http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-03-05

ปีนี้ไม่มีรัฐประหาร..แต่ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน โดย มุกดา สุวรรณชาติ

.

ปีนี้ไม่มีรัฐประหาร... มีแต่การบ่อนทำลาย แต่ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน
โดย มุกดา สุวรรณชาติ คอลัมน์ หลักศิลา กลางน้ำเชี่ยว
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 02 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1646 หน้า 20


ภาพคนเสื้อแดง ที่มาชุมนุมเต็มหุบเขา ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ภายใต้ชื่อ หยุดรัฐประหาร...เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ STOP COUP ทำให้ทีมวิเคราะห์ต้องทบทวนสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองอีกครั้ง

และได้ข้อสรุปว่า การชุมนุมครั้งนี้ เป็นการฉีดวัคซีนป้องกันการรัฐประหาร แม้ว่าจะไม่มีในช่วงนี้ก็ตาม เหมือนเราฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แม้จะไม่ถูกหมาบ้ากัด แต่เรารู้ว่าบ้านเรายังมีหมาบ้าอยู่จึงต้องป้องกัน

และยังเป็นการให้ยาบำรุงกำลัง(ใจ)แก่มวลชนเสื้อแดง เป็นการใส่ยาสมานแผล ทั้งแผลใจแผลกาย

แม้การต่อสู้ยังแหลมคมและต้องใช้เวลาอีกยาวนาน แต่ทีมวิเคราะห์ประเมินว่าจะไม่มีการรัฐประหารเพื่อชิงอำนาจรัฐในช่วงเวลานี้ ผู้ที่มีอำนาจจริงไม่อยากทำ มีแต่พวกลูกสมุนบางกลุ่มอยากทำ...

ผู้วิเคราะห์ให้เหตุผลดังนี้...



สิ่งที่กลุ่มอำนาจเก่าเคยทำ...
ไม่ใช่ความสำเร็จ
แต่เป็นความผิดพลาดซ้ำซ้อน

เรื่องจริงที่เหมือนภาพยนตร์ ถึงเวลานี้เพิ่งจะจบภาค 1 มีนายกฯ หญิงมาเป็นตัวนำในภาค 2 วันนี้มีหลายเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายคิดอยากจะทำแต่ทำไม่ได้ ไม่ว่าการต่อสู้นั้นจะถูกบังคับโดยสภาพแวดล้อมอย่างไรก็ตาม ก็ได้เร่งการเปลี่ยนแปลงของสังคมให้เดินหน้าเร็วยิ่งขึ้น

ตัวเร่งสำคัญคือกลุ่มอำนาจเก่าที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งไปหลงเชื่อกุนซือที่ต้องการประโยชน์ส่วนตัว จึงเดินเกมพลาดมาตั้งแต่ปี 2548

และเดินแนวทางผิดในการทำรัฐประหารในปี 2549 พร้อมกับคิดว่าชนะแล้ว กว่าจะรู้ตัวว่าประชาชนไม่เอาด้วยก็แพ้เลือกตั้ง ปี 2550 ทั้งๆ ที่เอาเปรียบคู่แข่งทุกด้าน จึงต้องแก้เกมโดยยึดอำนาจด้วยตุลาการภิวัฒน์

นั่นคือความผิดพลาดซ้ำครั้งสำคัญซึ่งจะมีผลต่อระบบยุติธรรมและผู้เกี่ยวข้องในอนาคต อำนาจตุลาการถลำลงมาในบ่อโคลนการเมืองอย่างเต็มตัว

สิ่งที่ประชาชนมองเห็นตลอด 5 ปีมานี้คือมีคนบางกลุ่มสร้าง'กระบวนการอยุติธรรม'ขึ้นเพื่อให้บรรลุจุดหมายทางการเมือง ทำให้เกิดกลุ่มคนเสื้อแดงมาประท้วง และกลุ่มอำนาจเก่าก็ทำผิดซ้อนเข้าไปอีกโดยการล้อมปราบ ในปี 2553 เกือบ 100 ชีวิตที่ดับไปและเลือดที่นองท้องถนน เหมือนปูนซีเมนต์ที่เชื่อมเม็ดทรายและก้อนหินแบบคนเสื้อแดงไว้ด้วยกัน

ถนนดินแดงธรรมดากลายเป็นถนนคอนกรีต ทำให้การเปลี่ยนแปลงขยายตัวไปเร็วยิ่งขึ้น และมากขึ้นจนน่ากลัว

