http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-03-24

ศิลา: บางบาล/ ทราย: สวัสดีแอนดรูว์/ นพ.ประเสริฐ: Zenith

.

บางบาล
โดย ศิลา โคมฉาย คอลัมน์ แตกกอ-ต่อยอด
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1649 หน้า 62


แม้จะพูดไม่ได้ว่า รู้จักดี แต่ผมก็คุ้นเคยกับบางบาลไม่น้อย
เพราะรกรากฝ่ายแม่ของคนใกล้ตัว ทั้งวงศ์วานว่านเครือปักหลักอยู่ที่นั่น ด้วยสายสัมพันธ์แบบไทยบ้านนอกก่อนเก่า นับญาติ จัดลำดับศักดิ์กันจริงจัง
ทำให้มีเหตุต้องเดินทางไปบางบาลปีละหลายหน
แถมอาจเลยไปถึงบางพื้นที่ของเสนา ที่สายญาติขยับขยายออกไปสร้างครอบครัวทำมาหากิน กระทั่งลึกเข้าไปถึงหัวเวียง เพื่อนพ้องรุ่นน้องเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง มีพื้นเพอยู่ถิ่นนี้ เคยไปร่วมพิธีบวชเรียนของเขา
ไปซอกแซกเที่ยวทางน้ำในบางคราว

นอกจากได้เห็นวิถีชีวิตคนที่ราบลุ่มภาคกลางที่ผูกติดอยู่กับแม่น้ำลำคลอง บางทีได้เพลินฟังเพลงวงปี่พาทย์ เพลงที่คุ้นหูมาจากหนังโหมโรง กังวานแผ่วผ่านข้ามน้ำมาจากวัดฝั่งตรงข้าม
บางบาลเคยมีชื่อเป็นถิ่นของครูบาอาจารย์ดนตรีไทย
ผมถึงได้รู้จักเส้นทางหลัก ในพระนครศรีอยุธยาอยู่บ้าง โดยเฉพาะจากกรุงเทพฯ ไปบางบาล หากมุ่งไปยังเกาะเมือง มีถึงสองเส้นทางผ่านอำเภอนี้ผ่านไปถึงเสนา และผักไห่
หรือจะเป็นทางสาย สามโคก-เสนา กับอีกสาย ปทุมฯ-บางไทร-บางปะหัน


ลูกสาวคนเล็กของผมก็คุ้นเคยบางบาล แกยินดีที่ได้พบยาย...ซึ่งเป็นป้าของแม่ตัว ไม่ใช่เพราะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดในสายญาติ เป็นคนแก่ใจดี

แต่ยายของเธอเป็นคนจากประวัติศาสตร์แบบเข้มข้น ชนิดลูกหลานใกล้ชิดนินทากันว่า ต้องเป็นคนยุคเสียกรุงให้พม่ากลับชาติมาเกิด เพราะมีความเคืองแค้น เกลียดชังชนชาติที่เคยเป็นศัตรูฝังใจ ชนิดข้ามภพชาติยังไม่ยอมเลิกรา

ในโรงงานทำอิฐอุตสาหกรรมสำคัญของบางบาล คนงานไม่น้อยเป็นแรงงานต่างชาติชาวพม่า ยายมองคนพวกนี้ว่า อาจเป็นพวกกลับมาชดใช้กรรม ที่เผาทำลายกรุงศรีอยุธยาพินาศเมื่อหลายร้อยปีก่อน ต้องพลัดบ้านเมืองมา เผาอิฐให้คนอยุธยาสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่

