปในรถไฟสายมรณะ รถไฟที่เป็นโลหะ สีดำ หนักแน่น เย็นเฉียบ เป็นรถไฟสายมรณะขบวนที่แล่นไปเที่ยวเดียว ไม่มีขบวนย้อนกลับ เรากำลังไปคนเดียว ไปสู่ความตายที่เราไม่เคยรู้จัก ไปสู่ความมืดมนอนธการ ไม่มีสิ่งใดไม่มีผู้ใดจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้
...ช่างเป็นสิ่งไม่รู้ที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้
จากนั้นเกิดความคิดห้วงที่สาม ให้นึกย้อนขึ้นมาว่า ...ถ้าอย่างนั้นเราได้สั่งความอะไรกับใครเขามั้ย เรามีความในใจอะไรที่จะบอกกับใครบ้าง เราได้ทำความไม่ดีอะไรไว้กับใครและเคยมีโอกาสขอโทษเขาหรือเปล่า เราได้เคยผูกใจเจ็บกับผู้ใดและยังไม่ได้ให้อโหสิกรรมกับใครคนไหนบ้าง
...และในห้วงชีวิตที่ผ่านมา เราได้ใช้โอกาสของการเกิดมาเป็นคน ทำความดีให้กับใครๆ เขาไว้บ้างหรือเปล่า?
ห้วงความคิดที่สามที่ผุดขึ้นนี้บอกเราว่า ถ้ารู้อย่างนี้เราก็ควรจะได้ทำสิ่งเหล่านี้เสียตั้งนานแล้ว
สุดท้ายกลายเป็นห้วงความคิดที่สี่ ...อ้อ จริงสิ กรรมดีที่เราทำไว้ไงเล่า ชีวิตเราได้เคยทำความดีไว้มากมาย มันย่อมจะเกิดผลเองแหละน่ะ เพราะพระพุทธศาสนาสอนเราไว้ ให้เราทำดี กฎแห่งกรรมย่อมมีจริง ...อีกอย่างหนึ่งคือจิตที่ฝึกไว้ไงล่ะ
พอห้วงความคิดถึงจุดนี้ปุ๊บ ภาวะจิตก็เกิดความสงบขึ้นมาแทนที่โดยทันที เป็นความรู้สึกที่สงบนิ่งมาก เบาสบาย ปลอดโปร่ง สงบอย่างยิ่ง เป็นสุขอย่างยิ่ง
แล้วแสงสว่างก็เข้ามาแทนที่ ไฟในห้องเปิด ผมกลับเข้ามาสู่ภาวะเป็นจริงอีกครั้งหนึ่งในห้องอบรม เราพากันลุกขึ้นนั่ง แล้วแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ผมเล่าห้วงความรู้สึกให้กันฟัง บอกว่าพอห้วงความคิดที่สามเกิดขึ้น กลับไปเที่ยวนี้ต้องได้ทำสิ่งที่ตกค้างในใจกับใครต่อใครแน่ๆ นั่นคือบอกความในใจกับทุกคนก่อนที่ความตายจะมาเยือนโดยที่ไม่มีโอกาสได้บอก กล่าวขอโทษ กล่าวคำให้อโหสิกับใครต่อใครที่เราติดค้างกันอยู่
แต่ทุกคนที่เราไปกล่าวคงงงเป็นไก่ตาแตกที่จู่ๆ เราก็ทำเหมือนสั่งเสียก่อนตาย แต่ก็ช่างเขาเถอะเราถือว่าได้ทำสิ่งที่ใจสมควรจะกระทำก็แล้วกัน
ส่วนห้วงความคิดที่สี่ อันได้แก่ความรู้สึกที่เอาพระพุทธศาสนาเป็นสรณะ มันจะเกิดขึ้นได้ก็คงไม่ได้เกิดด้วยความเสแสร้งหรือตั้งใจนึกคิด รวมทั้งภาวะสะอาด สว่าง สงบ ภาวะนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยการหมั่นฝึกฝน จนกระทั่งเป็นความเคยชินของจิตที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นไปเองเมื่อภาวะใกล้ตายเข้ามาถึง
นี่ขนาดเป็นห้องแล็บห้วงจิตแรกๆ เรายังรู้สึกกลัว ถ้าขณะตายจริงโดยเราไม่ได้ฝึกฝนไว้ก่อนความกลัวจะมีขนาดไหน
มันอาจจะครอบงำจิตให้เราตายตกไปสู่อบายภูมิได้ ดังมีสาธกไว้ในพระไตรปิฎกหลายต่อหลายกรณี การประกอบกรรมดีเป็นนิจศีลนั้นยังไม่พอ ต้องฝึกเตรียมตัวตายด้วย จะได้เกิดความชำนาญเหมือนลูกเสือหัดเดินป่า พอเจอความตายเข้าจริงๆ จะได้อาศัยความชำนาญผ่านจากความกลัวไร้ที่พึ่ง เป็นความที่มีพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแล้วเกิดจิตที่สะอาด สว่าง สงบขึ้นในบัดดล
หลังจากผ่านแล็บแห่งความตาย ผู้จัดถามว่าขณะนี้กลัวตายกี่คะแนน คนส่วนใหญ่บอกว่าเหลือน้อยมาก 0-10 คะแนนกระมัง เรียกว่าพร้อมรับกับความตายกันถ้วนหน้า รวมทั้งตัวผมเองด้วย
นี่เป็นวิธีใคร่ครวญความตายวิธีหนึ่งครับ
.
โรคมือเท้าปาก ใช้โฮมีโอพาธีย์เป็นทางเลือกรักษา โดย นพ.บรรจบ ชุณห สวัสดิกุล
.
โรคมือเท้าปาก ใช้โฮมีโอพาธีย์เป็นทางเลือกรักษา
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.balavi.com Facebook: บัลวี
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1668 หน้า 93
มีคำแถลงข่าวจากสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากซึ่งโฮมีโอพาธีย์เป็นทางเลือกรักษาได้ทางหนึ่ง
จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้
ศาสตร์โฮมีโอพาธีย์ค้นพบโดย นพ.แซมวล ฮาห์เนอมานน์ ในเยอรมนีเมื่อ 200 ปีที่แล้ว และเผยแพร่ไปนิยมใช้ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก ปัจจุบันเป็นการแพทย์ทางเลือก 3 อันดับแรกที่คนทั่วโลกนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ การแพทย์แผนจีน อายุรเวท และโฮมีโอพาธีย์
สำหรับประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศยากจนอย่างบ้านเราและมีพลเมืองเยอะมาก ภายหลังที่อังกฤษเข้าไปปกครองอินเดียจึงได้สถาปนาราชวิทยาลัยโฮมีโอพาธีย์ขึ้นที่อินเดีย ปัจจุบันมีแพทย์แขนงนี้กว่า 250,000 คนทั่วประเทศเพื่อให้บริการประชาชนของเขา
เนื่องจากอินเดียเล็งเห็นว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงมากและไม่อาจทนแบกรับค่ายาที่ต้องซื้อจากบริษัทยาของประเทศตะวันตกได้ จึงได้หันมาส่งเสริมศาสตร์แขนงนี้และถือเป็นหนึ่งในการแพทย์แผนหลักของประเทศอินเดียด้วย
ในอดีตที่ผ่านมาโฮมีโอพาธีย์ได้แสดงบทบาทร่วมป้องกันและรักษาโรคระบาดครั้งใหญ่ๆ ในขอบเขตทั่วโลกหลายครั้ง นพ.ดูเจียนรักษาโรคไทฟัสระบาดที่เมืองไลป์ซิก เยอรมนี เมื่อปี ค.ศ.1813 ผู้ป่วยจำนวน 180 คน เสียชีวิตเพียง 2 คน เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยแพทย์แบบแผนซึ่งจะเสียชีวิตถึง 30%
ครั้นถึงกรณีระบาดใหญ่ของโรคอหิวาต์ที่เรียกว่า เอเชียนโคเลร่า (Asian cholera) ปี ค.ศ.1829 โรคนี้ระบาดจากอินเดียข้ามทวีปไปถึงยุโรปและอเมริกา นพ.เฮอริงก์ซึ่งเป็นแพทย์แบบแผนได้เข้ามีบทบาทในการช่วยรักษาผู้ป่วยด้วยวิชาเวชกรรมความคล้าย
ผลปรากฏว่าอัตราตายของผู้ป่วยที่รักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์ตายน้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับการแพทย์แบบแผนที่มีอัตราตาย 50%
กรณีไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish influenza) ในปี ค.ศ.1918 หวัดครั้งนี้ถือเป็นโรคระบาดใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ มีสถิติว่าประชากรโลก 20% ติดเชื้อ มีผู้คนล้มตาย 20-40 ล้านคนทั่วโลก
ที่โอไฮโอ นพ.ที. เอ. แมกแคนน์ ใช้โฮมีโอพาธีย์รักษาผู้ป่วย 26,000 ราย มีอัตราตาย 1.05% เทียบกับการรักษาด้วยแพทย์แบบแผนจำนวน 24,000 ราย มีอัตราตาย 28.2%
ที่ฟิลาเดลเฟีย นพ.ดับบลิว. เอ. เพียร์สัน รักษาผู้ป่วยทั้งหมด 26,795 ราย รักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์เสียชีวิต 281 ราย คิดเป็น 1% เมื่อเทียบกับรักษาด้วยแพทย์แบบแผน เสียชีวิต 8,038 ราย คิดเป็น 30%
