http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2554-02-19

ความรักทำให้คนตาบอด โดย คำ ผกา

.
ความรักทำให้คนตาบอด
โดย คำ ผกา
ในมติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1592 หน้า 89


วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาในงานเสวนาว่าด้วยความเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่มิวเซียมสยาม มีคำถามจากผู้ดำเนินรายการที่น่าสนใจมาก นั่นคือคำถามที่ว่า "สังคมที่ไร้รักจะเป็นสังคมอย่างไร ? "

อาจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา สะบัดผมยาวสลวยสวยและแก่ไปสาม-สี่ทีแล้วบอกในทำนองที่ว่า "รัก เริก อะไรกัน คำถามแบบนี้มันมาจากกรอบของความรักของคนในโลกสมัยใหม่ (ฉันแอบเถียงว่า ก็ตรูอยู่ในโลกสมัยนี้แล้วจะให้ถามด้วยคำถามสมัยกรีกเหรอ "จารย์?) ใครเป็นคนสอนคุณว่า พ่อ แม่ ต้องรักลูก? ใครสอนพวกคุณว่าคนต้องรักกัน? ใครสอนคุณว่า พี่น้องต้องรักกัน? เคยอ่านพระคัมภีร์ไหม? พี่น้องแม่งฆ่ากันทั้งนั้นแหละ? เคยอ่านแฮมเล็ตไหม? แม่ง พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย มันก็ฆ่ากันทั้งนั้นแหละ?...ความรักไม่ได้ช่วยให้คนไม่ฆ่ากัน แต่ความเคารพต่างหากที่เราอาจจะต้องการมากกว่าความรัก "

อาจารย์พูดอะไรอีกยาวมาก ที่ฉันคงไม่สามารถถ่ายทอดมาได้ทั้งหมด ทว่า ที่สะดุดรูหูคือ

"ที่ออกไปตาย ออกไปสละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลีอยู่นี่ก็ไม่ใช่เพราะความรักหรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่า สังคมที่เปี่ยมไปด้วยความรักต่างหากที่พาและผลักคนไปตาย "


ในขณะที่ทางราชการไทยกำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการจัดจดทะเบียนสมรสกันที่เขตบางรัก โดยงดบริการการจดทะเบียนหย่าร้าง 1 วัน หรือการรณรงค์ (ซึ่งแปลว่าการถลุงงบประมาณไปกับเรื่องโง่ๆ) ของ สสส. ที่สยามสแควร์นั้นมีความพยายามที่จะไม่ให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โดยไปรู้ดีแทนเด็กว่า เด็กๆ มักจะต้องเสียตัวกันวันวาเลนไทน์ อันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากมากว่า แล้วการเสียตัวในอีกสามร้อยหกสิบสี่วันที่เหลือนั้นต่างจากการเสียตัวในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ อย่างไรไม่ทราบ?

และถึงที่สุดแล้วรัฐจะไปเสือกอะไรกับเรื่องเด็กมันจะเอากัน เพราะหน้าที่ของรัฐมากที่สุดก็แค่จัดการบริการถุงยางอนามัย ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน หรือการทำแท้งที่ปลอดภัยไว้รองรับการแก้ปัญหาน่าจะเป็นการใช้งบประมาณอย่างชาญฉลาดมากกว่าการไปห้ามไม่ให้คนจะเอากัน

หรือจะเลือกอย่างที่อาจารย์ธเนศแนะนำในงานเสวนาครั้งนี้ว่า "มาตรการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ดีที่สุดคือการรณรงค์ให้ประชาชนเป็นเกย์และเลสเบี้ยนให้หมด รับรองไม่มีปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อม!"

