http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2554-11-20

การเมืองศิลปะของความรู้สึก โดย กำพล, "ชาญวิทย์" ชี้ชนชั้นนำไทยมีปมด้อย

.
มีบทความหลังบทความหลัก
- น่าอับอายแทนประเทศไทย? โดย ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล
- ใต้เท้าขอรับ: ยิ่งลักษณ์พูด...“ใคร”ฟัง โดย พิณผกา งามสม ( ..ไม่ลืมว่า ใครเป็นคนฟัง ฟังแล้วเข้าใจและรู้สึกดีด้วยหรือไม่ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



การเมืองศิลปะของความรู้สึก
โดย กำพล จำปาพันธ์
ในมติชน ออนไลน์ วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 19:00:00 น.


เมื่อคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร้องไห้ขณะปราศรัยกับประชาชนชาวนครสวรรค์ หลังน้ำลดและเข้าสู่แผนฟื้นฟูเป็นจังหวัดแรก ก็มีคนจำนวนหนึ่งเอาการร้องไห้นี้ไปแปรความว่าแสดงถึงความอ่อนแอ บ้างก็ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ บ้างก็ว่าเป็นการจัดฉากโดยทีมที่ปรึกษาแนะให้ทำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาข้อมูลวงในขนาดนั้นมาจากไหน

ขณะที่อีกกระแสหนึ่ง ก็ออกมาโต้ในทำนองว่าไม่เห็นเป็นไร ไร้สาระที่เอาการร้องไห้ในลักษณะนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง อย่างไรก็ตามแม้มีแนวโน้มเห็นด้วยตามกระแสอย่างหลังนี้ แต่ก็ทำให้ผมได้คิดว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็มีประเด็นให้ต้องฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้เหมือนกัน


"น้ำตา" เป็นอะไรได้บ้างในวัฒนธรรมความคิดทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ?!

แน่นอนว่าไม่ต้องอ้างคำกล่าวของปราชญ์ลือชื่อท่านใด เราก็ทราบกันดีว่า "ร้องไห้" เป็นเรื่องของการแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับว่ามีการนิยามขอบเขตของการแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ในภาพกว้างอย่างไรด้วยเหมือนกัน ตั้งแต่การยิ้ม การขมวดคิ้ว แลบลิ้นปลิ้นตา กัดฟัน ขบกราม ฯลฯ ล้วนถือเป็นการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก ละเอียดกว่านั้นอีกก็คือแววตา เรามักอ่านจิตใจกันผ่านสีหน้าแววตา ยิ่งกว่าคำพูดและการกระทำ ตรงข้ามหากคำพูดและการกระทำไม่สอดคล้องกับสีหน้าแววตา ก็อาจถูกมองได้ว่ามีระดับความจริงใจกันมากน้อยแค่ไหน นั่นหมายถึงว่าเราใช้ร่างกายส่วนใบหน้าโดยคิดว่าสามารถเป็นสื่อนำไปสู่ "ความจริง" จนทำให้ใบหน้ามีลักษณะเป็น "ภาษา" อย่างหนึ่งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีไวยากรณ์ที่มองไม่เห็นกำกับอยู่