ยายมีความชังขั้นไม่ยอมขายกล้วยน้ำว้าสุกเหลืองตรงริมรั้วให้คนพวกนี้กิน ยินดีจะปล่อยให้เป็นอาหารนก กระรอก กระแตมากกว่า คราหนึ่งลูกชายซึ่งเป็นนายทหารประจำอยู่ทางเหนือ มารับตัวยายไปเที่ยวแม่สาย ขณะใครต่อใครข้ามฝั่งไปถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์ บุเรงนอง ยายปฏิเสธเด็ดขาด
กูไม่มีวันเหยียบแผ่นดินมัน!
"ที่บางบาลมีบ้านระจัน ผู้คนอพยพหนีตายกันลงมาจากเมืองสิงห์ในครั้งโน้น ตระกูลเราสืบเชื้อสายมา..." ยายมักเล่าให้หลานเหลนต่างถิ่นฟัง
ทีท่าจริงจังจนผู้รับฟังสะท้านใจ


ผมคิดถึงหัวจิตหัวใจยาย และอาจจะเป็นของชาวบางบาลที่เด็ดเดี่ยวนัก เพราะยินยอมให้ใช้พื้นที่ตน อันหมายถึงบ้านช่องห้องหอ ทุ่งท่าที่ทำกินเป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูน้ำหลาก

เป็นแก้มลิงให้รัฐบาลพักน้ำ

พร้อมจะใช้ชีวิตดำเนินไปในวิถีของมนุษย์น้ำ แช่จมบาดาลนานเดือน เพื่อให้ฝ่ายผู้มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ควบคุมค่อยระบายให้เป็นไปตามช่องทางที่กำหนด และควรจะเป็นแบบเอาอยู่จริงๆ

ข้อเสนอแลกเอาเป็นสิ่งตอบแทนของพวกเขา เท่าที่สดับในสื่อโทรทัศน์ เรียบง่ายเสียจนต้องนับถือน้ำใจ คือถ้าต้องรับน้ำแล้วทำนาปีไม่ได้ ก็ขอให้ช่วยจัดการบริหารน้ำให้ทำนาปรัง ได้ปีละ 2 ครั้ง และช่วยเหลือ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ ความรู้ เทคโนโลยี เพื่อยกระดับเพิ่มปริมาณผลผลิต
ทำนาน้อยครั้งลง แต่ข้าวต่อไร่ควรได้ผลมากกว่าเดิม
การจ่ายเงินชดเชยต้องเข้าใจวิถีชีวิตพื้นถิ่น เกษตรกรไม่น้อยต้องเช่าที่ทำนา ถ้าจ่ายชดเชยสูงกว่าค่าเช่า เจ้าที่ดินจะปล่อยที่ทิ้งให้น้ำท่วม นอนรอเงินชดเชยสบายๆ

พวกเขาขอให้เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในพื้นที่ ไหนๆก็มีน้ำแช่ขังอยู่แล้ว ในฤดูเช่นนี้อาจเป็นช่องทางทำกิน ทำมาค้าขาย มิให้เวลาสูญเปล่า

เรื่องปลีกย่อยอื่นๆ เห็นแค่รัฐอาจเข้าไปช่วยดีดยกพื้นบ้าน ศาลาวัด ให้สูงขึ้นพอพ้นน้ำ...
แต่ละเรื่องล้วนอยู่ในวิสัย ไม่มีอะไรกดดัน



ผมนึกถึงบางบาลในวันที่มีแต่ข่าวคราวว่า รัฐต้องหาพื้นที่รับน้ำให้ได้ 3 ล้านไร่ งบประมาณป้องกันน้ำท่วมมีอยู่เต็มมือต้องผลักดันให้ใช้ข่าย การป้องกันนิคมอุตสาหกรรม การเดินสายสร้างความเชื่อมั่น รับประกันปลอดอุทกภัยต่อต่างประเทศ นักลงทุน
ผมไม่รู้และไม่อยากรู้รายละเอียด แผนที่จะปฏิบัติจัดการต่อประชาชนในพื้นที่รับน้ำ
ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน

เพียงแต่อยากจะบอกว่า จำเป็นจะต้องลงมือดำเนินการอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมโดยเร็ว อย่าซ้ำรอยฤดูน้ำหลากปีก่อน ตั้งแต่ต้นจนจบผู้นำมีแต่พล่ามกว้างๆ ซ้ำซากว่า ผันน้ำไปทางตะวันออก...ผันน้ำไปทางตะวันตก...เป็นนกแก้วนกขุนทอง หากไม่เกิดผลทางการปฏิบัติ