กรี๊ดๆๆ กระทรวงวัฒนธรรม สสส. กระทรวงสาธารณสุข สนใจไม้ฮะ? แก้ปัญหาเรื่องท้องๆ ไส้ๆ ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์



กลับมาที่ประเด็นว่าด้วยสังคมไร้รักกันต่อ หลังจากที่ฟังอาจารย์ธเนศตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก" ฉันก็บังเกิดอาการ "วาบ" ทางปัญญาว่า จริงด้วย! ที่ความรักซึ่งไม่มีใครรู้ว่าคืออะไรกันแน่ กลายเป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์และเป็นดั่งเวทมนตร์ที่ใช้แก้ได้ทุกปัญหา

หลังจากที่รัฐใช้กำลังสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงจนมีคนตายและบาดเจ็บกันตำหูตำตาจำนวนมาก แทนที่คนไทยจะตั้งคำถามต่อกระบวนการสอบสวนหาความจริง พลันที่เหตุการณ์สงบ สิ่งแรกที่ถูกนำมาใช้ในโฆษณาชวนเชื่อทั้งจากฝ่ายรัฐ และฝ่ายซ่าหริ่ม (ที่โดนรัฐล้างสมองมาแต่กำเนิด) เรียกร้องและโหยหา คือ "ขอให้คนไทยกลับมารักกัน"

แคมเปญ Together We Can นั้นชัดเจนว่าบรรทุกเอาคอนเซ็ปต์ว่าด้วยความรักโรแมนติกที่ว่าด้วย"มหัศจรรย์แลปาฏิหาริย์แห่งรัก"ที่จะพาเราฝ่าฟัน ก้าวพ้นทุกอุปสรรค ทุพภิกขภัยไปสู่ความสุขชั่วนิจนิรันดร์-เพียงเรามีเรา จะฝ่าฟัน จะก้าวเดิน จะตกเหว ลงนรก อะไรก็ว่ากันไป


ปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคมอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ทางการเมือง ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ความพิกลพิการทางอุดมการณ์ ประวัติศาสตร์ฉบับโกหกฉ้อฉล และอีกหลายสาเหตุปัจจัยก็สามารถถูกกลบเกลื่อนลงให้เหลือแต่เรื่อง "ทำไมคนไทยด้วยกันไม่รักกัน ? "

"เกิดมาเป็นคนเหมือนกันจะทะเลาะกันไปทำไม ? "

"คุณสมบัติของคนไทยที่รักสงบ ไม่ชอบมีเรื่อง ให้อภัยกัน หยวนๆ กัน หายไปไหน? กลับมารักกันเถอะ"

หรือแม้กระทั่ง "เป็นคนไทยไม่รักคนไทย เอาใจออกห่างไปรักเขมร" อย่างนี้เป็นต้น

ในขณะที่เราว่ายวนอยู่ในกะละมังคอนเซ็ปต์ที่เฝ้าแบ่งความรักกับความใคร่ออกจากกัน โดยเชิดชูความรักไว้ในฐานะที่เป็นอารมณ์ ความรู้สึกอันละเมียดละไม สูงส่ง ล้ำค่า เป็นยาวิเศษ ผัวเจ้าชู้ ลูกติดยา แม่ติดไพ่ ทุกอย่างเยียวยาได้ด้วยความรัก

ในขณะที่เซ็กซ์กลับถูกเหยียดให้กลายเป็นเรื่องโลกีย์ น่ารังเกียจ เป็นการตอบสนองตัณหา ปรารถนาอันหยาบช้าโสมม เซ็กซ์จะถูกทำให้ดูดีขึ้นก็ต่อเมื่อเรามัดย้อมมันเสียด้วยสิ่งที่เรียกว่า ความรัก

จากนั้น หนัง วรรณกรรม บทกวี บทเพลง ภาพเขียน งานศิลปะ ก็จะสาธิตให้เราเห็นว่า เซ็กซ์อันกอปรไปด้วยความรักนั้นอ่อนหวานเพียงใด งดงามแค่ไหน บรรเจิดจรัส ล้ำเลิศ ลึกซึ้ง ดื่มด่ำ วิจิตร อัศจรรย์ ช่วยเกาะเกี่ยวร่างกาย จิตวิญญาณของคนสองคนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สารพัดจะบรรยายถึงการหลอมละลายตัวตนไปในกระบวนการสอดใส่ ที่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีใครตั้งคำถามว่า กะอีแค่มึงจะเ-็ดกัน ทำไม้ ทำไม ต้องมานั่งสร้างความชอบธรรมกันมากถึงเพียงนี้

