http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2554-11-05

พระสังกัจจายน์.., "ควัมปติ" พระปิดตา..โดยเพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์

.

พระสังกัจจายน์ คืนความหล่อ ขอแค่ฉลาด
โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1625 หน้า 76


ระหว่าง "ความหล่อ" กับ "ความฉลาด" หากให้เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณจะเลือกอะไร?

ผู้ชายหลายคนอาจคิดว่า "หล่อเลือกได้" น่าจะเป็นต่อกว่า "ฉลาดแต่ขี้เหร่" เพราะมีตัวอย่างจากคน "ดีแต่หล่อ" พูดเก่งเอาดีใส่ตัว จะทำผิดคิดพลาดอย่างไร แม่ยกซ่าหริ่มสาวชาวกรุงก็ยังหลงติดในรูปและคารม ยอมให้อภัยและสวามิภักดิ์

บางคนตัดสินใจลำบาก แหม! ขอเอาทั้งสองอย่าง หล่อด้วยฉลาดด้วยจะได้ไหม หากใครกำลังครุ่นคิดชึ่งน้ำหนักเรื่องนี้อยู่ ลองดูอุทาหรณ์ของคนรูปหล่อขั้นเทพที่ได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นเอกทางด้านมีปัญญาสูงในการบรรยายธรรม

กล่าวคือเป็นยอดนักปาฐกที่มีอะไรมากกว่า "ดีแต่พูด"



เข็ดแล้วความหล่อ ขอแค่ความฉลาด

คนรูปหล่อที่กำลังจะกล่าวถึงนี้ เป็นพระอรหันต์ผู้มีนามว่า "พระสังกัจจายน์" หลายคนคิดว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายานแบบจีน และนิยมเรียกท่านว่า พระสังขจาย

อันที่จริงท่านไม่ใช่พระโพธิสัตว์จีน แต่เป็นหนึ่งในพระอรหันตสาวก 108 รูป เกิดที่กรุงอุชเชนีร่วมยุคพุทธกาล มีนามเดิมก่อนบวชว่า "กัญจนมาณพ" แค่ชื่อก็ฟ้องอยู่แล้วว่าเกิดมาเป็นหนุ่มผู้มีผิวพรรณสุกปลั่งเหมือนดั่งทอง

ต่อมาเมื่อบวชมีฉายาว่า "พระมหากัจจายนะ" ก่อนหน้าที่จะมีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ยเช่นนี้ ท่านเคยเป็นบุรุษรูปงามยิ่งนัก

ทั้งๆ ที่ครองร่างเยี่ยงสมณเพศ ปลงผม โกนคิ้ว งดเว้นอาภรณ์หลากสี น่าจะช่วยทำลายสิ่งเย้ายวนใจไปแล้วเปลาะหนึ่ีง แต่ความหล่อเหลานั้นยังบาดตาสาวน้อยสาวใหญ่อย่างแรง เดินไปแห่งหนใด มีแต่คนแอบหลงใหลได้ปลื้ม ซ้ำพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยยังทักผิดทักถูกคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าอีกด้วย เมื่อแลเห็นท่านเดินมาแต่ไกลมักจะพร้อมใจกันยืนต้อนรับ ทำให้ท่านรู้สึกเขินเก้อ อึดอัดใจอยู่ไม่น้อย

หากความหล่อนั้นไม่ทำร้ายใครก็คงไม่ต้องมาเพ่งอสุภกรรมฐาน ดูความเสื่อมไม่จีรังของเล็บ ขน ผม หนัง กระดูกกันให้เสียเวลา

แต่นี่บังเอิญความหล่อกลับกลายเป็นมีดโกนอาบยาพิษที่คอยกรีดใจผู้คน หยิบยื่นบาปให้แก่ผู้มีราคจริตต้องวูบไหวโดยไม่ได้เจตนา

เรื่องของเรื่องก็คือ มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งเห็นว่าท่านมีรูปงาม พลันตะลึงพรึงเพริดนึกอกุศลจิต เกิดความปรารถนาลามก รำพึงในใจว่าอยากได้ภรรยาที่มีลักษณะงามเหมือนท่าน กรรมเห็นทันตา จู่ๆ เขาก็ค่อยๆ กลายร่างเป็นสตรีเพศ ด้วยความอับอายจำต้องหลบหนีหน้าผู้คนไปอยู่เมืองอื่น