เมื่อเร็วๆ นี้กรณีไข้หวัด H1N1 วงการโฮมีโอพาธีย์ระดับโลกก็มีกระบวนการหาสารบำบัดที่ตรงตัวและพบสารบำบัดตัวเดียวที่ใช้ครอบคลุมได้สำหรับทั่วทั้งอเมริกา
สําหรับโรคมือเท้าปากในประเทศไทยขณะนี้ ทางสมาคมมีข้อแนะนำว่า :
1. ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะภาวะตื่นตกใจกันทั่วทั้งสังคม พลังใจที่ตกจะยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าแทรกได้ง่าย
2. ป้องกันการติดเชื้อตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำแนะนำไป
3. ในด้านรักษาถ้าผู้ป่วยขณะเริ่มมีไข้สูง นอกจากรักษาแผนปัจจุบันแล้ว ถ้าได้ใช้โฮมีโอพาธีย์ร่วมรักษาด้วยก็จะเพิ่มโอกาสการหายของผู้ป่วยมากขึ้น ขณะนี้มีแพทย์และบุคลากรการแพทย์ด้านโฮมีโอพาธีย์ที่มีกระจายตัวอยู่ใน รพ.ของภาครัฐและเอกชน มีความพร้อมที่จะร่วมรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ถ้าได้รับการขอร้องมา จะเป็นโดยส่วนตัวหรือโดยทางสมาคมก็ได้
4. สำหรับเชิงป้องกัน เด็กที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงเช่นมีพี่น้องในบ้านเดียวกัน หรือมีเพื่อนในห้องเรียนเดียวกันป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ก็ควรได้รับสารโฮมีโอพาธีย์เป็นการป้องกัน
ทั้งนี้ ทางสมาคมได้เตรียมสารบำบัดเป็นน้ำยาใช้หยอดทางปากไว้สำหรับแจกฟรี! เพื่อไว้สำหรับประชาชนรายบุคคลหรือเป็นหน่วยงานก็ได้ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาลที่มีความต้องการ สามารถติดต่อขอรับจากทางสมาคมได้ที่เบอร์ 08-1428-5587 ในเวลาราชการ
หรือที่เว็บไซต์ www.thaihomeopathy.com หรือ facebook : Homeopathic Association of Thailand
กล่าวสำหรับสารบำบัดที่ใช้รักษามีหลายขนานถ้าเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมก็สามารถรักษาได้ ทั้งนี้ โดย ภญ.มนฑกา ธีรชัยสกุล ซึ่งเป็นกรรมการท่านหนึ่งของสมาคมเพิ่งได้รักษาผู้ป่วยเด็กโรคมือเท้าปากซึ่งกำลังมีไข้สูงจัดจนต้องเข้ารักษาใน รพ. ท่านใช้สารบำบัดชื่ออะโกไนต์ (aconite) ใช้ผสมน้ำให้ผู้ป่วยกินบ่อยๆ ปรากฏว่าเด็กหายไข้ในวันรุ่งขึ้นและกลับบ้านได้
อ.มณฑกากล่าวอีกว่า "ตัวเลือกตัวที่สองคือเบลลาดอนนา (belladonna) ก็ใช้สำหรับเด็กที่มีไข้สูงเฉียบพลันได้เหมือนกัน เด็กไข้สูงที่อาการหน้าแดง ปวดหัวตุ้บๆ กระวนกระวาย เป็นข้อบ่งชี้ที่จะใช้เบลลาดอนนา"
คำแนะนำสำหรับการใช้โฮมีโอพาธีย์รักษาไข้สูงเฉียบพลันก็คือ ใช้สารตัวใดตัวหนึ่งในสองตัวนี้เลือกชนิด 30C เจือในน้ำ 30 ซีซี แล้วกระทุ้งขวดในแนวตั้งหลายๆ ทีจนสารบำบัดที่เป็นเม็ดน้ำตาลเล็กๆ ละลายหมดแล้ว หยดใส่ปากผู้ป่วยครั้งละ 1 หยดในเวลาปากว่าง โดยสามารถหยดได้ทุก 15 นาที (โดยก่อนกินยาทุกครั้งให้กระทุ้งขวด 10 ทีเพื่อกระตุ้นพลังงานของยา) ถ้าเกิดผลจะพบว่าเด็กจะลดไข้ลงได้ภายใน 1 ชั่วโมง จากนั้นให้ห่างยาออกไปเป็นทุกครึ่ง ช.ม. แล้วเป็นทุก 1 ช.ม. ตามลำดับ เด็กจะหายไข้ภายใน 1 วันและน่าจะหายจากโรคใน 2 วัน
อ.มณฑกากล่าวว่า "ถ้าเด็กมีไข้ สั่นสะท้านแม้จะอยู่ในห้องที่อบอุ่น ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ลิ้นเป็นฝ้า และท้องเสีย ตัวเลือกใช้อีกตัวหนึ่งคือ แอนติโมเนียม ครูดุม (antimonium crudum) จึงขอถือโอกาสนี้แนะนำสารบำบัดที่ควรเลือกใช้สำหรับแพทย์โฮมีโอพาธีย์ บุคลากรการแพทย์และแม่บ้านที่เคยผ่านการอบรมวิชานี้ทั่วประเทศไว้ ณ ที่นี้ด้วย"
สําหรับ ศ.นพ.อมร เปรมกมล ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นนายกสมาคมโฮมีโอพาธีย์ฯ ฝากประสบการณ์มาจากขอนแก่นว่า "สารบำบัดอีกชนิดคือ อาร์เซนิกุม (arsenicum) สำหรับเด็กที่ไข้สูงร่วมกับอาการท้องเสีย ก็อยู่ในข่ายที่ใช้พิจารณารักษาได้ตามอาการของผู้ป่วย"
ส่วนผมเองได้เคยรักษาลูกของพนักงานที่บัลวีคนหนึ่ง แม่ของน้องโอมบอกผมว่าน้องป่วยเป็นมือเท้าปาก วินิจฉัยมาจากโรงพยาบาล มีตุ่มชัดเจนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และที่ปากก็เป็นตุ่มแล้วแตกเป็นแผลเหวอะหวะ น้องโอมร้องไห้ทั้งคืนพร้อมกับตัวร้อน ยาลดไข้ของโรงพยาบาลก็ช่วยไม่ได้ ยาทาแผลในปากยิ่งทาเด็กก็ยิ่งร้อง
ผมเลยเลือกใช้รัสต็อกส์ (rhus tox) ให้น้องกินติดๆ กันทุก 1 ชั่วโมง ปรากฏว่าคืนนั้นน้องหายไข้ เจ็บปากน้อยลงมาก และนอนหลับได้ วันรุ่งขึ้นตุ่มก็เริ่มยุบ แล้วหายสนิทในวันถัดมา
แน่นอนว่า ถ้ารักษาเด็กเป็นไข้ ก็จำเป็นต้องเช็ดตัวลดไข้ และถ้าจะเพิ่มเติมด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่นที่หั่นมะนาวสักสองลูกแช่ลงไป ก็ยิ่งช่วยลดไข้ได้เป็นอย่างดี
ทีนี้กล่าวสำหรับสารบำบัดที่สมาคมโฮมีโอพาธีย์เตรียมไว้แจกนี้จะมีประโยชน์อย่างไรและจะใช้อย่างไร?
สารตัวนี้เตรียมขึ้นจากสารอะโกไนต์ซึ่งใช้รักษาไข้สูงเฉียบพลัน นั่นเอง ตามตำรับถือเป็นตัวเลือกอันดับแรกในการรักษาไข้สูงเฉียบพลัน มีประวัติกระทบความเย็นร่วมด้วย และด้วยประสบการณ์ที่เริ่มมีการรักษาบางรายให้หายมาแล้ว จึงถือเป็นสารบำบัดที่เลือกใช้ได้ในขณะนี้
ขอแนะนำว่าในแต่ละบ้าน คุณพ่อคุณแม่สามารถมีสารตัวนี้เก็บไว้ใช้ เมื่อลูกเกิดอาการไข้สูงจัดขึ้นมาทันที ก็ให้ใช้สารนี้ที่สมาคมเตรียมไว้ให้ กระทุ้งขวดในฝ่ามือ 10 ทีแล้วหยดเข้าปากเด็ก 1 หยดขณะที่ปากว่าง
หยดยาทุก 15 นาทีจนไข้ลด
สารที่สมาคมเตรียมให้นี้ยังสามารถใช้ในเชิงป้องกันได้ด้วย เช่น ถ้าในห้องเรียนมีเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก ก็น่าจะให้เด็กทั้งห้องเรียนกินสารป้องกันนี้ โดยหยดใส่ปากเด็ก 1 หยดวันละ 3 ครั้ง แล้วสัปดาห์ต่อมาหยดอีกคนละ 1 ครั้ง ก็จะป้องกันได้
ส่วนถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นห่วงลูกว่า ฤดูนี้โรคมือเท้าปากกำลังระบาด เกรงว่าลูกจะไปติดมาจากโรงเรียน ถ้าจะรับสารบำบัดนี้ไปหยอดให้ลูกเลย ตามกำหนดการข้างต้นก็สามารถทำได้โดยไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด
ดังนั้น ถ้าต้องการสารดังกล่าว ก็ให้ติดต่อไปยังสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทยได้ตามเบอร์ข้างต้น(เบอร์ 08-1428-5587) ในเวลาราชการ ปัจจุบันสมาคมมีที่ทำการชั่วคราวที่สำนักการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
.
