http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-03-04

ปัญหา ผัว-เมีย โดย คำ ผกา

.

ปัญหา ผัว-เมีย
โดย คำ ผกา http://th-th.facebook.com/kidlenhentang
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1646 หน้า 89


"ผัวเมียทะเลาะกัน บางทีมันก็ผิดทั้งคู่ แต่อีกฝ่ายมักจะโทษอีกฝ่าย ฉันถูก-คุณผิด โทษว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ทั้งที่หากเรามาสำรวจตัวเอง ไม่ใช่มัวแต่โยนความผิดให้อีกฝ่าย ผมคิดว่าการปรองดองก็จะง่ายขึ้น"
www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1329883344&grpid=no&catid=no


ไม่รู้ว่าตอนที่ คอป. เชิญ โคฟี่ อันนัน มาเมืองไทย ได้เล่าให้เลขาธิการสหประชาชาติฟังหรือเปล่าว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยจนกระทั่งนำมาสู่การปราบปรามประชาชนโดยกำลังทหารและอาวุธสงครามนั้นเป็นเรื่อง "ผัวเมียทะเลาะกัน"

เพราะหากเป็นเช่นนั้น เลขาธิการสหประชาติอาจจะถามท่านกลับไปว่า "แล้วเมิงเชิญตรูมาทำไม ในเมื่อเป็นเรื่องในมุ้งในบ้านเมิงเอง"


มหกรรมการจัดงานอีเวนต์ที่เชิญคนสำคัญของโลกมานั่งรับฟังความคิดเห็นจาก "ภาคส่วนต่างๆ" ที่ คอป. จัดขึ้น และฉันได้ไปร่วมอยู่ด้วยในหนึ่งส่วนที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ตัวแทนจากภาคธุรกิจใช้เวลาไปกับการพร่ำบ่นปัญหานักการเมืองคอร์รัปชั่น นโยบายประชานิยมที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เหยื่อจากเหตุการณ์ความไม่สงบภาคใต้กลับไม่ได้รับการเยียวยา

(โอว...คนไทยหายใจเข้าออกเป็นความห่วงใยปัญหาเรื่องภาคใต้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันหนอ?? และหากฉันจำไม่ผิด มีแต่นักกิจกรรมที่ร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงที่พยายามเตือนสังคมไทยว่า หากเราผลักคนเสื้อแดงให้กลายเป็น "อื่น" เช่น เป็นพวกแม้ว เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นพวกล้มเจ้า ฯลฯ เหตุการณ์ความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นในภาคใต้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งหมด)

บ้างก็ก่นด่ารัฐบาลที่จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ได้รับกระทบจากการชุมนุมโดยอ้างว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายแท้จริงไม่ได้

ตัวแทนจากสภาสตรีพร่ำบ่นเรื่องหญิงไทยแก้ผ้าประท้วงเลียนแบบหญิงตะวันตกยังความเสื่อมเสียมาประเทศชาติเป็นที่ยิ่ง

ก่อนจะจบด้วย โคฟี่ อันนัน บอกให้เรายึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนและหลักนิติรัฐ จากนั้นแยกย้ายกันออกไปถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานว่า "อุ๊ย ชั้นได้ถ่ายรูปกับคนนั้นคนนี้" . . - เสียของ เสียดายเงิน

ส่วนฉันก็เสียดายเวลาและค่ารถไฟใต้ดินของตนเองเป็นอันมาก



อันที่จริง เลขาธิการสหประชาชาติท่านแค่บอกกับ อาจารย์คณิต ณ นคร หรือ คุณสมชาย หอมละออ ก็พอแล้วกระมังว่า การค้นหาความจริงและการปรองดองที่คณะกรรมการอย่างท่านรับผิดชอบอยู่นั้นก็ยึดแค่หลักการสองประการนี้เท่านั้น คือ สิทธิมนุษยชนกับหลักนิติรัฐ

"การที่รัฐบาลชุดนี้พูดถึงเรื่อง "ตัวเงิน" ก่อนการ "หาความจริง-สร้างความยุติธรรม" ได้กลายเป็น "จุดอ่อน" ต่อการสร้างความปรองดอง เพราะการเยียวยาโดยเฉพาะด้านจิตใจ ไม่ได้แปลว่าให้เงินแล้วจบ แต่ยังรวมถึงเรื่องการให้เกียรติยศ-ศักดิ์ศรีคืน" (สมชาย หอมละออ)

ในข่าวเดียวกัน ยังปรากฏข้อความนี้จากการสัมภาษณ์ของนายสมชาย-มันเป็นคำพูดที่หล่อมาก เท่มาก ดูเป็นนักสิทธิมนุษยชน ดูเป็น Paolo Coelho ดูเป็นสหประชาชาติมากเลยอ่ะ แต่ประทานโทษ หน้าที่ในการค้นหาความจริงมันเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของคุณไม่ใช่หรือ "คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ"

รัฐบาลที่แล้วตั้งคุณมา รัฐบาลนี้ก็ให้เกียรติพวกคุณทำงานต่อ-แล้วเป็นตัวคุณเองมาบอกว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่สนใจ "ความจริง"???