ขณะประชาชนต้องแช่น้ำร่วมสองเดือนจนเน่าสนิท

อันที่จริงหากบางบาลเป็นพื้นที่รับน้ำ ที่นั่นยังมีโรงเรียนให้ต้องคิดจัดการเรื่องการเรียนการสอน ยังมีวัดเก่าแก่ วัดสำคัญๆ พระเกจิอาจารย์ขึ้นชื่อลือเลื่อง ไม่ว่าหลวงพ่อปาน หลวงพ่อจง หลวงปู่ทิม...

ที่สำคัญมีคนอย่างยาย...ที่พร้อมจะรักและแค้นข้ามภพชาติ



++

สวัสดีแอนดรูว์
โดย ทราย เจริญปุระ charoenpura@yahoo.com คอลัมน์ รักคนอ่าน
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1649 หน้า 80


ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบการอ่านเท่ากับการบันทึกภาพหรือเปล่า
แต่ในเมื่อเธอถ่ายทอดเรื่องของเธอถึงฉันผ่านสิ่งที่เธอชอบแล้ว
ฉันก็อยากถ่ายทอดเรื่องของฉันผ่านสิ่งที่ฉันชอบบ้าง

สิ่งที่อยู่กับฉัน เป็นเพื่อนของฉัน และพาฉันผ่านวัยวันร้ายๆ ในชีวิต
นั่นคือการเขียนและการอ่าน


จริงอยู่ว่าเมื่อหวนกลับไปมองนั้น ชีวิตฉันอาจไม่แย่เท่าเธอที่มีแม่ป่วยและพ่อที่ไม่เพียงแต่จะขี้เหล้าเมาพร่ำเพรื่อแต่หัววัน เขายังร้ายยิ่งไปกว่านั้นโดยการหาเรื่องตบตีเธอ
แต่มันก็ไม่สนุกนักหรอกกับการเป็นเด็กอ้วนๆ ที่เรียนโรงเรียนเดียวกับพี่สาวซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ไปแล้วและมีพ่อเป็นผู้กำกับฯ ชื่อดัง
เธออาจอยากเป็นใครสักคนที่มีคนจำได้ คุยได้
เป็นคนน่าคบในระดับหนึ่งที่ไม่ต้องถึงขั้นเป็นหนุ่มยอดนิยมแต่อย่างใด

เด็กที่รู้ตัวตั้งแต่แรกว่าเป็นคนนอกอย่างเรานั้นเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แล้ว
ฉันเข้าใจเพราะฉันก็เป็นเหมือนกัน
มันก็อาจเป็นความเจียมเนื้อ
เจียมตัวอย่างที่เหมือนมีคนเคยกล่าวไว้อย่างอหังการว่า "ความเรียบร้อยและ มารยาทดีนั้นมากับความเป็นคนอีกชนชั้นหนึ่ง คนที่ร่ำรวยและมีเครื่องอำนวยความสะดวกในชีวิตมากพอไม่จำเป็นต้องสุภาพเรียบร้อยขนาดนั้น"

ดูสิ ทั้งที่มันติดอยู่ในใจฉันถึงเพียงนี้ ฉันก็ยังจำไม่ได้เลยว่ามันมาจากหนังสือเล่มไหนที่ฉันเคยอ่าน



ฉันเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถูกทิ้ง
ถูกทิ้งทั้งจากโลกของผู้ใหญ่และเข้าไปไม่ได้ในโลกของเด็ก
รอยต่อเชื่อมที่กว้างขวางและเชี่ยวกรากนี้ทำให้ฉันสับสน

ที่ข้างนอกนั่นเขามีกองถ่าย
ใครต่อใครเดินกันวุ่นวายสับสน
ฉันอยู่ในกองถ่าย แต่ก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในนั้นจริงๆ ไปพร้อมๆ กัน
มันเป็นโลกที่ทุกคนมีงานทำ
ส่วนฉันไม่มีอะไรทำ