โรคมือเท้าปาก ใช้โฮมีโอพาธีย์เป็นทางเลือกรักษา
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล dr.banchob@balavi.com www.balavi.com Facebook: บัลวี
คอลัมน์ ธรรมชาติบำบัด ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1668 หน้า 93
มีคำแถลงข่าวจากสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากซึ่งโฮมีโอพาธีย์เป็นทางเลือกรักษาได้ทางหนึ่ง
จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้
ศาสตร์โฮมีโอพาธีย์ค้นพบโดย นพ.แซมวล ฮาห์เนอมานน์ ในเยอรมนีเมื่อ 200 ปีที่แล้ว และเผยแพร่ไปนิยมใช้ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก ปัจจุบันเป็นการแพทย์ทางเลือก 3 อันดับแรกที่คนทั่วโลกนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ การแพทย์แผนจีน อายุรเวท และโฮมีโอพาธีย์
สำหรับประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศยากจนอย่างบ้านเราและมีพลเมืองเยอะมาก ภายหลังที่อังกฤษเข้าไปปกครองอินเดียจึงได้สถาปนาราชวิทยาลัยโฮมีโอพาธีย์ขึ้นที่อินเดีย ปัจจุบันมีแพทย์แขนงนี้กว่า 250,000 คนทั่วประเทศเพื่อให้บริการประชาชนของเขา
เนื่องจากอินเดียเล็งเห็นว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงมากและไม่อาจทนแบกรับค่ายาที่ต้องซื้อจากบริษัทยาของประเทศตะวันตกได้ จึงได้หันมาส่งเสริมศาสตร์แขนงนี้และถือเป็นหนึ่งในการแพทย์แผนหลักของประเทศอินเดียด้วย
ในอดีตที่ผ่านมาโฮมีโอพาธีย์ได้แสดงบทบาทร่วมป้องกันและรักษาโรคระบาดครั้งใหญ่ๆ ในขอบเขตทั่วโลกหลายครั้ง นพ.ดูเจียนรักษาโรคไทฟัสระบาดที่เมืองไลป์ซิก เยอรมนี เมื่อปี ค.ศ.1813 ผู้ป่วยจำนวน 180 คน เสียชีวิตเพียง 2 คน เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยแพทย์แบบแผนซึ่งจะเสียชีวิตถึง 30%
ครั้นถึงกรณีระบาดใหญ่ของโรคอหิวาต์ที่เรียกว่า เอเชียนโคเลร่า (Asian cholera) ปี ค.ศ.1829 โรคนี้ระบาดจากอินเดียข้ามทวีปไปถึงยุโรปและอเมริกา นพ.เฮอริงก์ซึ่งเป็นแพทย์แบบแผนได้เข้ามีบทบาทในการช่วยรักษาผู้ป่วยด้วยวิชาเวชกรรมความคล้าย
ผลปรากฏว่าอัตราตายของผู้ป่วยที่รักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์ตายน้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับการแพทย์แบบแผนที่มีอัตราตาย 50%
กรณีไข้หวัดใหญ่สเปน (Spanish influenza) ในปี ค.ศ.1918 หวัดครั้งนี้ถือเป็นโรคระบาดใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ มีสถิติว่าประชากรโลก 20% ติดเชื้อ มีผู้คนล้มตาย 20-40 ล้านคนทั่วโลก
ที่โอไฮโอ นพ.ที. เอ. แมกแคนน์ ใช้โฮมีโอพาธีย์รักษาผู้ป่วย 26,000 ราย มีอัตราตาย 1.05% เทียบกับการรักษาด้วยแพทย์แบบแผนจำนวน 24,000 ราย มีอัตราตาย 28.2%
ที่ฟิลาเดลเฟีย นพ.ดับบลิว. เอ. เพียร์สัน รักษาผู้ป่วยทั้งหมด 26,795 ราย รักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์เสียชีวิต 281 ราย คิดเป็น 1% เมื่อเทียบกับรักษาด้วยแพทย์แบบแผน เสียชีวิต 8,038 ราย คิดเป็น 30%
เมื่อเร็วๆ นี้กรณีไข้หวัด H1N1 วงการโฮมีโอพาธีย์ระดับโลกก็มีกระบวนการหาสารบำบัดที่ตรงตัวและพบสารบำบัดตัวเดียวที่ใช้ครอบคลุมได้สำหรับทั่วทั้งอเมริกา
สําหรับโรคมือเท้าปากในประเทศไทยขณะนี้ ทางสมาคมมีข้อแนะนำว่า :
1. ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะภาวะตื่นตกใจกันทั่วทั้งสังคม พลังใจที่ตกจะยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าแทรกได้ง่าย
2. ป้องกันการติดเชื้อตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำแนะนำไป
3. ในด้านรักษาถ้าผู้ป่วยขณะเริ่มมีไข้สูง นอกจากรักษาแผนปัจจุบันแล้ว ถ้าได้ใช้โฮมีโอพาธีย์ร่วมรักษาด้วยก็จะเพิ่มโอกาสการหายของผู้ป่วยมากขึ้น ขณะนี้มีแพทย์และบุคลากรการแพทย์ด้านโฮมีโอพาธีย์ที่มีกระจายตัวอยู่ใน รพ.ของภาครัฐและเอกชน มีความพร้อมที่จะร่วมรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ถ้าได้รับการขอร้องมา จะเป็นโดยส่วนตัวหรือโดยทางสมาคมก็ได้
4. สำหรับเชิงป้องกัน เด็กที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงเช่นมีพี่น้องในบ้านเดียวกัน หรือมีเพื่อนในห้องเรียนเดียวกันป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ก็ควรได้รับสารโฮมีโอพาธีย์เป็นการป้องกัน
ทั้งนี้ ทางสมาคมได้เตรียมสารบำบัดเป็นน้ำยาใช้หยอดทางปากไว้สำหรับแจกฟรี! เพื่อไว้สำหรับประชาชนรายบุคคลหรือเป็นหน่วยงานก็ได้ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาลที่มีความต้องการ สามารถติดต่อขอรับจากทางสมาคมได้ที่เบอร์ 08-1428-5587 ในเวลาราชการ
หรือที่เว็บไซต์ www.thaihomeopathy.com หรือ facebook : Homeopathic Association of Thailand
กล่าวสำหรับสารบำบัดที่ใช้รักษามีหลายขนานถ้าเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมก็สามารถรักษาได้ ทั้งนี้ โดย ภญ.มนฑกา ธีรชัยสกุล ซึ่งเป็นกรรมการท่านหนึ่งของสมาคมเพิ่งได้รักษาผู้ป่วยเด็กโรคมือเท้าปากซึ่งกำลังมีไข้สูงจัดจนต้องเข้ารักษาใน รพ. ท่านใช้สารบำบัดชื่ออะโกไนต์ (aconite) ใช้ผสมน้ำให้ผู้ป่วยกินบ่อยๆ ปรากฏว่าเด็กหายไข้ในวันรุ่งขึ้นและกลับบ้านได้
อ.มณฑกากล่าวอีกว่า "ตัวเลือกตัวที่สองคือเบลลาดอนนา (belladonna) ก็ใช้สำหรับเด็กที่มีไข้สูงเฉียบพลันได้เหมือนกัน เด็กไข้สูงที่อาการหน้าแดง ปวดหัวตุ้บๆ กระวนกระวาย เป็นข้อบ่งชี้ที่จะใช้เบลลาดอนนา"
คำแนะนำสำหรับการใช้โฮมีโอพาธีย์รักษาไข้สูงเฉียบพลันก็คือ ใช้สารตัวใดตัวหนึ่งในสองตัวนี้เลือกชนิด 30C เจือในน้ำ 30 ซีซี แล้วกระทุ้งขวดในแนวตั้งหลายๆ ทีจนสารบำบัดที่เป็นเม็ดน้ำตาลเล็กๆ ละลายหมดแล้ว หยดใส่ปากผู้ป่วยครั้งละ 1 หยดในเวลาปากว่าง โดยสามารถหยดได้ทุก 15 นาที (โดยก่อนกินยาทุกครั้งให้กระทุ้งขวด 10 ทีเพื่อกระตุ้นพลังงานของยา) ถ้าเกิดผลจะพบว่าเด็กจะลดไข้ลงได้ภายใน 1 ชั่วโมง จากนั้นให้ห่างยาออกไปเป็นทุกครึ่ง ช.ม. แล้วเป็นทุก 1 ช.ม. ตามลำดับ เด็กจะหายไข้ภายใน 1 วันและน่าจะหายจากโรคใน 2 วัน
อ.มณฑกากล่าวว่า "ถ้าเด็กมีไข้ สั่นสะท้านแม้จะอยู่ในห้องที่อบอุ่น ร่วมกับอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ลิ้นเป็นฝ้า และท้องเสีย ตัวเลือกใช้อีกตัวหนึ่งคือ แอนติโมเนียม ครูดุม (antimonium crudum) จึงขอถือโอกาสนี้แนะนำสารบำบัดที่ควรเลือกใช้สำหรับแพทย์โฮมีโอพาธีย์ บุคลากรการแพทย์และแม่บ้านที่เคยผ่านการอบรมวิชานี้ทั่วประเทศไว้ ณ ที่นี้ด้วย"
สําหรับ ศ.นพ.อมร เปรมกมล ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นนายกสมาคมโฮมีโอพาธีย์ฯ ฝากประสบการณ์มาจากขอนแก่นว่า "สารบำบัดอีกชนิดคือ อาร์เซนิกุม (arsenicum) สำหรับเด็กที่ไข้สูงร่วมกับอาการท้องเสีย ก็อยู่ในข่ายที่ใช้พิจารณารักษาได้ตามอาการของผู้ป่วย"
ส่วนผมเองได้เคยรักษาลูกของพนักงานที่บัลวีคนหนึ่ง แม่ของน้องโอมบอกผมว่าน้องป่วยเป็นมือเท้าปาก วินิจฉัยมาจากโรงพยาบาล มีตุ่มชัดเจนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และที่ปากก็เป็นตุ่มแล้วแตกเป็นแผลเหวอะหวะ น้องโอมร้องไห้ทั้งคืนพร้อมกับตัวร้อน ยาลดไข้ของโรงพยาบาลก็ช่วยไม่ได้ ยาทาแผลในปากยิ่งทาเด็กก็ยิ่งร้อง
ผมเลยเลือกใช้รัสต็อกส์ (rhus tox) ให้น้องกินติดๆ กันทุก 1 ชั่วโมง ปรากฏว่าคืนนั้นน้องหายไข้ เจ็บปากน้อยลงมาก และนอนหลับได้ วันรุ่งขึ้นตุ่มก็เริ่มยุบ แล้วหายสนิทในวันถัดมา
แน่นอนว่า ถ้ารักษาเด็กเป็นไข้ ก็จำเป็นต้องเช็ดตัวลดไข้ และถ้าจะเพิ่มเติมด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่นที่หั่นมะนาวสักสองลูกแช่ลงไป ก็ยิ่งช่วยลดไข้ได้เป็นอย่างดี
ทีนี้กล่าวสำหรับสารบำบัดที่สมาคมโฮมีโอพาธีย์เตรียมไว้แจกนี้จะมีประโยชน์อย่างไรและจะใช้อย่างไร?
สารตัวนี้เตรียมขึ้นจากสารอะโกไนต์ซึ่งใช้รักษาไข้สูงเฉียบพลัน นั่นเอง ตามตำรับถือเป็นตัวเลือกอันดับแรกในการรักษาไข้สูงเฉียบพลัน มีประวัติกระทบความเย็นร่วมด้วย และด้วยประสบการณ์ที่เริ่มมีการรักษาบางรายให้หายมาแล้ว จึงถือเป็นสารบำบัดที่เลือกใช้ได้ในขณะนี้
ขอแนะนำว่าในแต่ละบ้าน คุณพ่อคุณแม่สามารถมีสารตัวนี้เก็บไว้ใช้ เมื่อลูกเกิดอาการไข้สูงจัดขึ้นมาทันที ก็ให้ใช้สารนี้ที่สมาคมเตรียมไว้ให้ กระทุ้งขวดในฝ่ามือ 10 ทีแล้วหยดเข้าปากเด็ก 1 หยดขณะที่ปากว่าง
หยดยาทุก 15 นาทีจนไข้ลด
สารที่สมาคมเตรียมให้นี้ยังสามารถใช้ในเชิงป้องกันได้ด้วย เช่น ถ้าในห้องเรียนมีเด็กป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก ก็น่าจะให้เด็กทั้งห้องเรียนกินสารป้องกันนี้ โดยหยดใส่ปากเด็ก 1 หยดวันละ 3 ครั้ง แล้วสัปดาห์ต่อมาหยดอีกคนละ 1 ครั้ง ก็จะป้องกันได้
ส่วนถ้าคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นห่วงลูกว่า ฤดูนี้โรคมือเท้าปากกำลังระบาด เกรงว่าลูกจะไปติดมาจากโรงเรียน ถ้าจะรับสารบำบัดนี้ไปหยอดให้ลูกเลย ตามกำหนดการข้างต้นก็สามารถทำได้โดยไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด
ดังนั้น ถ้าต้องการสารดังกล่าว ก็ให้ติดต่อไปยังสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทยได้ตามเบอร์ข้างต้น(เบอร์ 08-1428-5587) ในเวลาราชการ ปัจจุบันสมาคมมีที่ทำการชั่วคราวที่สำนักการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
.
มัน..เป็นภัย ? โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร
.
มัน...เป็นภัย ????
โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ในมติชน ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 20:42:24 น.