เงินที่พวกคุณใช้ทำงานกันอย่าง "อิสระ" มาจนเจียนจะหมดวาระ หมดเงินไปเท่าไหร่แล้ว เผลอๆ เงินที่พวกคุณใช้ทำงานน่ะ เอามาเยียวยาเหยื่อได้หลายร้อยครอบครัวด้วยซ้ำ
แล้วยังไม่มีความจริงสักกระผีกริ้นมาเสนอต่อประชาชนและสังคม แล้วคุณยังมีหน้ามาทำหล่อบอกว่า "ชิ รัฐบาลทุนสามานย์พูดแต่เรื่องเงิน อี๊ น่ารังเกียจ ไม่รู้เหยอว่าปองดองมันต้องเรื่องสักสีเสียก่อง"

หากรัฐบาลรอได้ความจริงจากคุณแล้วค่อยจัดการเรื่องเงินเยียวยา เหยื่อและครอบครัวของผู้บาดเจ็บเสียชีวิตคงต้องรอไปประมาณสามชาติครึ่งกระมัง และอีกสามชาติครึ่งข้างหน้าเขาคงขอไปเกิดเป็นคนชาติอื่น ไม่มาเกิดเป็นคนไทยให้เสียเซลฟ์ซ้ำซาก-ว่าเราเรียกคนแบบนี้ว่า "นักสิทธิมนุษยชน"

ขอย้ำว่าก่อนหมดวาระของ คอป. ในเดือนกรกฎาคมนี้ คอป. ได้ทำหน้าที่ของตนเองหรือยังในการ "หาความจริง-สร้างความยุติธรรม"


"นีรนุช เนียมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ภาคสนามของ ศปช. กล่าวถึงการทำงานของ คอป. ว่า นายสมชาย หอมละออ เคยนำทีมงานลงพื้นที่ภาคอีสานเมื่อต้นปี 2555 จัดเวทีประชุมร่วมกับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเป็นญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต ผู้ถูกจับกุม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดประชุมรวมญาติของทุกจังหวัดในภาคอีสาน โดยใช้เวลาประชุมเพียงครึ่งวัน และเป็นเพียงการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นของปัญหาในแต่ละจังหวัด กระทั่งทำให้อดีตผู้ต้องขังในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลุกขึ้นมาต่อว่าว่าเวลาผ่านมากว่าปี คอป. ทำไมจึงยังคงมาถามข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลคดี ขณะที่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ก็ตั้งคำถามว่าทำไม คอป. จึงไม่ลงไปทำเวทีในแต่ละจังหวัดเลย เพราะชาวบ้านเดินทางมาอย่างยากลำบาก และค่ารถที่ให้ก็ไม่เพียงพอ"

เจ้าหน้าที่ ศปช. กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการของ คอป. นั้นล่าช้ามาก และไม่มีฐานข้อมูลในมือ ซึ่งส่งผลต่อข้อเสนอของ คอป. ที่แม้ว่าจะมีกรอบการมองปัญหาที่ถูกต้อง เช่น การพยายามอธิบายถึงมูลเหตุจูงใจทางการเมืองของผู้ต้องหาเสื้อแดงซึ่งไม่เหมือนคดีอาญาทั่วไป แต่ข้อเสนอรูปธรรมก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่นที่ คอป. เสนอให้ชะลอคดีไว้ก่อน ทั้งที่ส่วนใหญ่คดีตัดสินไปแล้ว ติดคุกไปแล้ว นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อเสนอต่อการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมแม้แต่น้อย" http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39433

นี่คือเสียงหนึ่งที่พูดถึงการทำงานของ คอป. หน่วยงานที่เต็มไปด้วย "คนดี" "คนมีคุณธรรม" "คนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย" "คนมีการศึกษา"-อันล้วนแต่เป็นคุณสมบัติที่ชนชั้นกลางไทยใฝ่ฝันอยากได้คนเหล่านี้มาเป็นผู้นำ มาบริหารประเทศชาติให้เป็นประเทศคุณธรรมนำไทยไปสู่ประชาคมโลก

นี่คือ "องค์กรอิสระ" ที่อิสระจริงๆ จากการตรวจสอบของประชาชน และลึกๆ แล้วทำงานด้วยความเชื่อว่าตนเองคือเทวดาโปรดสัตว์ เนื่องด้วยเพราะพกคุณธรรม จริยธรรม อัตชีวธรรม เห็นประชาชนเป็นมดเป็นปลวกที่ไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ดีแต่เป็นเหยื่อของนักปลุกระดม แกนนำ นักการเมืองชั่วเท่านั้น