ไม่มีใครมาคาดหวังว่าฉันจะต้องทำอะไร แต่ฉันก็อยากมีที่ทางของฉันบ้าง
ฉันไม่เคยเข้าใจว่าแม่จะพาฉันมากองถ่ายทำไม ในเมื่อฉันก็มีที่นั่งเพียงที่เดียว คือตรงขาตั้งไฟ
นั่งเงียบๆ และจมเข้าไปในหนังสือที่ฉันจะเป็นอะไรก็ได้ อยู่ที่ไหนก็ได้
ที่ไม่ใช่ที่นี่



ที่โรงเรียนฉันถูกชวนคุยทุกวัน

เหมือนที่เธอมีกล้องแล้วคนเข้ามาคุยนั่นล่ะ

แต่ของฉันคือชื่อของพี่ และชื่อของพ่อ

ฉันไม่รู้จะตอบอะไร ก็ได้แต่พูดความจริง

เพื่อจะมาเรียนรู้ว่าไม่มีใครเขาชอบฟังความจริงกันหรอก

มันไม่ตรงกับคำตอบแสนหวานที่เขาคิดไว้

พวกเขาก็ยังคงพูดถึงฉันอยู่บ้าง

เป็นฉันที่มีความเกี่ยวข้องกับคนที่น่ารู้จักแต่ดันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้นเลย



แรกๆ ฉันใช้วิธียิ้มแย้ม
ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่น่าอยู่ใบนั้น โลกที่มีเพื่อนที่แสนจะโด่งดังคนหนึ่งอยู่ตรงกลาง แล้วจะให้ฉันอยู่ซ้าย ขวา หรือข้างหลังก็ได้

แม่เล่าให้ฟังตอนฉันโตแล้วว่าซื้อดินสอสีให้ฉันกล่องหนึ่ง
และอีกกล่องหนึ่ง
และอีกกล่องหนึ่ง

ด้วยความข้องใจของคนเป็นแม่ เธอบุกไปถึงโรงเรียนเพื่อจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ครูจึงบอกว่าฉันเอาดินสอสีแจกเพื่อนในห้องคนละแท่ง
วัยเยาว์ไม่เคยบอกเราเลยว่าดินสอสีนั้นไม่เคยพอสำหรับมิตรภาพ
แม่นึกว่าฉันจำไม่ได้
และฉันก็ไม่เคยบอกแม่ว่าฉันไม่เคยลืม
ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างเงียบๆ


ฉันร้องไห้ให้เธอนะแอนดรูว์
ฉันรู้ในทีหลังว่าความหมกมุ่นบางชนิดนั้นทำให้เราเป็นคนพิเศษ
จริงๆ แล้วคือ-เหมือนจะ-พิเศษน่ะ เราไม่สามารถหลอกใครได้ว่าเราเปลี่ยนไปแล้ว จริงๆ เรายังเป็นเด็กคนเดิมคนนั้นที่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลเหมือนเดิม

เพียงแต่เรามีเครื่องมือบางอย่าง เครื่องมือที่พิเศษกว่าคนอื่น
พอมีแล้วเราก็จะเป็นคนคนหนึ่งที่ทุกคนรู้เรื่องของเรา แต่ไม่เคยรู้จักเราจริงๆ

และเมื่อเราเป็นคนพิเศษแล้ว เราก็ยิ่งเล่าให้ใครฟังไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิต
คนพิเศษนั้นต้องเพียบพร้อมสิ, จริงไหม?