สถานการณ์โรคอ้วนของไทยเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันมีความเสี่ยง ทั้งการบริโภคอาหารเกินความจำเป็น มีพฤติกรรมกินหวานเพิ่มขึ้น นำมาสู่สาเหตุการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน และความดันเลือดสูง ซึ่งในอนาคตอีก 10-20 ปี รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาอาการแทรกซ้อนจาก "โรคกินเกิน" เป็นเงินมหาศาล
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ปัญหาสุขภาพที่เลวร้ายซึ่งเกิดจากพฤติกรรม 3 อันดับแรก คือ
1.พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศนำไปสู่การติดเชื้อเอชไอวี
2.การสูบบุหรี่ที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ
และ 3.โรคอ้วนที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถิติสถานะสุขภาพคนไทย จากการสำรวจ The Nation Household Education Surveys Program (NHES) ครั้งที่ 3 ปี 2546-2547 เปรียบเทียบกับการสำรวจ NHES ครั้งที่ 4 ปี 2551-2552 พบภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีอัตราความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.5 เป็น 19.4
ในขณะที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผลการสำรวจล่าสุดพบคนไทยมีปัญหาภาวะโภชนาการเกิน และกลายเป็นโรคอ้วนเพิ่มสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 12 ปี มีความอ้วนพุ่งสูงถึงร้อยละ 40 รองลงมาคือช่วงอายุ 40-50 ปี อ้วนเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า และช่วงอายุ 20-29 ปี มีความอ้วนอยู่ที่ร้อยละ 21.7
และที่น่าตกใจคือ ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า เด็กไทยที่อ้วนกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเจาะเลือดหาไขมันในร่างกายแล้ว พบว่าร้อยละ 70 มีปัญหาไขมันสูงเกินมาตรฐาน
ผลสำรวจสุขภาพล่าสุด มีคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วน ติดอันดับ 5 ของเอเชียแปซิฟิก โดยมีคนอ้วนมากถึง 17 ล้านคนทั่วประเทศ และยังมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 ล้านคนต่อปี ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท
ไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ ไขมันยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์ ฮอร์โมนเพศ และเป็นตัวพาวิตามินที่ละลายในไขมันเข้าสู่ร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
ไขมันมีประโยชน์หากกินในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
แต่หากกินไขมันเกินความต้องการ ส่วนเกินนี้ร่างกายเก็บสะสมในรูปเซลล์ไขมัน แทรกอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ใต้ชั้นผิวหนัง แต่หากสะสมในช่องท้องมากขึ้นๆ จะกลายเป็นคนอ้วนลงพุง
ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยแรกๆ และสำคัญ ที่นำไปสู่โรคไต โรคหัวใจ ไขมันจึงนับเป็นภัยเงียบที่ซ่อนตัวในร่างกายของเรา เพราะการมีไขมันสะสมในร่างกายมาก ไม่ได้ทำให้ร่างกายรู้สึกเจ็บปวด หรือเจ็บป่วย
บางคนมารู้อีกทีด้วยอาการปางตายหรือสายเสียแล้ว เช่น "เจ็บหน้าอก ปวดน่องเวลาเดินมากๆ อัมพาตไม่รู้สึกตัว หย่อนสมรรถภาพ ยกเว้นในคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงมากๆ อาจจะพบตุ่ม หรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันลักษณะสีเหลืองบนผิวหนัง (เช่น บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก) เรียกว่า Xanthoma ถ้าพบบริเวณเส้นเอ็น (เช่น เอ็นร้อยหวาย เอ็นบริเวณหลังมือ) ก็อาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว บางรายอาจจะพบวงแหวนสีขาวๆ ตรงบริเวณขอบกระจกตาดำ (แบบที่พบในผู้สูงอายุ เรียกว่า Arcus senilis)
การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพ ด้วยการตรวจเลือด เฝ้าระวังทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะพบภาวะการเปลี่ยนแปลงไขมันสูงในเลือดได้ และจะช่วยให้เราใส่ใจเรื่องการกินอาหารที่มีไขมันน้อย ซึ่งจะช่วยลดไขมันหรือป้องกันไม่ให้ไขมันในเลือดสูง
อย่างไรก็ตาม บางภาวะ โดยเฉพาะในผู้สูงวัย หรือคนอ้วน มีแนวโน้มไขมันในเส้นเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ บางรายอาจต้องกินยาลดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ที่มีไขมันไปเกาะหลอดเลือด จะทำให้หลอดเลือดหนาตัวแข็งขึ้น หลอดเลือดเล็กลง สิ่งที่จะตามมา จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และหรือ
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจขาดเลือด
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อม
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงขา ทำให้เดินแล้วปวดน่อง เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรัง หรือปวดขา หรือปลายเท้า
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศ ในผู้ชาย จะทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะองคชาตไม่แข็งตัว
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีภาวะไตกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 ซีซี) จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ทำให้เกิดเบาหวานได้
ภาวะไขมันในเลือดสูง พบบ่อยได้ทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติพันธุกรรม คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารที่มีไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย หรืออาจมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ ดังนั้น เพื่อหลีกเลียงจากภัยเงียบที่แฝงเร้นในร่างกายของเรา จึงต้องหมั่นดูแลร่างกายด้วยการใช้หลัก 3 อ. ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
อาหาร กินผักผลไม้ให้มากๆ เช่น ข้าวโพด ถั่วต่างๆ หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด
กินอาหารเนื้อสัตว์ใหญ่ (วัว หมู) ให้น้อยลง หันมากินโปรตีนจากปลา ไก่ ถั่วเหลือง เต้าหู้
หลีกเลี่ยง การกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ครีม ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้งกรอบ หมูสามชั้น ขาหมู ไส้กรอก กะทิ เนยเหลว ถ้านิยมดื่มนม ควรดื่มนมพร่องมันเนย หลีกเลี่ยงกินเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดง หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาล และของหวาน
ออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งครั้งละ 30-45 นาที หรือวันเว้นวัน ถ้าอ้วนให้ลดน้ำหนัก งดบุหรี่ งดเหล้า
อารมณ์ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่หงุดหงิด ไม่เครียด
ยังไม่สายเกินไป หากวันนี้คุณจะเริ่มต้น ใส่ใจ ตรวจวัดไขมันในเลือดของตัวเอง เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค
และใครที่กำลังมีแผนการจะลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยง แต่ยังหาแรงจูงใจไม่ได้ ผู้เขียนก็มีโครงการที่อยากแนะนำกับการ "ลดอ้วนสร้างบุญ" ของกระทรวงสาธารณสุข โดยดำเนินการในช่วงเข้าพรรษา และมีเป้าหมายว่า จะลดน้ำหนักรวมกันทั้งประเทศให้ได้ในพรรษานี้จำนวน "หมื่น
ตัน" ท่านใดสนใจต้องการทำบุญด้วยการสลัดและบริจาคไขมัน ก็ลองถามรายละเอียดที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
ส่วนผู้เขียน...ตอนนี้ขออนุญาตไปปั่นจักรยานสลัดไขมันก่อนครับ
.
มัน...เป็นภัย ????
โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ในมติชน ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 20:42:24 น.
สถานการณ์โรคอ้วนของไทยเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวันมีความเสี่ยง ทั้งการบริโภคอาหารเกินความจำเป็น มีพฤติกรรมกินหวานเพิ่มขึ้น นำมาสู่สาเหตุการเกิดโรคอ้วน เบาหวาน ไขมัน และความดันเลือดสูง ซึ่งในอนาคตอีก 10-20 ปี รัฐบาลต้องจ่ายค่ารักษาอาการแทรกซ้อนจาก "โรคกินเกิน" เป็นเงินมหาศาล
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ปัญหาสุขภาพที่เลวร้ายซึ่งเกิดจากพฤติกรรม 3 อันดับแรก คือ
1.พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศนำไปสู่การติดเชื้อเอชไอวี
2.การสูบบุหรี่ที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ
และ 3.โรคอ้วนที่นำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถิติสถานะสุขภาพคนไทย จากการสำรวจ The Nation Household Education Surveys Program (NHES) ครั้งที่ 3 ปี 2546-2547 เปรียบเทียบกับการสำรวจ NHES ครั้งที่ 4 ปี 2551-2552 พบภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีอัตราความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15.5 เป็น 19.4
ในขณะที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผลการสำรวจล่าสุดพบคนไทยมีปัญหาภาวะโภชนาการเกิน และกลายเป็นโรคอ้วนเพิ่มสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 12 ปี มีความอ้วนพุ่งสูงถึงร้อยละ 40 รองลงมาคือช่วงอายุ 40-50 ปี อ้วนเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า และช่วงอายุ 20-29 ปี มีความอ้วนอยู่ที่ร้อยละ 21.7
และที่น่าตกใจคือ ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า เด็กไทยที่อ้วนกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเจาะเลือดหาไขมันในร่างกายแล้ว พบว่าร้อยละ 70 มีปัญหาไขมันสูงเกินมาตรฐาน
ผลสำรวจสุขภาพล่าสุด มีคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วน ติดอันดับ 5 ของเอเชียแปซิฟิก โดยมีคนอ้วนมากถึง 17 ล้านคนทั่วประเทศ และยังมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 ล้านคนต่อปี ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท
ไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ ไขมันยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์ ฮอร์โมนเพศ และเป็นตัวพาวิตามินที่ละลายในไขมันเข้าสู่ร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
ไขมันมีประโยชน์หากกินในสัดส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย
แต่หากกินไขมันเกินความต้องการ ส่วนเกินนี้ร่างกายเก็บสะสมในรูปเซลล์ไขมัน แทรกอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ใต้ชั้นผิวหนัง แต่หากสะสมในช่องท้องมากขึ้นๆ จะกลายเป็นคนอ้วนลงพุง
ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยแรกๆ และสำคัญ ที่นำไปสู่โรคไต โรคหัวใจ ไขมันจึงนับเป็นภัยเงียบที่ซ่อนตัวในร่างกายของเรา เพราะการมีไขมันสะสมในร่างกายมาก ไม่ได้ทำให้ร่างกายรู้สึกเจ็บปวด หรือเจ็บป่วย