คอป. ก็เหมือนกับองค์กรอิสระระดับอีลีต เอลิสต์อีกหลายองค์กรของไทยอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เป็น "อิสระ" จากประชาชน จากความรับผิดชอบที่พึงมีต่อประชาชน

เพราะหากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนรู้ร้อนรู้หนาวต่อ "สิทธิมนุษยชน" อย่างแท้จริง เหตุการณ์ล้อมปราบ กระชับพื้นที่ด้วยอาวุธสงครามและกองทัพจะไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทย คงไม่มี "ผู้ถูกกล่าวหา" ต้องถูกจำคุกอย่างไร้อนาคตพร้อมทั้งโซ่ตรวน คงไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่นำไปสู่การทำลายจิตวิญญาณของมนุษย์ด้วยการบังคับให้สารภาพในความผิดที่ตนไม่ได้กระทำเพื่อแลกกับอิสรภาพทางกาย

เด็ก คนแก่ ผู้หญิง พระ ที่มาอดอาหารอยู่ที่หน้าศาลอาญา คนเหล่านั้นเป็นลูก เป็นแม่ เป็นเมีย เป็นพระสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้องแค่สิทธิในการประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหา

การประท้วงเหล่านี้มิได้ระคายเคืองต่อมโนธรรมสำนึก หรือจรรยาบรรณใดๆ ของนักสิทธิมนุษยชนที่กล้าพูดคำว่า "เงินซื้อเกียรติยศ ศักดิ์ศรีคืนไม่ได้ หากไม่มีความจริงและความยุติธรรม"

สังคมนี้จะตอแหลไปถึงไหน?



ที่ฟังแล้วเจ็บร้าวลึกเหลือเกินคือคำท้วงติงเรื่องคุกสำหรับนักโทษการเมือง นักสิทธิมนุษยชนของไทยท้วงว่า "เกรงว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ" อพิโธ่ -ขอสร้างคุกไฮโซ ดีไซน์ด้วยสถาปนิกระดับโลกประโคมด้วยเฟอร์นิเจอร์ เครื่องอำนายความสะดวกระดับโรงแรมเจ็ดดาว พร้อมบัตเลอร์เต็มยศแล้วฉันขอจับนักสิทธิมนุษยชนคนนั้นไปขังในคุกนี้ตลอดชีวิต-คุณจะยอมไหม???

"เกรงว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ" หากเกรงว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ นิมนต์นักสิทธิมนุษยชนไทยทุกคนต่อสู้เพื่อให้กรมราชทัณฑ์ปรับปรุง "คุก" ทั่วประเทศให้ศิวิไลซ์เหมือนคุกในประเทศโลกที่ 1 บ้างปะไร คุกในประเทศโลกที่ 1 หลุดพ้นจากความโหดร้าย ป่าเถื่อนมิใช่เขามีเงินมากกว่า แต่เพราะเขาถึงพร้อมแล้วซึ่งจิตสำนึกที่เป็นประชาธิปไตยและเข้าถึงแก่นของ "สิทธิมนุษยชน" อย่างแท้จริง

แต่คุกไทยมีไว้ขัง "คนจน" และ "ศัตรูของชาติ" นักสิทธิมนุษยอีลีตชนระดับเอลิสต์ของไทย จึงไม่เคยใส่ใจ มิหนำซ้ำยังอยากจะเก็บคุกให้ป่าเถื่อนอยู่อย่างนั้นตลอดไป เพราะหากทำคุกให้ดี จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อ "พลเมือง" ที่อยู่นอกคุก-อ๊รายยยย ผิดหลักมนุษยอีลีตชนมั่กๆๆๆ

สมชาย หอมละออ-คนที่กล้าพูดอย่างเต็มปากเกี่ยวกับเรื่อง "ความจริง-ความยุติธรรม" ขณะเดียวกันก็บอกว่า การลากอาวุธสงครามมา "กระชับพื้นที่" จนทำให้ประชาชนมือเปล่า ประชาชนที่เป็นแม่ เป็นลูกสาว เป็นลูกชาย เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมชาติ เป็นเพื่อนร่วมโลก ตายเกือบร้อย บาดเจ็บนับพันนั้นเป็นเพียงการทะเลาะกันของผัว-เมีย มิหนำซ้ำ "ผู้ถูกกระทำ" ต้องสำนึกในความผิดของตนเอง เท่าๆ กับ "ผู้กระทำ"-ความปรองดองจึงจะเกิด !!!