"น้ำตา" กับ "ความเป็นหญิง" ถูกมองเป็นของคู่กัน ทั้งที่ก็ใช่ว่าผู้ชายจะร้องไห้ไม่เป็นเสียเมื่อไร สิ่งที่เรียกว่า "มารยาหญิง" นั้น หากจะเป็นความอ่อนแอก็เป็นความอ่อนแอของผู้ชายมากกว่า เพราะถ้าทำสำเร็จก็หมายถึงความพ่ายแพ้และไม่รู้เท่าทันของผู้ชายต่อร้อยเล่มเกวียนอันนั้น และเมื่อนายกหญิงร้องไห้ มีคนเอาไปขยายว่าแสดงถึงความอ่อนแอ ก็เป็นความอ่อนแอของผู้ที่เอาไปขยายเองมากกว่า เพราะอาจจะสืบเนื่องมาจากเคยชินอยู่แต่กับนายกผู้ชาย จนนำเอามาเป็นมาตรฐานไปโดยไม่รู้ตัว และโดยหลงลืมไปแล้วว่าตามหลักประชาธิปไตยสมัยใหม่ ผู้หญิงก็มีสิทธิอันชอบโดยธรรมที่จะเข้าทำหน้าที่เป็นนายกได้เหมือนกัน และผมก็ออกจะเห็นด้วยกับคำกล่าวว่านายกที่ร้องไห้เพราะเห็นประชาชนได้รับความทุกข์ยากลำบากนั้น ย่อมเป็นนายกที่ดีกว่านายกที่ไม่เสียน้ำตาแม้หยดเดียวเมื่อใช้อำนาจเข่นฆ่าประชาชนอย่างเข้มแข็ง


หากจะว่ากันตามหลักวัฒนธรรมจารีตนิยมแบบไทยๆ อารมณ์ความรู้สึกถือเป็นเครื่องสะท้อนกิเลสราคะ ที่ต้องถูกกำจัด ควบคุม และเก็บกดปกปิดเอาไว้ ไม่แสดงออก สำหรับผู้นำยิ่งต้องควบคุมอย่างเข้มงวด เพราะเดี๋ยวจะหมายถึงว่าผู้นำคนดังกล่าว ยังเป็นแต่เพียงมนุษย์ธรรมดา หาได้เป็นผู้มีบุญบารมีอะไรมากมายไม่ ในยุคจารีต "ความเป็นมนุษย์" ถือเป็นความต่ำต้อยครับ ทุกคนที่ไม่ได้เป็นอรหันต์ล้วนเป็นสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด "ความเป็นสัตว์" จึงเป็นภาวะที่จริงแท้และเป็นธรรมชาติมากกว่า "ความเป็นมนุษย์" ซึ่งมีจำนวนเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายบรรดามีในชมพูทวีป หิมพานต์ และแม้ทั่วทั้งสากลจักรวาล สิ่งที่มนุษย์มีไม่เท่าเทียมกันก็คือบุญบารมี ซึ่งยึดถือตามลำดับชั้นทางสังคม ชั้นสูงก็คือมีบุญมาก ชั้นล่างก็มีบุญน้อย ต่ำศักดิ์ลดหลั่นกันไป ไม่มีความสลับซับซ้อนแต่อย่างใด


อารมณ์ความรู้สึกซึ่งถูกใช้สำหรับสื่อความถึงระดับกิเลสราคะนั้นเอง คือสิ่งตรงข้าม ที่สามารถย้อนแย้งความเป็นผู้มีบุญนั้นได้ ใบหน้าของยักษ์กับพักตร์ของเทพเทวา แตกต่างกันฉันใด ผู้เต็มไปด้วยกิเลสราคะกับผู้มีชั้นบุญสูงส่ง ก็แตกต่างกันฉันนั้น ใบหน้าอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงใบหน้าที่เป็นแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่สามารถแลเห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นใบหน้าของภาพประทับที่มีอยู่เดิมหรือ "ใบหน้าทางความคิด" ฉะนั้นแม้ผู้ต่ำศักดิ์อาจจะมีใบหน้าทางกายาที่แลดูงดงามจำเริญตายิ่งกว่าใบหน้าของชนผู้สูงศักดิ์ ผู้ต่ำศักดิ์ก็จะถูกมองว่า 'ด้อยกว่าเพราะมีความคิดที่กำกับและส่งเสริมให้เหนือกว่าอยู่ตลอดเวลา' นั่นเอง (ใบหน้างามๆ ไม่น่าใจดำเลยแก้วตา)