บางคนมารู้อีกทีด้วยอาการปางตายหรือสายเสียแล้ว เช่น "เจ็บหน้าอก ปวดน่องเวลาเดินมากๆ อัมพาตไม่รู้สึกตัว หย่อนสมรรถภาพ ยกเว้นในคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงมากๆ อาจจะพบตุ่ม หรือแผ่นเนื้อเยื่อไขมันลักษณะสีเหลืองบนผิวหนัง (เช่น บริเวณหนังตา คอ หลัง สะโพก) เรียกว่า Xanthoma ถ้าพบบริเวณเส้นเอ็น (เช่น เอ็นร้อยหวาย เอ็นบริเวณหลังมือ) ก็อาจทำให้เส้นเอ็นมีลักษณะหนาตัว บางรายอาจจะพบวงแหวนสีขาวๆ ตรงบริเวณขอบกระจกตาดำ (แบบที่พบในผู้สูงอายุ เรียกว่า Arcus senilis)
การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพ ด้วยการตรวจเลือด เฝ้าระวังทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะพบภาวะการเปลี่ยนแปลงไขมันสูงในเลือดได้ และจะช่วยให้เราใส่ใจเรื่องการกินอาหารที่มีไขมันน้อย ซึ่งจะช่วยลดไขมันหรือป้องกันไม่ให้ไขมันในเลือดสูง
อย่างไรก็ตาม บางภาวะ โดยเฉพาะในผู้สูงวัย หรือคนอ้วน มีแนวโน้มไขมันในเส้นเลือดสูงขึ้นเรื่อยๆ บางรายอาจต้องกินยาลดไขมัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ที่มีไขมันไปเกาะหลอดเลือด จะทำให้หลอดเลือดหนาตัวแข็งขึ้น หลอดเลือดเล็กลง สิ่งที่จะตามมา จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และหรือ
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจทำให้หัวใจขาดเลือด
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อม
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงขา ทำให้เดินแล้วปวดน่อง เป็นตะคริว ปลายเท้าเย็น เป็นแผลเรื้อรัง หรือปวดขา หรือปลายเท้า
-ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศ ในผู้ชาย จะทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะองคชาตไม่แข็งตัว
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีภาวะไตกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 ซีซี) จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ทำให้เกิดเบาหวานได้
ภาวะไขมันในเลือดสูง พบบ่อยได้ทั้งชายและหญิง พบมากในคนที่มีประวัติพันธุกรรม คนอ้วน หรือคนที่ชอบกินอาหารที่มีไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย หรืออาจมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ ดังนั้น เพื่อหลีกเลียงจากภัยเงียบที่แฝงเร้นในร่างกายของเรา จึงต้องหมั่นดูแลร่างกายด้วยการใช้หลัก 3 อ. ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อาหาร กินผักผลไม้ให้มากๆ เช่น ข้าวโพด ถั่วต่างๆ หลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด
กินอาหารเนื้อสัตว์ใหญ่ (วัว หมู) ให้น้อยลง หันมากินโปรตีนจากปลา ไก่ ถั่วเหลือง เต้าหู้
หลีกเลี่ยง การกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง เช่น ครีม ไอศกรีม ขนมที่ทำจากแป้งกรอบ หมูสามชั้น ขาหมู ไส้กรอก กะทิ เนยเหลว ถ้านิยมดื่มนม ควรดื่มนมพร่องมันเนย หลีกเลี่ยงกินเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดง หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาล และของหวาน
ออกกำลังกาย เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งครั้งละ 30-45 นาที หรือวันเว้นวัน ถ้าอ้วนให้ลดน้ำหนัก งดบุหรี่ งดเหล้า
อารมณ์ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่หงุดหงิด ไม่เครียด
ยังไม่สายเกินไป หากวันนี้คุณจะเริ่มต้น ใส่ใจ ตรวจวัดไขมันในเลือดของตัวเอง เพื่อป้องกันภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค
และใครที่กำลังมีแผนการจะลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยง แต่ยังหาแรงจูงใจไม่ได้ ผู้เขียนก็มีโครงการที่อยากแนะนำกับการ "ลดอ้วนสร้างบุญ" ของกระทรวงสาธารณสุข โดยดำเนินการในช่วงเข้าพรรษา และมีเป้าหมายว่า จะลดน้ำหนักรวมกันทั้งประเทศให้ได้ในพรรษานี้จำนวน "หมื่น
ตัน" ท่านใดสนใจต้องการทำบุญด้วยการสลัดและบริจาคไขมัน ก็ลองถามรายละเอียดที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
ส่วนผู้เขียน...ตอนนี้ขออนุญาตไปปั่นจักรยานสลัดไขมันก่อนครับ
.
2555-01-13
ของขวัญปีใหม่, ฟังคนรวยเบอร์ 3, ปณิธาน..ยอดฮิต โดย พิศณุ นิลกลัด
.
ของขวัญปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1633 หน้า 96
ในช่วงปีใหม่ที่กำลังใกล้มาถึง หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ รณรงค์ให้คนมอบของขวัญเทศกาลปีใหม่ด้วยการบริจาคเลือด เพราะเป็นของขวัญที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน
ที่สำคัญที่สุดคือเป็นสุดยอดแห่งของขวัญเพราะสามารถช่วยรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
การบริจาคเลือดเป็นของขวัญนั้นถือเป็นการให้ของขวัญแห่งชีวิต ที่อเมริกามีสโลแกนรณรงค์การบริจาคเลือดว่า Give Blood : The Gift of Life
เลือดที่เราบริจาค 1 ถุง จำนวน 350-450 มิลลิลิตร สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ถึง 3 คน
เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับผู้บริจาคเป็นอย่างยิ่งเพราะการสละเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงเพื่อบริจาคเลือดสามารถต่อชีวิตคนได้อีกหลายสิบปี
ยามที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเราอาจไม่นึกถึงว่าเลือดมีความสำคัญขนาดไหน แต่เมื่อไหร่ที่ตัวเราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วยและต้องรอรับเลือดบริจาค เราจะทราบว่าการบริจาคเลือดมีความสำคัญกับชีวิตมากมายเพียงใด
25 เปอร์เซ็นต์ของคนในโลก อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตต้องการเลือดจากการบริจาคเพื่อรักษาชีวิต จำนวน 1 ใน 10 ของคนที่เข้าโรงพยาบาลต้องการเลือด ซึ่งเลือดไม่สามารถผลิตได้ ต้องรอจากการบริจาคเท่านั้น
โดยปกติคนมีเลือดในร่างกายประมาณ 4,000-5,000 ซีซี การบริจาคแต่ละครั้ง จะบริจาคเพียง 350 - 450 ซีซี หรือประมาณ 6-7 เปอร์เซ็นต์ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย ช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดโลหิตใหม่ๆ ออกมาชดเชยให้มีระดับเท่าเดิม ภายใน 7-14 วัน
สำหรับผู้มีสุขภาพสมบูรณ์อายุระหว่าง 17-60 ปี สามารถบริจาคโลหิตได้ทุกๆ 3 เดือน
ลีคิ ซึง (Lee Ki Sueng) ศิลปินหนุ่มชาวเกาหลีใต้ออกแบบถุงบริจาคเลือดไว้น่ารัก เป็นรูปถุงเท้าที่แขวนไว้รอของขวัญวันคริสต์มาสจากซานตาคลอส โดยได้นำถุงบริจาคเลือดทรงถุงเท้านี้ออกแสดงในนิทรรศการงานศิลปะ Helsinki Design Week ที่ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ตามธรรมเนียม ในคืนวันคริสต์มาส อีฟ หรือวันที่ 24 ธันวาคม เด็กๆ จะนำถุงเท้าที่มีชื่อตัวเองติดไว้ไปห้อยหน้าเตาผิงเพราะเชื่อว่าซานตาคลอสจะแอบนำของขวัญมาหย่อนใส่ถุงเท้า
ถุงบริจาคเลือดรูปทรงถุงเท้าของ ลี คิ ซึง ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสื่อความหมายถึงการให้เลือดในช่วงเทศกาลคริสต์มาส
ทางผู้จัดงาน Helsinki Design Week ได้เขียนข้อความรณรงค์การบริจาคเลือดว่า เมื่อเรานำของขวัญใส่ในถุงเท้าให้คนอื่น สักวันของขวัญก็จะกลับมาหาเรา
คริสต์มาสมักจะเป็นช่วงเวลาที่คนมักมองว่าเป็นช่วงเวลาของคนมีเงิน ความร่ำรวยและความมีสุขภาพดี ทำให้ลืมนึกถึงคนที่ไม่สมบูรณ์ คนพิการ คนที่มีปัญหาสุขภาพ และคนยากไร้ การบริจาคเลือดจึงนับเป็นการแบ่งปันความสุข ช่วยเหลือกัน สามารถรักษาชีวิตผู้อื่น ถือเป็นที่สุดของการให้
ช่วงนี้กระแสภาพยนตร์แวมไพร์ ทไวไลท์ ภาค 4 เบรกกิ้ง ดอว์น (Breaking Dawn) กำลังมาแรง ทำรายได้ทั่วโลกเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ หรือ 15,500 ล้านบาท
สถานที่รับบริจาคโลหิตหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีการโปรโมตการบริจาคเลือดให้เข้ากับกระแสแวมไพร์ดูดเลือดด้วยการให้ตั๋วภาพยนตร์ชมแวมไพร์ ทไวไลท์ ฟรี แก่ผู้บริจาคโลหิต
การบริจาคเลือดจึงเป็นของขวัญปีใหม่ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ สร้างความอิ่มเอมใจแก่ผู้ให้ และมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้รับ
++
ฟังคนรวยเบอร์ 3 ของโลกสอนลูก
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1635 หน้า 96
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ มหาเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลกวัย 81 ปี ออกมาประกาศว่าเมื่อตัวเองเสียชีวิต ผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ของเขาคือ ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ลูกชายคนโตที่ปัจจุบันอายุ 57 ปี
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา วอร์เร็นและฮาเวิร์ดให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ของช่อง CBS
ไม่บ่อยนักที่วอร์เร็นออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว แต่ทุกครั้งก็มีมุมมองและแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเสมอ ยิ่งมีลูกชายมาร่วมเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ก็ทำให้ทราบถึงเรื่องราวน่ารักปนขบขัน ตลอดจนถึงวิธีการเลี้ยงลูกว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เป็นลูกเศรษฐีไม่เอาถ่านเมื่อโตขึ้น
ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ประกอบอาชีพอะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรที่ทำให้พ่อเชื่อใจว่าจะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์
คำตอบคือฮาเวิร์ดเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด ซึ่งวอร์เร็นมั่นใจว่าลูกชายคนนี้จะสามารถบริหารงานบริษัทให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัฒนธรรมของบริษัทที่ได้วางรากฐานเอาไว้ โดยเปรียบว่าฮาเวิร์ด จะทำหน้าที่เป็น Guardian of the Culture หรือ "ผู้พิทักษ์วัฒนธรรม" องค์กร
วอร์เร็นเคยกังวลว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว ประธานคนใหม่อาจบริหารงานแบบตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นต่ำมากๆ แต่การได้ฮาเวิร์ดมาดำรงตำแหน่งประธานก็เหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งฮาเวิร์ดจะไม่ได้รับเงินเดือน และไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน
หลายคนสงสัยว่าฮาเวิร์ดซึ่งเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด มีความรู้ความสามารถพอที่จะบริหารบริษัทการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นล้านล้านบาทหรือ?