ไม่มีใครสิวขึ้น ปวดท้องประจำเดือน ไม่เคยมีเซ็กซ์กับสาว หรืออะไรเห่ยๆ แบบนั้นหรอก
เราต้องเจ๋งกว่านั้น
และนั่นก็ยิ่งทำให้เราโดดเดี่ยว

เราเล่นกับมัน เราลองกับมัน เราสำรวจความพิเศษนั้นในทุกแง่มุม

มันอาจเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ทำให้เธอรู้จักใช้พลังของเธอมากที่สุดในกลุ่ม

ก็พวกที่ชีวิตดีอยู่แล้วจะมาค้นหาอะไรเพิ่มเติมกันเล่า เขาอาจจะผละออกจากมันไปง่ายๆ ไปสู่ครอบครัว ไปสู่เพื่อน ไปสู่คนรักที่ล้อมหน้าล้อมหลัง

ในขณะที่เราไม่มีอะไรเลย

นอกจากความพิเศษที่ต่อให้เรารู้ว่าเรามีมันอยู่กับตัว เราก็ยังไม่มั่นใจหรอก

เราถึงต้องลองมันบ่อยๆ เรียกมันมาใช้เรื่อยๆ สำรวจซอกมุมของมันว่ามันเป็นของเราจริงๆ

และไม่หายไปจากเราเหมือนข้าวของและคนอื่นๆ ในชีวิต



ใครเลยจะหยั่งรู้
ฉันอาจเป็นยิ่งกว่าเธอถ้าได้รับพลังนั้นมา
ฉันอาจฆ่าคนเป็นผักปลาและจบลงด้วยความตาย
จะว่าไปฉันก็ทำมันนะ

แต่มันก็อยู่แค่ในหัว
ในห้องสมุดเงียบๆ ของโรงเรียนที่ไม่เคยรักฉัน



++

ฅนปริศนา Zenith : ชีวิตที่ทางแยก
โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คอลัมน์ การ์ตูนที่รัก
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1649 หน้า 75


ฅนปริศนา ผลงานของ ซาโตชิ โยชิดะ ลิขสิทธิ์ของวิบูลย์กิจ เล่ม 3

ผู้เขียนเล่าเรื่องตามสไตล์หนังเอ็กซ์ไฟล์ นั่นคือมีโครงเรื่องหลักและเรื่องย่อยๆ คู่ขนานกัน โครงเรื่องหลักมีตัวเอกสองคน คนหนึ่งคือชายผมสีเงินใส่สูทถือกระเป๋า บางคนเรียกเขาว่ายมทูต เขาปรากฏตัวขึ้นตามที่ต่างๆ อย่างลึกลับ คอยเอาชีวิตผู้คนที่ไม่ควรจะมี!

อีกคนหนึ่งชื่ออินุนุมะ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ตามล่าชายผมสีเงินและเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้น เขามีปมหลังแบบเดียวกับ ฟ็อกซ์ โมลเดอร์ ขณะที่โมลเดอร์คอยตามหาน้องสาวที่ถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว เขาตามหาน้องชายซาโตรุที่หายไปอย่างลึกลับตั้งแต่เล็กเช่นกัน การหายตัวไปของซาโตรุเกี่ยวพันกับการปรากฏของวัตถุลึกลับบนท้องฟ้าซึ่งมีบางคนเท่านั้นที่เคยเห็น

หลังจากอ่านด้วยความสับสนสักพักจึงจับใจความได้ว่าเมื่อมีใครบางคนเห็นวัตถุลึกลับบนท้องฟ้าคือที่จุดเซนิธ จะมีคนตายฟื้นขึ้นมา คนตายนั้นจะอยู่ได้หกวันเพื่อสะสางเรื่องบางเรื่อง ชายผมสีเงินมีหน้าที่ติดตามคนตายและปลิดชีวิตมันอีกครั้งในวันที่หก

เรื่องย่อยแต่ละเรื่องเกี่ยวกับคนตายฟื้นขึ้นมาเพื่อชำระหนี้ทางใจที่คั่งค้างหรือภารกิจที่ยังไม่สิ้น