ในที่สุด กลับมาสารภาพบาปกราบขอขมาพระมหากัจจายนะ จึงได้กลับเพศเป็นชายดังเดิม ตั้งแต่นั้นมา พระมหากัจจายนะเฝ้าดำริพิษภัยแห่งความงามนั้น ว่าเออหนอมันช่างนำมาซึ่งโทษมหันต์ จึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ร่างกายของท่านอ้วนเตี้ยลงพุงตาตี่อัปลักษณ์

ให้มันรู้ไปว่า เมื่อตัดใจประหารรูปโฉมมลายลงแล้วอย่างราบคาบ ยังจะมีชายหญิงหน้าไหนมาแอบกรี๊ดคลั่งไคล้ให้เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญธรรมอีก

อันที่จริงคุณสมบัติโดดเด่นที่ท่านซ่อนไว้ภายใต้ความงามนั้นก็คือ "ปัญญา" ความเฉลียวฉลาด มิใช่ว่าหล่อแต่เพียงภายนอก ปูมหลังของท่านตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพราหมณ์ปุโรหิตรับใช้พระเจ้ากรุงอุชเชนีอยู่นั้น ท่านได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เจนภพจบกระบวนพระเวทครบทุกศาสตร์

จากพื้นความรู้เดิมทางโลกๆ ที่สั่งสมมาหลายเล่มเกวียน ผนวกกับความรู้ทางธรรม และความสามารถพิเศษในการพรรณนาธรรมะที่แม้พระตถาคตจะทรงตรัสเพียงย่นย่อ แต่พระมหากัจจายนะมักจะนำไปอรรถาธิบายขยายความต่อได้อย่างละเอียด แจ่มแจ้ง

จนพระมหากัจจายนะได้รับคำยกย่องชมเชยจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีปัญญาเป็นเลิศทางขยายความแห่งภาษิตให้พิสดาร



จากพระมหากัจจายนะสู่พระปุ๋มผะหญา

ในวัฒนธรรมล้านนา พระมหากัจจายนะมีชื่อเรียกเฉพาะสำหรับคนในท้องถิ่นว่า "พระปุ๋มผะหญา"

"ปุ๋ม" แปลว่าพุงหรือสะดือ คนเหนือมักแซวคนอ้วนลงพุงว่า "ขี้ปุ๋มหลาม" ส่วนคำว่า "ผะหญา" แปลว่าปัญญาหรือภูมิรู้ พระปุ๋มผะหญา จึงแปลว่า พระที่เก็บเอาภูมิปัญญาไว้ในพุงอันใหญ่โต

พระปุ๋มผะหญาองค์สำคัญตั้งอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญไชย ใกล้เขตโรงเรียนเมธีวุฒิกร เรามักเห็นภาพช่วงใกล้สอบไล่ เด็กนักเรียนมักแห่กันมาสวดขอพรจาก "พระปุ๋มผะหญา" ให้มีปัญญาเฉียบแหลมทำข้อสอบได้

เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูพุทธศิลป์อันเรียบง่ายไม่บ่งบอกความพิเศษของพระปุ๋มผะหญาองค์นี้แล้ว ยากที่ีจะกำหนดอายุได้แน่ชัดว่าสร้างสมัยใด เก่าถึงหริภุญไชยหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ พระสังกัจจายน์องค์นี้ต้องมีอายุเก่าแก่กว่า พ.ศ.2050 อย่างแน่นอน เหตุเพราะตอนที่พระเมืองแก้วกษัตริย์เชียงใหม่เสด็จมานมัสการพระธาตุหริภุญไชย ได้แวะมากราบพระสังกัจจายน์ด้วย ดังที่โคลงนิราศหริภุญไชยบันทึกไว้ว่า

"นาภีสมสอดสร้าง มหากระจาย
ปูอาสน์อิงทะเพิมหลาย ลูกช้อน
เทียนทุงทิพถือถวาย เคนคู่ อวรเอย
พอเท่าทีปเจ้าซ้อน เอกอ้างปณิธาน์"

กวีรจนาว่า "พระมหากระจาย" มีท้องนูนขึ้น มีเครื่องปูลาดสำหรับนั่งและมีหมอนอิงซ้อนกันหลายลูก ดังนั้น จึงเป็นที่แน่ชัดว่า พระสังกัจจายน์ที่นี่ย่อมมีมานานแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ปี