การกระทำที่ส่งผลต่อคนทั้งประเทศวันนี้จะส่งผลถึงอนาคตของแต่ละคน มีคนบอกว่าให้คอยดูชะตากรรมของอดีต ผบ.ทบ. 3 คน ในอีก 4 ปีข้างหน้า ทั้ง พล.อ อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูว่าการตัดสินใจของพวกเขาจะทำให้ชีวิตใครมีความสุขกว่ากัน

คนที่มียศมีศักดิ์ มีอำนาจ มีทรัพย์สิน เมื่อมีบทเรียนและเห็นจุดอ่อน จะไม่ยอมทำอะไรที่โง่ๆ อย่างง่ายๆ ให้ตนเองเสียหายซ้ำซาก พวกเขาไม่ยอมเสี่ยงในขณะที่พวกหัวรุนแรงอยากเสี่ยง อยากทำ


พวกที่หัวรุนแรงคิดทำอะไร?
และทำไมทำไม่ได้?

ความต้องการของกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองทั้งสองฝ่ายในวันนี้คือกวาดล้างอีกฝ่ายให้หมดไป เพราะพวกเขาไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง อยากปกครองแบบที่ตัวเองต้องการ

แต่ในความเป็นจริง เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะสภาพการเมืองการปกครองในวันนี้ ทั้งสองฝ่าย ยืนอยู่บนอำนาจผสมซึ่งมีการถ่วงอำนาจกันด้วยกำลังคน กำลังปืน กำลังเงิน และการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ

ฝ่ายอำนาจเก่ามีฐานหลากสีคือเหลือง, ฟ้า, เขียวบางกลุ่ม, ดำบางกลุ่ม

อีกฝ่ายมีสีแดง แดงอ่อน แดงเข้ม แดงดำ เหยี่ยวสองกลุ่มคิดคล้ายกัน แต่อยู่คนละฝ่าย...


1. กลุ่มหัวรุนแรงที่สนับสนุนอำนาจเก่าต้องการให้มีการรัฐประหาร การรัฐประหารจะมาจากใคร ทหารกลุ่มไหน หรือมีคนกลุ่มอื่นร่วมด้วยก็ได้ พวกเขาประกาศเรียกร้องการรัฐประหารอย่างเปิดเผยและต้องการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามให้หมด หลังจากนั้นจะปกครองด้วยระบบอะไรก็ได้ ซึ่งคงต้องย้อนกลับไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือนานกว่านั้น

แต่สภาพการเมืองวันนี้ มีพวกเดียวกันที่ฉลาดกว่า รู้ว่านั่นเป็นวิธีโบราณที่จะไม่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและจะได้รับการต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มหัวรุนแรงสีแดงฉวยโอกาสตอบโต้ด้วยกำลังทันที

และสถานการณ์อาจขยายตัวออกเป็นสงคราม ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถหาอาวุธปืนได้เป็นแสนๆ กระบอกภายในเวลาไม่นานนัก

ผู้วิเคราะห์จึงประเมินว่า วิธีนี้คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ แม้กลุ่มอำนาจเก่าบางส่วนก็เกรงว่าจะกระทบผลประโยชน์ที่ตัวเองมีอยู่อย่างมากมายและในสภาพที่กำลังยังก้ำกึ่งถ้าเพลี่ยงพล้ำไป ไม่เพียงไม่สามารถรักษาทรัพย์สมบัติได้ แม้ชีวิตตนเองและครอบครัวก็จะต้องตกอยู่ในอันตราย

สรุปว่ามีบางกลุ่มคิด แต่ไม่มีใครทำหรือยอมให้ทำ


2. พวกที่ยังอยากรักษาอำนาจเดิมไว้อีกกลุ่มหนึ่ง ยังติดใจในยุทธวิธีตุลาการภิวัฒน์ คิดว่านี่เป็นวิธีที่จะหลอกผู้คนได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ผู้วิเคราะห์มองว่าถ้าใช้ตุลาการภิวัฒน์ ในครั้งนี้จะมีคนออกมาต่อต้านจำนวนมากเช่นกัน และการต่อต้านจะลุกลามไปสู่ระบบยุติธรรมทั้งหมด คาดได้ว่าจะถึงขั้นยกเครื่องทั้งระบบ คนที่เกี่ยวข้องและที่อยู่ในวงการ จะถูกขุดคุ้ยความผิดพลาด การทำงานในอดีตขึ้นมาเพื่อหาจุดอ่อนและขับให้พ้นทาง เพราะนี่คือการเมือง ถึงเวลานั้นแม้อยู่ได้แต่ใครจะนับถือ