คราวหนึ่งคนตายที่ฟื้นมาไล่ฆ่าคนอีกหลายคน หรือระบบที่กำกับจักรวาลกำลังเกิดปัญหา

เซนิธ (zenith) หมายถึงจุดสูงสุดบนท้องฟ้าตามเส้นสมมติของตำแหน่งใดๆ โดยนิยามจุดเซนิธจึงมีจุดเดียวสำหรับแต่ละเส้นและแต่ละตำแหน่ง จะโดยนิยามอย่างเคร่งครัดหรือด้วยการเล่นตลกกับนิยามก็ตามจุดเซนิธจึงสามารถมองเห็นได้เฉพาะคน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาว่าจุดสูงสุดบนท้องฟ้าหมายถึงตรงไหน เป็นขอบเขตของฟ้าตามที่สายตามองเห็นหรือชั้นบรรยากาศชั้นไหนที่ห่อหุ้มโลก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาเรื่องผิวโลกที่ตะปุ่มตะป่ำ เส้นที่ลากผ่านจุดเซนิธควรตั้งฉากกับผิวโลกหรือลากผ่านจุดศูนย์กลางของโลกหรือทั้งคู่

ชื่อหนังสือจึงเป็นชื่อที่ชาญฉลาด วัตถุลึกลับปรากฏให้เห็นได้เฉพาะคน


เล่มสามบทที่สิบสาม ตอนการกลับมาพบกันใหม่ครั้งที่ 13

เล่าเรื่องประธานบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งซึ่งมีความสามารถพิเศษเล่นมายากล เขากำลังเผชิญแรงกดดันจากบอร์ดให้ควบรวมบริษัทนั่นหมายความว่าต้องปลดพนักงานออกจำนวนมาก
"ถ้าเป็นภรรยาของฉัน เธอจะว่ายังไงบ้างนะ" ประธานเดินเหม่อข้ามถนนถูกรถชนล้มลงไป เขานอนหงายมองขึ้นท้องฟ้า เขาเห็นวัตถุลึกลับลวดลายพิศวงปรากฏขึ้น

เขาฟื้นอีกครั้งบนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล "นี่ไม่ใช่ร่างกายของคุณคนเดียวนะคะ" อดีตภรรยาของเขาปรากฏตัวข้างเตียง หน้าตายิ้มแย้ม เตือนให้เขาดูแลตัวเองด้วย ประธานรีบกลับบ้านอย่างเร็วและพบว่าเธอรออยู่ที่บ้านแล้ว "ถ้าเหลือคุณคนเดียวแล้วจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ" คือคำพูดสุดท้ายของภรรยาก่อนตายเมื่อหลายปีก่อน
"ซึ่งในความเป็นจริงผมก็ใช้ชีวิตตามลำพังไม่ได้จริงๆ" ประธานเล่าให้ผู้อ่านฟัง "เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งเธอถึงกลับมาหาผม"

ประธานใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาอีกครั้งอย่างมีความสุขเป็นเวลาหกวัน เธอแต่งกายชุดเดียวกับวันสุดท้ายของชีวิต ชวนเขาคุย ทำอาหารให้เขา เลือกเน็คไทให้เขา ให้เขาเชิญชายผมสีเงินเข้าบ้าน เห็นใจกับชะตากรรมของชายผมสีเงินที่จำอดีตของตนเองไม่ได้ จนกระทั่งถึงวันที่หกที่ท่านประธานต้องตัดสินใจเรื่องบริษัท ก็เป็นภรรยาที่ให้ข้อคิดแก่เขา

หลังจากไปที่ทำงานเพื่อตัดสินใจเรื่องควบรวมบริษัทแล้ว ท่านประธานรีบกลับมาหาภรรยาอีกครั้ง เธอยืนรอเขาอยู่ที่ทางแยกซึ่งสองคนพบกันครั้งแรก
"จิสึโกะ จิสึโกะ" ท่านประธานวิ่งมา
"คุณคะ ถึงต้องอยู่คนเดียวก็ไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ยคะ" เธอพูด
ชายผมสีเงินปรากฏตัวข้างหลังเธอ ยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อดับเธออีกครั้งหนึ่ง