จากนั้นเราลืมไปเลยว่า ตัวสร้างปัญหาให้กับมนุษยชาตินั้นหาใช่เซ็กซ์ แต่คือสิ่งที่อุปโลกน์เรียกกันว่าความรักต่างหาก ทั้งนี้ เพราะเซ็กซ์มีจุดหมายปลายทางแค่จุดสุดยอดหรือความเสียว ซึ่งจับต้องได้ รู้สึกได้ มองเห็นได้ อิ่มก็พอ หิวก็แค่ลุกขึ้นมากินใหม่ เซ็กซ์ยังสามารถมีได้ทั้งกับสัตว์ สิ่งของ วัตถุ หรือแม้กระทั่งกับตัวเอง

เซ็กซ์ที่ปราศจากความรักจึงไม่ต้องการการลงทุนทางอารมณ์ ปราศจากภาวะพึ่งพิง มากที่สุดอาจต้องแลกมาด้วยเงิน แต่ก็ยุติธรรมตามประสาการซื้อมาขายไป จ่ายมากได้มาก จ่ายน้อยได้น้อย ไม่ต้องเจ็บปวด ฟูมฟาย


เมื่อเทียบกับความรักเราจะเห็นว่า ความรักต่างหากเต็มไปด้วยข้อเรียกร้อง เงื่อนไข ข้อแม้ ใครอาจจะบอกว่า ความรักของพ่อและแม่เป็นความรักที่ไร้เงื่อนไข แต่คำถามคือ หากเป็นความรักที่ไร้เงื่อนไข ทำไมพ่อแม่จำนวนมากจึงยังเฝ้าเรียกร้องอยากให้ลูกเป็นเด็กหัวอ่อน อยากให้ลูกเรียนเก่ง อยากให้ลูกหน้าตาสวยงาม อยากให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ อยากให้ลูกเรียนสูงๆ ทำงานได้เงินเดือนเยอะๆ อยากให้ลูกได้แฟนดีๆ

หากความรักของพ่อและแม่ไร้เงื่อนไขจริง พ่อแม่ย่อมต้องรับได้หากลูกจะติดยา ไม่เรียนหนังสือ สำส่อน เป็นโสเภณี เล่นหนังโป๊ และอื่นๆ โดยปราศจากความทุกข์และความกังวลใดๆ

ถามว่าหากเราเป็นพ่อแม่แบบนี้เข้าจริงๆ ไม่แคล้วจะโดนตั้งคำถามว่า รักลูกหรือเปล่า? ทำไมไม่ห่วงลูก? ทำไมไม่สอนลูก ?

หรือหากความรักของพ่อแม่เป็นความรักที่ไร้เงื่อนไขอย่างแท้จริง วันหนึ่งพ่อแม่จะรับได้หรือไม่หากลูกไม่รักตนเองเลยแม้แต่น้อย ?

พ่อแม่แน่ใจหรือว่าจะไม่ออกมาก่นด่า ตัดพ้อว่า "ลูกสิบคนพ่อแม่เลี้ยงได้ พ่อแม่แค่สองคน ลูกๆ กลับเลี้ยงไม่ได้" และเรามักได้ยินคำพูดทำนองนี้อยู่เนืองๆ อันเป็นการพิสูจน์ว่า ความรักไร้เงื่อนไขนั้นไม่เคยปรากฏอยู่จริง

ดังนั้น จึงน่ากังวลว่าสังคมที่ปล่อยให้ความรักเข้ามาครอบงำ จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึก ย่อมง่ายที่จะตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรักมาเรียกค่าไถ่เพื่อเรียกร้องให้ใครสักคนที่รักเราหรือที่เราอ้างว่ารักเขาทำอะไร อะไรสักอย่าง (หรือหลายอย่าง) เพื่อพิสูจน์ความรักอันนั้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่เรามักไม่เฉลียวใจต่อการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในนามของความรัก เช่น

"เพื่อความรักของเราอย่าดื่มเหล้าเลยนะ"

"ถ้ารักฉันจริงต้องเลิกสูบบุหรี่นะ"

"ถ้ารักฉัน พิสูจน์ด้วยการขับรถอย่างปลอดภัยนะ"

"ถ้ารักฉัน อย่าไปยุ่งกับยาเสพติดนะ"