วอร์เร็นบอกเขามั่นใจว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถมากพอ ซึ่งในจำนวนลูก 3 คน ฮาเวิร์ดเป็นลูกคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งบอร์ดของบริษัท
ตอนทราบว่าพ่อจะส่งทอดตำแหน่งประธานให้ ฮาเวิร์ดบอกว่าเซอร์ไพรส์ พร้อมหัวเราะแล้วพูดต่อว่าไม่อยากจะบอกว่าพ่อไม่มีวันที่จะลงจากตำแหน่งจนกว่าจะถูกฝังลงดิน
ถามฮาเวิร์ดว่ากังวลหรือเปล่าที่จะมารับตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้ เขาอมยิ้มและหัวเราะเช่นเคย ก่อนตอบว่าตราบใดที่เขาได้ทำไร่ ตัวเขาก็ไม่มีปัญหา
ฮาเวิร์ด สนใจทำไร่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นใช้สวนหลังบ้านปลูกข้าวโพด
ตอนเด็กเขาและพี่สาวกับน้องชายไม่ทราบเลยว่าพ่อร่ำรวยมาก เขาเล่าเรื่องตลกของพี่สาวสมัยเป็นนักเรียนชั้นประถมว่า ครูถามนักเรียนทุกคนในห้องว่าพ่อทำงานอะไร ซึ่งแต่ไหนแต่ไรสามคนพี่น้องทราบเพียงแต่ว่าพ่อมีอาชีพเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Securities Analyst) แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าอาชีพนี้คืออะไร ดังนั้น พี่สาวก็ตอบครูไปว่า พ่อเป็น Security Guard หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย!
ซึ่งสามพี่น้องก็เข้าใจผิดอยู่นานว่าพ่อมีอาชีพนี้
เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ฮาเวิร์ดเปลี่ยนคณะที่เรียนถึง 3 หน
ถามวอร์เร็นว่ากังวลหรือเปล่าที่ลูกเปลี่ยนคณะเรียนบ่อย
เขาตอบว่าไม่กังวลเลยเพราะเข้าใจดีว่าลูกต้องการค้นหาตัวเองว่าต้องการทำอะไร แม้ในที่สุดฮาเวิร์ดเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่วอร์เร็นก็บอกว่าไม่รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะสำหรับเขาแล้วลูกจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบจากมหาวิทยาลัยหรือไม่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน
วอร์เร็นยอมรับว่าตัวเองเป็นพ่อที่แปลก แต่ภรรยาของเขาก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ซึ่งลูกทั้งสามคนไม่มีใครเรียนจบมหาวิทยาลัย และพูดตลกว่าถ้านำหน่วยกิตของลูกทั้ง 3 คนมารวมกัน ก็สามารถได้ปริญญารวมกัน 1 ใบ!
เมื่อฮาเวิร์ดค้นพบว่าอยากเป็นเกษตรกร วอร์เร็นก็ซื้อที่ดินให้ลูกทำไร่ ไม่ได้ยกที่ดินให้เลย แต่ให้ฮาเวิร์ดเช่า โดยคิดค่าเช่าตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นลงของฮาเวิร์ด!
สาเหตุก็เพราะฮาเวิร์ดตัวอ้วนใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ลูกลดน้ำหนัก วอร์เร็นจึงตั้งกฎค่าเช่าที่ดินไว้ว่าค่าเช่าขึ้นลงตามน้ำหนัก หากน้ำหนักตัวเพิ่มค่าเช่าก็สูงขึ้น หากน้ำหนักตัวลดค่าเช่าก็ลดตาม
ถามว่าทำไมถึงไม่ยกที่ดินให้ลูก วอร์เร็นตอบว่าการที่ฮาเวิร์ดใช้นามสกุลบัฟเฟ็ตต์ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะเขาไม่ต้องการให้ลูกได้รับการเลี้ยงดูอย่างลูกมหาเศรษฐีที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ
แม้จะให้ฮาเวิร์ดจ่ายค่าเช่าที่ดิน แต่วอร์เร็นก็ให้เงินฮาเวิร์ดและลูกอีกสองคนเท่ากันคนละ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,000 ล้านบาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อการกุศล ซึ่งฮาเวิร์ดก็ใช้เงินนี้ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนา สอนวิธีการเพิ่มผลผลิต ฮาเวิร์ดบอกว่าเกษตรกรจำนวนมากที่ปลูกพืชผักผลไม้ขายกลับไม่ค่อยมีจะกิน ถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
แม้ว่าจะได้เงินจากพ่อเพื่อใช้ในการกุศลตั้งสามหมื่นล้านบาท แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ลูกๆ รู้สึกหงุดหงิดที่พ่อบริจาคเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์หรือหนึ่งล้านล้านบาทให้แก่มูลนิธิของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งสนิทกันเหมือนน้องชายอีกคน
แม้จะทราบมาตลอดว่าพ่อจะไม่ยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้ แต่บางครั้งลูกๆ ก็รู้สึกว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำได้ดียิ่งขึ้นหากมีเงินมากกว่านี้
ปัจจุบันฮาเวิร์ดมีความสุขกับการทำไร่ข้าวโพด 3,750 ไร่ในรัฐอิลลินอยส์ เขาบอกว่าคงไม่มีสิ่งไหนที่เขาสามารถทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างพ่อ แต่พ่อกับแม่ก็บอกเสมอว่าไม่เป็นไร
วอร์เร็นบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกๆ จะพยายามแข่งขันกับเขา ลูกควรทำสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยสอนลูกว่าให้ทำในสิ่งที่รักเหมือนกับที่พ่อรักที่จะทำเงิน ความสำเร็จในชีวิตคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรักและทำออกมาดี
และสุดยอดแห่งความหรูหราในชีวิตก็คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน
++
ปณิธานปีใหม่ยอดฮิตของคนทั้งโลก
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1638 หน้า 96
ปีใหม่นอกจากเราจะตั้งความหวังใหม่ๆ กันแล้ว สิ่งที่คนทั่วโลกทำกันเป็นประจำเมื่อปีใหม่มาเยือนคือการตั้งปณิธานปีใหม่ที่ฝรั่งเรียกนิวเยียร์ส เรโซลูชั่น (New Year"s Resolution) อันหมายถึงการมุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งดีๆ ตลอดปีใหม่
ปณิธานปีใหม่ ยอดฮิตติดอันดับต้นๆ ทุกปี ไม่ว่าคนชาติไหนก็คือการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาใหญ่ก็คือคนส่วนมากทำได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ถอดใจก็หันมาทานขนมหวาน เลิกออกกำลังกายเหมือนเคย
การเตือนสติหรือบอกให้คนใกล้ชิดลดน้ำหนักนั้น เหมือนเป็นการให้ของขวัญปีใหม่ที่มีค่าเพราะสำหรับคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การลดน้ำหนักเป็นการช่วยลดอัตราเสี่ยงแก่โรคร้ายตั้งแต่ความดันโลหิตสูง หัวใจ เบาหวาน กระทั่งมะเร็ง
แต่จากการสำรวจของสภาโรคอ้วนแห่งชาติ หรือ The National Obesity Forum แห่งประเทศอังกฤษ พบว่าคนเกือบครึ่งไม่กล้าที่จะบอกคนใกล้ตัวว่าควรลดน้ำหนักเพราะไม่อยากให้คนใกล้ตัวโกรธ อาย หรือเสียใจ
สภาโรคอ้วนแห่งชาติได้ทำการสำรวจคนกว่า 2,000 คน ซึ่งได้ผลการศึกษาดังนี้
- คนอายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 42 เปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าบอกคนใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิทว่าควรลดน้ำหนัก เพราะกลัวว่าทำให้คนใกล้ตัวเสียใจ เสียความรู้สึก
- คนอายุ ระหว่าง 25-44 ปี จำนวน 34 เปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าบอกคนใกล้ตัวว่าควรลดน้ำหนัก
- คนอายุ 45 ปีขึ้นไป จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าบอกคนใกล้ตัวว่าควรลดน้ำหนักและสำหรับผู้ชายพบว่าการบอกภรรยา หรือแฟนสาว ว่าควรลดน้ำหนักเป็นเรื่องยากที่สุดเพราะ ส่วนผู้หญิง การบอกเพื่อนให้ลดน้ำหนักนั้นก็ยากที่สุดเช่นกัน
คณะผู้วิจัยแนะนำว่า รอบเอวเป็นสิ่งบ่งบอกว่าถึงเวลาที่จะลดน้ำหนักหรือยัง โดยผู้ชายนั้นไม่ควรมีเอวใหญ่เกิน 37 นิ้ว ส่วนผู้หญิงไม่เกิน 31.5 นิ้ว การมีเอวหนาเกิดจากการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง แต่ว่าไขมันในส่วนนี้มีทั้งไขมันที่อยู่ในช่องท้อง และไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง
ช่วงปีใหม่นี้ ครอบครัวจัดงานฉลองพร้อมหน้าพร้อมตา กิน ดื่ม กันเต็มที่ ซึ่งเป็นธรรมดาที่น้ำหนักตัวจะขึ้น ดังนั้น หลังจากฉลองปีใหม่กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงกันเสร็จแล้ว ควรถือเป็นโอกาสที่จะบอกให้คนใกล้ตัวที่สนิทสนมรักใคร่ว่าควรลดน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นการมอบของขวัญปีใหม่ที่มีค่า เพราะเป็นการช่วยต่ออายุคนที่เรารัก
การลดน้ำหนักเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จะช่วยลดไขมันที่หน้าท้องได้ 10 เปอร์เซ็นต์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
เคล็ดลับในการบอกคนสนิทใกล้ตัวให้ลดน้ำหนัก มีดังนี้
1. การพูดให้คนใกล้ตัวลดน้ำหนักนั้น ควรเริ่มต้นด้วยการพูดอ้อมๆ ว่า เราเป็นห่วงและอยากให้อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ เพื่อทุกคนในครอบครัว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มที่การทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรพูดตรงไปตรงมาเกินเหตุว่า อ้วนไปแล้วนะ ต้องลดน้ำหนักแล้วหละ เดี๋ยวหัวใจวายตายเพราะอ้วนจัด คนใกล้ชิดจะโกรธ พาลมีเรื่องวิวาทฉลองปีใหม่ไปโน่น
2. หากเกรงว่าการบอกให้ลดน้ำหนักจะทำให้คนใกล้ชิดไม่พอใจและกินใจกัน ก็สามารถบอกด้วยการกระทำ เช่น ชวนให้ไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ หรือทำอาหารที่มีประโยชน์แคลอรีต่ำให้ทาน ซื้อผลไม้ไปฝาก หรือให้ของขวัญปีใหม่ด้วยการเป็นสมาชิกฟิตเนส เป็นต้น
3. ทำตัวเหมือนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ไม่ใช่โค้ช เวลาบอกคนใกล้ตัวให้ลดน้ำหนักนั้น ควรพูดให้กำลังใจ เหมือนเป็นกองเชียร์ที่เชื่อมั่นว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะลดน้ำหนักสำเร็จ ไม่ใช่พูดด้วยถ้อยคำสั่งสอน เหมือนโค้ชเกาหลี
4. ร่วมลดน้ำหนักด้วยกัน หากแนะนำให้คนใกล้ตัวลดน้ำหนัก ตัวเองก็ควรร่วมลดน้ำหนักด้วยจะทำให้คนใกล้ตัวรู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อน เช่น ทำอาหารลดน้ำหนักทานด้วยกัน หรือออกกำลังกายพร้อมกัน
5. ให้รางวัลเป็นตัวกระตุ้น เช่น ตกลงกันไว้ว่าหากลดน้ำหนักเท่านั้นเท่านี้ จะไปเที่ยวปีนเขาด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจที่ช่วยให้ทำในสิ่งที่มีสุขภาพ ไม่ควรให้สิ่งล่อใจหรือรางวัลที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น หากลดน้ำหนักสำเร็จจะไปดื่มเหล้าฉลอง หรือทานอาหารมื้อใหญ่ฉลอง!