ทั้งนี้ยักษ์กับเทพต่างหนุนเสริมการดำรงอยู่ของกันและกัน ไม่มียักษ์ก็ไม่มีเทพ สิ่งนี้เป็นที่มาของวิธีคิดในการจำแนกประเภทคนออกเป็นคู่ตรงข้ามอย่างหนึ่งในสังคมไทย และในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมานี้ วิธีจำแนกแบบนี้ถูกใช้ในการเมืองไทยอย่างมาก ดังจะเห็นได้ว่าคุณทักษิณ ชินวัตร นั้นถูกทำให้เป็นยักษ์มารในหมู่เหล่าทวยเทพไปแล้ว


กรณีที่ผู้นำจารีตแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเห็นได้ชัด ก็จะหมิ่นเหม่ต่อการถูกมองว่าไม่ถึงพร้อมด้วยบุญบารมี ผู้นำจารีตจึงถูกเสี้ยมสอนให้รู้จักทำสีหน้าเคร่งขรึม วางท่าเรียบเฉย อยู่ในกิริยาอาการสำรวม สิ่งนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าประเด็นว่าบริหารราชกิจได้ดีหรือยังประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ได้มากน้อยแค่ไหนเสียด้วยซ้ำ หรือต่อให้บริหารงานไม่ได้เรื่อง ลุ่มหลงนารี เสวยน้ำจัณฑ์เป็นนิจ บำรุงคนผิดคนพาลให้ได้ดีมีชอบอย่างไร ก็จะยังถือเป็นผู้นำตามวิธีคิดแบบจารีตดังกล่าวนี้ นี่คือโครงสร้างความคิดของอนุรักษ์นิยมไทย ที่กลุ่มอำมาตย์ใช้เป็นพลังขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองของพวกตนอยู่ในปัจจุบัน และเป็นวิธีคิดแนวเดียวกับที่เคยประสบความสำเร็จในการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้นฝ่ายประชาธิปไตยจะประมาทว่าไม่มีอะไรไม่ได้ จำเป็นต้องรู้เท่าทันอยู่เหมือนกัน

เมื่อเป็นดังนี้ ก็จึงไม่ต้องประหลาดใจอีกต่อไป สำหรับการที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ออกทีวีแถลงข่าวพร้อมน้ำตาที่ไม่สามารถปกป้องกรุงเทพฯ ให้รอดพ้นจากน้ำท่วมไปได้ จึงไม่ถูกตำหนิว่าอ่อนแอหรือประพฤติไม่เหมาะสมกับภาวะผู้นำแต่อย่างใด เพราะฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่เป็นคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย มิได้มีวิธีคิดที่จะนำเอาเรื่องนี้มาทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง นั่นก็ส่วนหนึ่ง

แต่ที่สำคัญอย่าลืมว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ท่านมีอีกสถานะหนึ่ง เป็นสถานะทางวัฒนธรรมจารีตเสียด้วย คือท่านเป็น "เจ้า" ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามของท่านหันมาใช้พลังของจารีตบ้าง คงจะหนาวกันเป็นแถบ แต่นั่นก็จะส่งผลเสียหายต่อขบวนการประชาธิปไตยในระยะยาว


ขณะที่สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับสังคมที่เป็นสมัยใหม่ ว่ากันตามหลักการซึ่งเรามีสิทธิที่จะคิดจะผลักดันไปให้ไกลสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การจะยึดถือปฏิบัติตามวิธีคิดดังกล่าวย่อมไม่เหมาะไม่ควร เพราะความเท่าเทียมกันจะเป็นจริงได้บ้าง ก็ต้องไม่มีใครพิเศษสูงส่งกว่าใคร และความเป็นมนุษย์ที่สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกถือเป็นแกนกลางของเรื่องสิทธิเสรีภาพเลยก็ว่าได้ แนวคิดสมัยใหม่แย้งจารีตนิยมในประเด็นสำคัญว่า "มนุษย์" ต่างหากล่ะ ที่เป็นศูนย์กลางของโลกและสรรพสิ