ส่วนพระสังกัจจายน์ที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากที่ลำพูน เหตุเพราะกษัตริย์เชียงใหม่ทุกพระองค์ตั้งใจจะจำลองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างที่วัดพระธาตุหริภุญไชยมี มาประดิษฐานไว้ ณ วัดเจดีย์หลวงแทน เป็นสัญลักษณ์แห่งการย้ายศูนย์อำนาจทางศาสนาซึ่งลำพูนเคยผูกขาดอยู่นานกว่าพันปี ให้มาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงใหม่นั่นเอง

มีพระสังกัจจายน์ดินเผาอีกองค์ที่น่าสนใจ ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ ที่ฐานมีจารึกอักษรมอญโบราณเขียนว่า "เจ้ากูชื่อ สัมภูเถระ" อันเป็นนามของผู้สร้าง องค์นี้มีรูปแบบศิลปะยุคหริภุญไชยอย่างเด่นชัด สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 15-17

มาถึงคำถามที่ว่า ทำไมชาวหริภุญไชยจึงสร้างพระสังกัจจายน์ ทำขึ้นบนพื้นฐานของความเชื่อเรื่อง "อย่าดูคนที่รูปร่างภายนอกแต่ให้ดูที่กึ๋น" หรือเช่นไร

เชื่อว่าคนเมื่อพันปีก่อนคงไม่ได้คิดเหมือนกับคนยุคหลัง ที่บูชาพระสังขจายในรูปแบบของ "พระโพธิสัตว์แป๊ะยิ้ม" เพื่อขอโชคลาภให้ร่ำให้รวย โดยไม่เน้นสติปัญญา ไม่ต่างอะไรไปจากการที่คนยุคนี้บิดเบือนองค์พระคเณศซึ่งแต่เดิมเป็นเทพแห่งความรู้ให้กลายเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งเช่นกัน

การเรียกพระสังกัจจายน์ว่า "พระปุ๋มผะหญา" ของชาวล้านนานั้นน่าสนใจยิ่ง เพราะเป็นการสะท้อนชื่อเรียกตามความหมายดั้งเดิม คือการเน้นไปที่สมอง ไม่เน้นรูปเน้นทรัพย์

แท้จริงแล้วการสร้างพระสังกัจจายน์ที่เมืองลำพูนมีนัยยะพิเศษกว่าที่อื่นๆ เพราะสร้างด้วยความผูกพันอย่างลึกซึ้งที่มีต่อ "พระมหากัจจายนะ" ในฐานะ "พระธาตุทูต" มิใช่ในฐานะเป็นเพียงพระอรหันตสาวกองค์หนึ่งเท่านั้น

ใครที่เคยไปกราบนมัสการองค์พระธาตุหริภุญไชย ย่อมผ่านตาคำบูชาที่ติดป้ายเขียนไว้ว่า "พระธาตุหริภุญไชยนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนธารพระโมลีหรือท้ายทอย และพระองคุลีหรือนิ้วพระธาตุส่วนย่อย ทั้งหมดจำนวน 112 องค์ (ตัวเลขยอดฮิต!) ซึ่งพระกัจจายนะเป็นผู้รวบรวมไว้"

แสดงว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระมหากัจจายนะได้ทำหน้าที่รวบรวมพระบรมสารีริกธาตุมาไว้ ณ พระธาตุหริภุญไชย มิน่าเล่าในลำพูนจึงมีดอยแห่งหนึ่งชื่อ "ม่อนกัจจายนะ"

พระอรหันต์ที่ีปฏิเสธความหล่อขอเพียงความฉลาด จนต้องเปลี่ยนกายสังขารให้อ้วนลงพุงนั้น ใช่มีพระกัจจายนะเพียงองค์เดียว แต่ยังพบในพระควัมปติ หรือ "พระปิดตา" อีกด้วย สัปดาห์หน้าจะชี้ให้เห็นถึง ความเหมือน-ความต่างของ fat monk ทั้งสององค์

ปิดตาทำไม สำรวมอินทรีย์เพื่อรอการเปิดอีกครั้งให้ "ตาสว่าง" หรืออย่างไร โปรดร่วมไขปริศนา...



++