6. แสดงความเอาใจใส่ ติดตามการลดน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีที่คนสนิทที่บอกให้ลดน้ำหนักนั้น ไม่เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ก็ควรติดตามผลการลดน้ำหนักด้วยการโทรศัพท์ ส่งอี-เมล หรือเอสเอ็มเอส ถามว่าการลดน้ำหนักไปถึงไหนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย คนลดความอ้วนจะได้มีกำลังใจ
เคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ ทำไม่ยากเลยครับ ถ้าตั้งใจทำอย่างจริงจัง
"คนรุ่นใหม่ ต้องไม่อ้วน" สโลแกนที่เหมาะสมที่สุดทุกยุคทุกสมัย
.
ของขวัญปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1633 หน้า 96
ในช่วงปีใหม่ที่กำลังใกล้มาถึง หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ รณรงค์ให้คนมอบของขวัญเทศกาลปีใหม่ด้วยการบริจาคเลือด เพราะเป็นของขวัญที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน
ที่สำคัญที่สุดคือเป็นสุดยอดแห่งของขวัญเพราะสามารถช่วยรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
การบริจาคเลือดเป็นของขวัญนั้นถือเป็นการให้ของขวัญแห่งชีวิต ที่อเมริกามีสโลแกนรณรงค์การบริจาคเลือดว่า Give Blood : The Gift of Life
เลือดที่เราบริจาค 1 ถุง จำนวน 350-450 มิลลิลิตร สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ถึง 3 คน
เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับผู้บริจาคเป็นอย่างยิ่งเพราะการสละเวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงเพื่อบริจาคเลือดสามารถต่อชีวิตคนได้อีกหลายสิบปี
ยามที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเราอาจไม่นึกถึงว่าเลือดมีความสำคัญขนาดไหน แต่เมื่อไหร่ที่ตัวเราหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วยและต้องรอรับเลือดบริจาค เราจะทราบว่าการบริจาคเลือดมีความสำคัญกับชีวิตมากมายเพียงใด
25 เปอร์เซ็นต์ของคนในโลก อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตต้องการเลือดจากการบริจาคเพื่อรักษาชีวิต จำนวน 1 ใน 10 ของคนที่เข้าโรงพยาบาลต้องการเลือด ซึ่งเลือดไม่สามารถผลิตได้ ต้องรอจากการบริจาคเท่านั้น
โดยปกติคนมีเลือดในร่างกายประมาณ 4,000-5,000 ซีซี การบริจาคแต่ละครั้ง จะบริจาคเพียง 350 - 450 ซีซี หรือประมาณ 6-7 เปอร์เซ็นต์ของเลือดทั้งหมดในร่างกาย ช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดโลหิตใหม่ๆ ออกมาชดเชยให้มีระดับเท่าเดิม ภายใน 7-14 วัน
สำหรับผู้มีสุขภาพสมบูรณ์อายุระหว่าง 17-60 ปี สามารถบริจาคโลหิตได้ทุกๆ 3 เดือน
ลีคิ ซึง (Lee Ki Sueng) ศิลปินหนุ่มชาวเกาหลีใต้ออกแบบถุงบริจาคเลือดไว้น่ารัก เป็นรูปถุงเท้าที่แขวนไว้รอของขวัญวันคริสต์มาสจากซานตาคลอส โดยได้นำถุงบริจาคเลือดทรงถุงเท้านี้ออกแสดงในนิทรรศการงานศิลปะ Helsinki Design Week ที่ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ตามธรรมเนียม ในคืนวันคริสต์มาส อีฟ หรือวันที่ 24 ธันวาคม เด็กๆ จะนำถุงเท้าที่มีชื่อตัวเองติดไว้ไปห้อยหน้าเตาผิงเพราะเชื่อว่าซานตาคลอสจะแอบนำของขวัญมาหย่อนใส่ถุงเท้า
ถุงบริจาคเลือดรูปทรงถุงเท้าของ ลี คิ ซึง ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสื่อความหมายถึงการให้เลือดในช่วงเทศกาลคริสต์มาส
ทางผู้จัดงาน Helsinki Design Week ได้เขียนข้อความรณรงค์การบริจาคเลือดว่า เมื่อเรานำของขวัญใส่ในถุงเท้าให้คนอื่น สักวันของขวัญก็จะกลับมาหาเรา
คริสต์มาสมักจะเป็นช่วงเวลาที่คนมักมองว่าเป็นช่วงเวลาของคนมีเงิน ความร่ำรวยและความมีสุขภาพดี ทำให้ลืมนึกถึงคนที่ไม่สมบูรณ์ คนพิการ คนที่มีปัญหาสุขภาพ และคนยากไร้ การบริจาคเลือดจึงนับเป็นการแบ่งปันความสุข ช่วยเหลือกัน สามารถรักษาชีวิตผู้อื่น ถือเป็นที่สุดของการให้
ช่วงนี้กระแสภาพยนตร์แวมไพร์ ทไวไลท์ ภาค 4 เบรกกิ้ง ดอว์น (Breaking Dawn) กำลังมาแรง ทำรายได้ทั่วโลกเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ หรือ 15,500 ล้านบาท
สถานที่รับบริจาคโลหิตหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามีการโปรโมตการบริจาคเลือดให้เข้ากับกระแสแวมไพร์ดูดเลือดด้วยการให้ตั๋วภาพยนตร์ชมแวมไพร์ ทไวไลท์ ฟรี แก่ผู้บริจาคโลหิต
การบริจาคเลือดจึงเป็นของขวัญปีใหม่ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ สร้างความอิ่มเอมใจแก่ผู้ให้ และมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้รับ
++
ฟังคนรวยเบอร์ 3 ของโลกสอนลูก
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1635 หน้า 96
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วอร์เร็น บัฟเฟ็ตต์ มหาเศรษฐีหมายเลข 3 ของโลกวัย 81 ปี ออกมาประกาศว่าเมื่อตัวเองเสียชีวิต ผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ของเขาคือ ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ลูกชายคนโตที่ปัจจุบันอายุ 57 ปี
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา วอร์เร็นและฮาเวิร์ดให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ของช่อง CBS
ไม่บ่อยนักที่วอร์เร็นออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัว แต่ทุกครั้งก็มีมุมมองและแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเสมอ ยิ่งมีลูกชายมาร่วมเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ก็ทำให้ทราบถึงเรื่องราวน่ารักปนขบขัน ตลอดจนถึงวิธีการเลี้ยงลูกว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เป็นลูกเศรษฐีไม่เอาถ่านเมื่อโตขึ้น
ฮาเวิร์ด บัฟเฟ็ตต์ ประกอบอาชีพอะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรที่ทำให้พ่อเชื่อใจว่าจะสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทการลงทุน เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์
คำตอบคือฮาเวิร์ดเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด ซึ่งวอร์เร็นมั่นใจว่าลูกชายคนนี้จะสามารถบริหารงานบริษัทให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัฒนธรรมของบริษัทที่ได้วางรากฐานเอาไว้ โดยเปรียบว่าฮาเวิร์ด จะทำหน้าที่เป็น Guardian of the Culture หรือ "ผู้พิทักษ์วัฒนธรรม" องค์กร
วอร์เร็นเคยกังวลว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว ประธานคนใหม่อาจบริหารงานแบบตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นต่ำมากๆ แต่การได้ฮาเวิร์ดมาดำรงตำแหน่งประธานก็เหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งฮาเวิร์ดจะไม่ได้รับเงินเดือน และไม่ต้องเข้าทำงานทุกวัน
หลายคนสงสัยว่าฮาเวิร์ดซึ่งเป็นเกษตรกรไร่ข้าวโพด มีความรู้ความสามารถพอที่จะบริหารบริษัทการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นล้านล้านบาทหรือ?
วอร์เร็นบอกเขามั่นใจว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถมากพอ ซึ่งในจำนวนลูก 3 คน ฮาเวิร์ดเป็นลูกคนเดียวที่ดำรงตำแหน่งบอร์ดของบริษัท
ตอนทราบว่าพ่อจะส่งทอดตำแหน่งประธานให้ ฮาเวิร์ดบอกว่าเซอร์ไพรส์ พร้อมหัวเราะแล้วพูดต่อว่าไม่อยากจะบอกว่าพ่อไม่มีวันที่จะลงจากตำแหน่งจนกว่าจะถูกฝังลงดิน
ถามฮาเวิร์ดว่ากังวลหรือเปล่าที่จะมารับตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้ เขาอมยิ้มและหัวเราะเช่นเคย ก่อนตอบว่าตราบใดที่เขาได้ทำไร่ ตัวเขาก็ไม่มีปัญหา
ฮาเวิร์ด สนใจทำไร่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นใช้สวนหลังบ้านปลูกข้าวโพด
ตอนเด็กเขาและพี่สาวกับน้องชายไม่ทราบเลยว่าพ่อร่ำรวยมาก เขาเล่าเรื่องตลกของพี่สาวสมัยเป็นนักเรียนชั้นประถมว่า ครูถามนักเรียนทุกคนในห้องว่าพ่อทำงานอะไร ซึ่งแต่ไหนแต่ไรสามคนพี่น้องทราบเพียงแต่ว่าพ่อมีอาชีพเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Securities Analyst) แต่ตอนนั้นไม่ทราบว่าอาชีพนี้คืออะไร ดังนั้น พี่สาวก็ตอบครูไปว่า พ่อเป็น Security Guard หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย!
ซึ่งสามพี่น้องก็เข้าใจผิดอยู่นานว่าพ่อมีอาชีพนี้
เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ฮาเวิร์ดเปลี่ยนคณะที่เรียนถึง 3 หน
ถามวอร์เร็นว่ากังวลหรือเปล่าที่ลูกเปลี่ยนคณะเรียนบ่อย
เขาตอบว่าไม่กังวลเลยเพราะเข้าใจดีว่าลูกต้องการค้นหาตัวเองว่าต้องการทำอะไร แม้ในที่สุดฮาเวิร์ดเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่วอร์เร็นก็บอกว่าไม่รู้สึกผิดหวังอะไร เพราะสำหรับเขาแล้วลูกจะค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบจากมหาวิทยาลัยหรือไม่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน
วอร์เร็นยอมรับว่าตัวเองเป็นพ่อที่แปลก แต่ภรรยาของเขาก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ซึ่งลูกทั้งสามคนไม่มีใครเรียนจบมหาวิทยาลัย และพูดตลกว่าถ้านำหน่วยกิตของลูกทั้ง 3 คนมารวมกัน ก็สามารถได้ปริญญารวมกัน 1 ใบ!