วันนี้ตุลาการภิวัฒน์จึงไม่ง่ายเหมือนเดิมเพราะประชาชนไม่เชื่อถือแล้ว ถ้านำมาใช้ โอกาสพังมีถึง 80%

วิเคราะห์ได้ว่า ตุลาการภิวัฒน์คงนำมาใช้ยึดอำนาจรัฐไม่ได้ในช่วงนี้ แต่อาจมีกรณีที่คู่แข่งใช้องค์กรอิสระ หรือศาลบางแห่ง เพื่อกล่าวหาฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายการเมือง ซึ่งอาจทำให้ตัวบุคคลหรือการงานเสียหายได้


3. ความต้องการปฏิวัติด้วยกำลังประชาชน ของพวกเหยี่ยวแดง พวกเขารำคาญและไม่อดทนต่อความคิดเห็นที่รู้สึกว่าล้าหลังของคนสีอื่น ทั้งยังรู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่ได้รับความยุติธรรม และต้องการล้างแค้น

ดังนั้น ถ้ามีแนวทางปฏิบัติแบบข้อ 1 และข้อ 2 ของกลุ่มอำนาจเก่า พวกเขาจะปลุกความไม่พอใจของคนส่วนใหญ่ ลากพาสถานการณ์เข้าสู่การปฏิวัติด้วยกำลัง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่การต่อต้านจะขยายตัว จากแบบธรรมดา ไปสู่การใช้กำลังและอาวุธในที่สุด

วิเคราะห์ได้ว่าถ้าไม่มีเงื่อนไขข้อ 1 และ 2 การปฏิวัติด้วยกำลังจะไม่เกิดง่ายๆ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้ความรุนแรง แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง

ดังนั้น โอกาสปฏิวัติด้วยกำลังจึงขึ้นอยู่กับการเลือกทางเดินของกลุ่มอำนาจเก่าว่าจะเปิดประตูให้พวกเหยี่ยวแดงฉวยโอกาสหรือไม่


4. การทำลายศรัทธา ทำลายความน่าเชื่อถือ และผลงานของรัฐบาล การต่อสู้ทางการเมืองตามช่องทางประชาธิปไตยคือความเป็นไปได้จริง ที่กำลังเกิดขึ้นจริงเพราะสามข้อแรกอยู่ในความคิดของคนบางกลุ่ม แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะทำได้

วันนี้เราจึงพบเห็นการต่อสู้ที่ เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แสดงผ่านสื่อสารมวลชน และผ่านการถกเถียงกันในสภา

ไม่ว่าจะใช้สำนวนโวหารที่คมคาย คำหวาน คำหยาบ คำด่า การประท้วง ซึ่งเป็นเพียงผิวของภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร ส่วนที่ไม่ได้ยินและมองไม่เห็นยังสู้กันอยู่ใต้น้ำคือการที่กลุ่มอำนาจเก่าพยายามล้มรัฐบาลตามเงื่อนไขทางกฎหมาย ตามวิถีทางรัฐสภา ถือเป็นการเล่นในเกม โดยอาศัยจุดอ่อนในการบริหารงาน อาศัยข้อกฎหมายการตีความ ยื่นเรื่องราวผ่านองค์กรอิสระและศาลต่างๆ

สิ่งเหล่านี้ผู้วิเคราะห์มองว่าคงทำได้แค่ปัดแข้งปัดขาให้รัฐบาลทำงานได้ช้าลง

วันนี้เราจึงเห็นการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก. การยื่นกระทู้ในสภา การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. สอบ ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินสอบ

แต่ผู้วิเคราะห์ประเมินว่า ต่อให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ ลาออกหรือเลือกตั้งใหม่ ถ้าประชาชนรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยถูกกลั่นแกล้ง พรรคเพื่อไทยก็จะถูกเลือกกลับมาเป็นรัฐบาลอยู่ดี


วิธีการนี้ จึงเป็นเกมที่เล่นกันไปตามธรรมชาติ เล่นไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่กระแสประชาธิปไตย เป็นการฝึกฝนประชาชนให้เรียนรู้และเข้าสู่ระบบของการต่อสู้ทางความคิด การเดินเกมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจหรือเรื่องที่น่ารำคาญ

แต่ต้องถือโอกาสนี้ให้การศึกษากับประชาชนในท่ามกลางการต่อสู้ในทุกกรณี ซึ่งแต่ละเกมล้วนมีจุดมุ่งหมายมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น

การยื่นคัดค้าน พ.ร.ก. สองฉบับของพรรค ปชป.