หากเราเป็นผัวหรือเมีย ที่โดนมีดกะซวกถึงตาย หรือบาดเจ็บปางตาย เราควรทบทวนความผิดของตนเอง ฉันเป็นเมียโดนผัวตบเพราะลืมหุงข้าว ฉันควรทบทวนความผิดของตนเองว่า

"ใช่ค่ะ หนูผิดเอง หนูเป็นเมียที่เลว หนูไม่หุงข้าวให้ผัวกิน ที่ผัวตบหนูจนกกหูแตก และหูหนวกนั้นสมควรแล้ว คืนนี้หนูจะกราบเท้าผัว ขอโทษ แล้วเราจะกลับมารักกันเหมือนเดิม ครอบครัวเราจะอบอุ่น หนูรู้แล้วว่า คราวหน้าถ้าหนูไม่อยากถูกตบซ้ำแล้วซ้ำเล่าหนูก็จงอย่าลืมหุงข้าว"

นี่คือสิ่ง-ความจริง-ความยุติธรรม-ความปรองดอง-ที่นักสิทธิมนุษยอีลีตชนไทยต้องการใช่หรือไม่

มันคงจริงที่ว่านี่เป็นเรื่องของผัว-เมียทะเลาะกัน สาเหตุสำคัญของการทะเลาะเบาะแว้งครั้งนี้คือ "เมีย" ตระหนักว่าผัวที่ตนเองอยู่ด้วย (ไม่รู้ว่าได้เลือกเองมากับมือหรือจำยอมเป็น "เมีย") นั้นเป็นผัวเผด็จการ รีดนาทาเร้น ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ชอบใช้กำลังข่มขู่ คุกคาม เมื่อไม่เชื่อฟังก็จับขัง ล่ามโซ่ เมื่ออยากได้ความรักก็ขืนใจหรือล่อลวงด้วยคำหวานอันปราศจากข้อเท็จจริง

โดนกระทำซ้ำซากเช่นนี้ เมียจึงไปเจอชู้รักคนใหม่ชื่อ "ประชาธิปไตย"


ปัญหาของผัวเมียทะเลาะกันครั้งนี้ไม่ใช่อะไรเลย มันก็อีแค่เมียอยากได้ผัวใหม่ที่ชื่อ "ประชาธิปไตย" เพราะเมื่อมีโอกาสได้ลองคบกับ "ประชาธิปไตย" ในช่วงสั้นๆ แม้ความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่น แต่ก็ไม่โดนบังคับขืนใจ แม้จะโดนห้ามปรามว่า การจะคบกับประชาธิปไตยนั้นไม่ง่าย เพราะ "ประชาธิปไตย" อาจจะเจ้าชู้ อาจจะซับซ้อนเสียจน "เมียไร้การศึกษา" จะไม่รู้เท่าทัน แต่ฝ่ายเมียก็เห็นว่า อย่างน้อย "ประชาธิปไตย" ชอบการ "เจรจา" มากกว่าการประหัตประหาร

ที่สำคัญ รู้ได้อย่างไรว่า "ประชาธิปไตย" ไม่เหมาะสมสำหรับคน "ไร้การศึกษา" และรู้ได้อย่างไรว่า "เมีย" คือคนโง่ ไร้การศึกษา?

จะว่าไป "เมีย" นั้นแต่งงานกับ "ประชาธิปไตย" มาตั้งเจ็ดสิบกว่าปีมาแล้ว แต่โดนฝ่าย "ครอบครัว" อ้างว่า เป็นการแต่งงานแบบ "ชิงสุกก่อนห่าม" เมื่อ "ครอบครัว" ไม่พอใจ จึงมีกระบวนการยุให้ "เลิกกัน" อยู่ตลอดเวลา เลิกกันมาก็หลายรอบ "ครอบครัว" ยัดเยียด "ผัวเผด็จการ" ให้ก็หลายครา ทว่า ฝ่ายเมียทนการ "ขืนใจ" จากผัว "เผด็จการ" ไม่ไหวก็ดิ้นรนอยากกลับไปหา "ประชาธิปไตย" พอจะกลับไปหาประชาธิปไตยทีไร ผัวเผด็จการก็ซ้อม ขู่ฆ่า ตามล้างตามผลาญ ปางตายทุกครั้ง

แต่ครั้งล่าสุดนี่ "อาการหนักมาก" ฝ่ายเมียรู้ว่าขืนทนอยู่กับผัวเผด็จการต่อ อาจเหลือแต่ซากซี่โครงปราศจากวิญญาณ และอาจถึงขั้นตายทั้งเป็น

นักสิทธิมนุษยชนจะไกล่เกลี่ยคดีนี้อย่างไร?

หรืออันที่จริงท่านเป็นทนายของฝ่าย "ครอบครัว" หรือเป็นทนายของฝ่าย "ผัวเผด็จการ" แต่ปลอมตัวมาเป็น "คนกลาง" ที่เห็นว่าทางออกของปัญหาไม่ใช่เรื่องผัวเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ

แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้าเมียไม่ลืมหุงข้าว!



.