เมื่อฮาเวิร์ดค้นพบว่าอยากเป็นเกษตรกร วอร์เร็นก็ซื้อที่ดินให้ลูกทำไร่ ไม่ได้ยกที่ดินให้เลย แต่ให้ฮาเวิร์ดเช่า โดยคิดค่าเช่าตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นลงของฮาเวิร์ด!
สาเหตุก็เพราะฮาเวิร์ดตัวอ้วนใหญ่ เพื่อกระตุ้นให้ลูกลดน้ำหนัก วอร์เร็นจึงตั้งกฎค่าเช่าที่ดินไว้ว่าค่าเช่าขึ้นลงตามน้ำหนัก หากน้ำหนักตัวเพิ่มค่าเช่าก็สูงขึ้น หากน้ำหนักตัวลดค่าเช่าก็ลดตาม
ถามว่าทำไมถึงไม่ยกที่ดินให้ลูก วอร์เร็นตอบว่าการที่ฮาเวิร์ดใช้นามสกุลบัฟเฟ็ตต์ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะเขาไม่ต้องการให้ลูกได้รับการเลี้ยงดูอย่างลูกมหาเศรษฐีที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ
แม้จะให้ฮาเวิร์ดจ่ายค่าเช่าที่ดิน แต่วอร์เร็นก็ให้เงินฮาเวิร์ดและลูกอีกสองคนเท่ากันคนละ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,000 ล้านบาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้เงินจำนวนนี้เพื่อการกุศล ซึ่งฮาเวิร์ดก็ใช้เงินนี้ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนา สอนวิธีการเพิ่มผลผลิต ฮาเวิร์ดบอกว่าเกษตรกรจำนวนมากที่ปลูกพืชผักผลไม้ขายกลับไม่ค่อยมีจะกิน ถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
แม้ว่าจะได้เงินจากพ่อเพื่อใช้ในการกุศลตั้งสามหมื่นล้านบาท แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ลูกๆ รู้สึกหงุดหงิดที่พ่อบริจาคเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์หรือหนึ่งล้านล้านบาทให้แก่มูลนิธิของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งสนิทกันเหมือนน้องชายอีกคน
แม้จะทราบมาตลอดว่าพ่อจะไม่ยกทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้ แต่บางครั้งลูกๆ ก็รู้สึกว่ายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำได้ดียิ่งขึ้นหากมีเงินมากกว่านี้
ปัจจุบันฮาเวิร์ดมีความสุขกับการทำไร่ข้าวโพด 3,750 ไร่ในรัฐอิลลินอยส์ เขาบอกว่าคงไม่มีสิ่งไหนที่เขาสามารถทำแล้วประสบความสำเร็จได้อย่างพ่อ แต่พ่อกับแม่ก็บอกเสมอว่าไม่เป็นไร
วอร์เร็นบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกๆ จะพยายามแข่งขันกับเขา ลูกควรทำสิ่งที่ตัวเองถนัด โดยสอนลูกว่าให้ทำในสิ่งที่รักเหมือนกับที่พ่อรักที่จะทำเงิน ความสำเร็จในชีวิตคือการทำในสิ่งที่ตัวเองรักและทำออกมาดี
และสุดยอดแห่งความหรูหราในชีวิตก็คือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักทุกวัน
++
ปณิธานปีใหม่ยอดฮิตของคนทั้งโลก
โดย พิศณุ นิลกลัด คอลัมน์ คลุกวงใน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1638 หน้า 96
ปีใหม่นอกจากเราจะตั้งความหวังใหม่ๆ กันแล้ว สิ่งที่คนทั่วโลกทำกันเป็นประจำเมื่อปีใหม่มาเยือนคือการตั้งปณิธานปีใหม่ที่ฝรั่งเรียกนิวเยียร์ส เรโซลูชั่น (New Year"s Resolution) อันหมายถึงการมุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งดีๆ ตลอดปีใหม่
ปณิธานปีใหม่ ยอดฮิตติดอันดับต้นๆ ทุกปี ไม่ว่าคนชาติไหนก็คือการลดน้ำหนัก แต่ปัญหาใหญ่ก็คือคนส่วนมากทำได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ถอดใจก็หันมาทานขนมหวาน เลิกออกกำลังกายเหมือนเคย
การเตือนสติหรือบอกให้คนใกล้ชิดลดน้ำหนักนั้น เหมือนเป็นการให้ของขวัญปีใหม่ที่มีค่าเพราะสำหรับคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การลดน้ำหนักเป็นการช่วยลดอัตราเสี่ยงแก่โรคร้ายตั้งแต่ความดันโลหิตสูง หัวใจ เบาหวาน กระทั่งมะเร็ง
แต่จากการสำรวจของสภาโรคอ้วนแห่งชาติ หรือ The National Obesity Forum แห่งประเทศอังกฤษ พบว่าคนเกือบครึ่งไม่กล้าที่จะบอกคนใกล้ตัวว่าควรลดน้ำหนักเพราะไม่อยากให้คนใกล้ตัวโกรธ อาย หรือเสียใจ
สภาโรคอ้วนแห่งชาติได้ทำการสำรวจคนกว่า 2,000 คน ซึ่งได้ผลการศึกษาดังนี้
- คนอายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 42 เปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าบอกคนใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิทว่าควรลดน้ำหนัก เพราะกลัวว่าทำให้คนใกล้ตัวเสียใจ เสียความรู้สึก
- คนอายุ ระหว่าง 25-44 ปี จำนวน 34 เปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าบอกคนใกล้ตัวว่าควรลดน้ำหนัก
- คนอายุ 45 ปีขึ้นไป จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าบอกคนใกล้ตัวว่าควรลดน้ำหนักและสำหรับผู้ชายพบว่าการบอกภรรยา หรือแฟนสาว ว่าควรลดน้ำหนักเป็นเรื่องยากที่สุดเพราะ ส่วนผู้หญิง การบอกเพื่อนให้ลดน้ำหนักนั้นก็ยากที่สุดเช่นกัน
คณะผู้วิจัยแนะนำว่า รอบเอวเป็นสิ่งบ่งบอกว่าถึงเวลาที่จะลดน้ำหนักหรือยัง โดยผู้ชายนั้นไม่ควรมีเอวใหญ่เกิน 37 นิ้ว ส่วนผู้หญิงไม่เกิน 31.5 นิ้ว การมีเอวหนาเกิดจากการสะสมของไขมันที่บริเวณหน้าท้อง แต่ว่าไขมันในส่วนนี้มีทั้งไขมันที่อยู่ในช่องท้อง และไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง
ช่วงปีใหม่นี้ ครอบครัวจัดงานฉลองพร้อมหน้าพร้อมตา กิน ดื่ม กันเต็มที่ ซึ่งเป็นธรรมดาที่น้ำหนักตัวจะขึ้น ดังนั้น หลังจากฉลองปีใหม่กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงกันเสร็จแล้ว ควรถือเป็นโอกาสที่จะบอกให้คนใกล้ตัวที่สนิทสนมรักใคร่ว่าควรลดน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นการมอบของขวัญปีใหม่ที่มีค่า เพราะเป็นการช่วยต่ออายุคนที่เรารัก
การลดน้ำหนักเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว จะช่วยลดไขมันที่หน้าท้องได้ 10 เปอร์เซ็นต์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
เคล็ดลับในการบอกคนสนิทใกล้ตัวให้ลดน้ำหนัก มีดังนี้
1. การพูดให้คนใกล้ตัวลดน้ำหนักนั้น ควรเริ่มต้นด้วยการพูดอ้อมๆ ว่า เราเป็นห่วงและอยากให้อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ เพื่อทุกคนในครอบครัว ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรเริ่มที่การทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรพูดตรงไปตรงมาเกินเหตุว่า อ้วนไปแล้วนะ ต้องลดน้ำหนักแล้วหละ เดี๋ยวหัวใจวายตายเพราะอ้วนจัด คนใกล้ชิดจะโกรธ พาลมีเรื่องวิวาทฉลองปีใหม่ไปโน่น
2. หากเกรงว่าการบอกให้ลดน้ำหนักจะทำให้คนใกล้ชิดไม่พอใจและกินใจกัน ก็สามารถบอกด้วยการกระทำ เช่น ชวนให้ไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ หรือทำอาหารที่มีประโยชน์แคลอรีต่ำให้ทาน ซื้อผลไม้ไปฝาก หรือให้ของขวัญปีใหม่ด้วยการเป็นสมาชิกฟิตเนส เป็นต้น
3. ทำตัวเหมือนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ไม่ใช่โค้ช เวลาบอกคนใกล้ตัวให้ลดน้ำหนักนั้น ควรพูดให้กำลังใจ เหมือนเป็นกองเชียร์ที่เชื่อมั่นว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะลดน้ำหนักสำเร็จ ไม่ใช่พูดด้วยถ้อยคำสั่งสอน เหมือนโค้ชเกาหลี
4. ร่วมลดน้ำหนักด้วยกัน หากแนะนำให้คนใกล้ตัวลดน้ำหนัก ตัวเองก็ควรร่วมลดน้ำหนักด้วยจะทำให้คนใกล้ตัวรู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อน เช่น ทำอาหารลดน้ำหนักทานด้วยกัน หรือออกกำลังกายพร้อมกัน
5. ให้รางวัลเป็นตัวกระตุ้น เช่น ตกลงกันไว้ว่าหากลดน้ำหนักเท่านั้นเท่านี้ จะไปเที่ยวปีนเขาด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจที่ช่วยให้ทำในสิ่งที่มีสุขภาพ ไม่ควรให้สิ่งล่อใจหรือรางวัลที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น หากลดน้ำหนักสำเร็จจะไปดื่มเหล้าฉลอง หรือทานอาหารมื้อใหญ่ฉลอง!
6. แสดงความเอาใจใส่ ติดตามการลดน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีที่คนสนิทที่บอกให้ลดน้ำหนักนั้น ไม่เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ก็ควรติดตามผลการลดน้ำหนักด้วยการโทรศัพท์ ส่งอี-เมล หรือเอสเอ็มเอส ถามว่าการลดน้ำหนักไปถึงไหนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย คนลดความอ้วนจะได้มีกำลังใจ
เคล็ดลับต่างๆ เหล่านี้ ทำไม่ยากเลยครับ ถ้าตั้งใจทำอย่างจริงจัง
"คนรุ่นใหม่ ต้องไม่อ้วน" สโลแกนที่เหมาะสมที่สุดทุกยุคทุกสมัย
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
