เป้าหมายของฝ่ายค้าน คือ ตัดกำลัง (งบประมาณ) และถ่วงเวลา ผู้วิเคราะห์มองว่า ที่ทำไม่สำเร็จเพราะ

1. การเมืองมีลักษณะปรองดองมาประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยการประสานงานของผู้ที่มีความสามารถ

2. เหตุผลของฝ่ายรัฐบาลดีกว่า และมีคนสำคัญ ทางการเมืองและเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งกังวลว่าปีนี้เราจะเจอน้องน้ำ ขนาดใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ถ้าตั้งรับไม่ทัน... เจ๊งแน่ เจ๊งทุกฝ่าย

ข้อ 3 ฝ่ายรัฐบาลบอกอยู่แล้วว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมืองแม้ พ.ร.ก. ไม่ผ่านก็จะเสนอเป็น พ.ร.บ. สามวาระรวด และก็จะผ่านด้วยเสียงข้างมากอยู่ดี ดังนั้น ผลการตัดสินของศาลจะไม่ส่งผลใดๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจรัฐ ไม่เหมือนกรณีนายกฯ สมัคร สุนทรเวช และนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ข้อ 4 ถ้า พ.ร.ก. สองฉบับไม่ผ่านและในเวลาต่อมาเกิดปัญหาทางการบริหารขึ้นไม่ว่าเรื่องน้ำท่วมหรือเรื่องการเงิน รัฐบาลก็จะใช้เป็นข้ออ้างว่าถูกถ่วงเวลา ถูกก่อกวนให้ล่าช้า คนที่มีส่วนทำให้ล่าช้าก็จะถูกด่าประณามจากประชาชน



ทีมวิเคราะห์สรุปว่า อำนาจที่ผสมกันอย่างมีสมดุล จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองเป็นไปตามระบบ ทางเลือกนอกลู่นอกทางถูกปิด และรัฐบาลชุดนี้จะสามารถต้านทานการก่อกวน บ่อนทำลายจากฝ่ายตรงข้ามได้แน่นอน

ยิ่งถ้าการโจมตีมีแต่ประเด็นเล็กน้อย หยุมหยิม ก็คงจะต้องเป็นฝ่ายค้านไปอีกนาน การฉีดวัคซีนสีแดงและรับบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้กำลังฝ่ายประชาธิปไตยขยายตัวไปเรื่อยๆ

แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนคือความแตกต่างทางความคิดและสถานภาพของคนในขบวน การต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร แต่ทุกคนเป็นองค์ประกอบของกำลังที่ไม่อาจแยกจากกัน โดยเฉพาะคนเสื้อแดง การที่หัวขบวนขึ้นสู่อำนาจ แต่ท้ายขบวนยังอยู่ในคุก ไม่มีสิทธิ์แม้การประกันตัว บางคนกลับเข้าประเทศไม่ได้ ต้องเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้เป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามกดดัน

แต่หัวขบวนต้องรีบแก้ไข มิฉะนั้น อาจทำให้เกิดปัญหาได้เพราะเส้นทางนี้ต้องการประชาชนที่ตื่นตัวจำนวนมากมาเป็นเสาหลักที่ค้ำระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นหลักที่จะต่อสู้กันตลอดทั้งปี 2555 คือ การปะทะบนเส้นทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่ต้องกลัวจะวุ่นวายเพราะรัฐธรรมนูญที่พัฒนาให้สอดคล้องกับยุคสมัยจะสร้างความยุติธรรมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมให้ประชาชนทั้งประเทศ

การปะทะกันในเกมนี้ถือเป็นไฟต์บังคับ แม้กลุ่มอำนาจเก่าจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อเลี่ยงและเลื่อน แต่คงทำไม่ได้ เพราะนักมวยฝ่ายแดงซึ่งฟิตมาพร้อมเดินขึ้นเวทีมาแล้ว พร้อมแผนการชก ซึ่งคงจะเขียนมาให้อ่านกันในโอกาสต่อไป


_____________________________________________________________________________________________________________

มีบทความของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ได้กล่าวถึง แนวทางเรื่องนี้
อ่านที่ http://botkwamdee.blogspot.com/2011/01/1-2.html . . " ทางตันและทางออกของชนชั้นนำไทย (1)(2) "



.