สามสิบปีก่อน ท่านประธานยืนอยู่ที่ทางแยก เขาลังเลว่าควรไปทางขวาหรือไปทางซ้าย "ชีวิตของมนุษย์นั้นมักมีทางแยกจำนวนมากปรากฏขึ้นตรงหน้า ทางซ้ายหรือทางขวา ยิ่งใช้ชีวิตนานเท่าไรตัวเลือกยิ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆ" เขาฝันจะไปจากบ้านเพื่อไปเป็นเซลส์แมนผู้ยิ่งใหญ่แต่ตอนนี้เขาเลือกไม่ถูกจึงตัดสินชะตาด้วยการเล่นมายากล ผู้หญิงคนหนึ่งปรบมือชมเชย นับจากนั้นเธออยู่เคียงข้างเขามาตลอดยามที่เขาไม่รู้จะไปทางขวาหรือทางซ้าย

ภรรยาให้ข้อคิดแก่เขาข้อหนึ่งว่าหนทางที่เขาเลือกควรเป็นหนทางที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น

ชีวิตของคนเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในแต่ละวันเรามีทางให้เลือกสองสามทางเสมอและเรามักไม่รู้หรือลังเลว่าควรไปทางไหน โดยทั่วไปคนเราต้องเลือกสักทางแล้วจะพบว่ามีปัญหาอุปสรรครออยู่

คนที่สุขภาพจิตดีมักไม่คิดว่าที่รออยู่เป็นปัญหาอุปสรรคเพราะที่แท้แล้วหากเราเลือกอีกทางหนึ่งก็จะต้องพบอุปสรรคของเส้นทางนั้นอยู่ดี ความจริงคือเราไม่รู้ว่าอุปสรรคของเส้นทางไหนที่ร้ายแรงกว่ากัน ทั้งนี้ ยังไม่นับว่าพลันที่พบอุปสรรคก็จะมีทางแก้อีกสองสามทางให้เลือกอีก และจะเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ไป

การพบปัญหาอุปสรรคจึงเป็นเรื่องธรรมดา คนที่สุขภาพจิตดีมักคิดเรื่องโชคดีที่โชคร้าย นั่นคือดีแล้วที่เดินมาทางนี้ หากไม่มาทางนี้ไปทางนั้นจะพบเรื่องร้ายแรงกว่า วันนี้พบโชคร้ายไม่แน่นักจะมีโชคดีที่ทางแยกย่อยตรงข้างหน้า

อุปสรรคบนทางแยกเหล่านี้เปรียบเสมือนจุดเซนิธของคนแต่ละคนด้วย นั่นคือเป็นประสบการณ์ตรงของใครก็ของใครไม่เกี่ยวกัน

คนที่สุขภาพจิตไม่ดีมักมีสองลักษณะ คือพบทางแยกแล้วไม่ยอมเลือกอะไร นั่งอยู่ตรงทางแยกนั้นไม่ตัดสินใจอะไร ไม่ยอมไปไหน แล้วมาบ่นว่าตนเองไม่มีโอกาส โชคไม่ดี ฟ้ากลั่นแกล้ง

อีกลักษณะหนึ่งคือเลือกแล้วพบอุปสรรคปัญหาก็ตีโพยตีพายไม่ยอมรับหนทางที่ตนเองเลือก ไม่ยอมรับผลของการตัดสินใจของตนเอง เอาแต่โทษพ่อแม่สามีภรรยาหรืออื่นๆ ไปตามเรื่อง เมื่อเอาแต่โทษคนอื่นเสียแล้วก็เสียโอกาสพัฒนาตนเอง

ชีวิตคนเรามีโอกาสแก้ตัวเสมอ เสมือนคนตายที่ฟื้นมาได้หกวัน เหตุที่ว่าคนเราแก้ตัวได้เสมอเพราะมีทางแยกอยู่ตรงหน้าในทุกขณะ อยู่ที่จะเห็นหรือไม่และจะเลือกสักทางหรือไม่



.