"ถ้ารักฉัน จงถามตัวเองว่า ได้อะไรกับฉัน อย่าถามว่า ฉันให้อะไรกับคุณ"

"ถ้ารักฉัน ต้องรู้ว่าฉันได้ทำอะไรไปเพื่อคุณมาแล้วบ้าง"

"ถ้าลูกๆ รักพ่อรักแม่อย่าทะเลาะกันนะ" ฯลฯ

ถ้าให้เขียนประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ถ้ารัก...แล้วต้อง..." ก็คงเขียนกันได้อีกหลายร้อยหลายพันประโยค โดยที่ไม่มีใครเฉลียวใจว่าไยเราต้องใช้ความรัก ข่มขู่ กดดัน หว่านล้อม ชักจูง บังคับ หรือแม้กระทั่งการเรียกร้องให้ "รัก" อย่างปราศจากการตั้งคำถาม ไม่ต้องพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์

"สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี" ก็เป็นหนึ่งในผลผลิตของวาทกรรมความรักแบบโรแมนติกของโลกสมัยใหม่ ที่ทำให้เราให้เชื่อว่ารักแท้นั้นต้องสละได้แม้แต่ชีวิต และพิสูจน์กันด้วยการพลีชีพเพื่อคนที่เรารัก เพื่อชาติที่เรารัก เพื่ออุดมการณ์ที่เราภักดี หรือแม้กระทั่งขบวนการต่อสู้ของประชาชนเกือบทั้งหมดก็ใช้ "ความรัก" โรแมนติกนี้เป็นตัวขับเคลื่อน เช่น "รักประชาชน"

คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาทบทวนคำถามที่ว่า "สังคมที่ไร้รัก" จะเป็นอย่างไร? เพราะเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความรุนแรง ความไร้เหตุผล ความคลั่งไคล้ไหลหลง นั้นมีบ่อเกิดมาจากความรักโรแมนติก หาใช่อาการ "ขาดรัก" อย่างที่พูดๆ กันไม่



ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องมาทบทวนกันว่า เอาเข้าจริงๆ"สังคมที่รู้เท่าทันความรัก และไม่ยินยอมให้ใครใช้ความรักมาเป็นเครื่องมือเรียกค่าไถ่ บังคับ ขืนใจให้เรารักโดยไม่มีสิทธิตั้งคำถาม"ต่างหากคือสังคมที่เราต้องการ มิใช่สังคมที่ใช้ความรักมาเรียกร้องให้เราต้องสละเลือดเนื้อชีวิต เพื่อ ชาติ สถาบัน อุดมการณ์ ฯลฯ หาใช่สังคมอันเปี่ยมรัก ฟุ้งเฟ้อไปด้วยอารมณ์ฟูมฟาย ดราม่า ซาบซึ้ง น้ำตาไหลพราก อันหมายถึงความโรแมนติกที่เฝ้ากระชาก ทึ้งเหตุผล ตรรกะ ออกจากระบบคิดของเรา และจบลงด้วยความง่อยเปลี้ยเสียขา สมองเสื่อม เพราะมัวเมาในความรักจนเกินจะเยียวยา

เราไม่ต้องการสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความรัก แต่เราต้องการแค่สังคมที่คนมีความเคารพในความเป็นคนของกันและกัน และขอร้อง อย่ามารักกัน อย่ามาเรียกร้องให้ฉันรักคุณ และคุณไม่จำต้องมารักฉัน ขอแค่การอยู่ร่วมกันโดยเคารพในกติกา กฎหมายที่ไม่เลือกปฏิบัติ เพียงเท่านั้น ฉันจะยินยอมให้เราเกลียดชังกันตามอำเภอใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยของสังคมทางการเมือง พวกเราควรผูกสัมพันธ์กันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่จับต้องได้ กินได้ มองเห็น มิใช่ด้วยความรัก ความผูกพันที่เป็นเพียงลมปากหวานหู

สังคมของเราจะอยู่กันได้ดีด้วยความเคารพ ด้วยความไว้วางใจกันของคนในสังคม ส่วนความรักอันงมงายนั้นมีแต่จะทำให้คนตาบอด

คำโบราณว่าไว้เช่นนั้นมิใช่หรือ?


.