http://BotKwamDee.blogspot.com...webblog เปิดเผยความจริงและกระแสสำนึกหลากหลาย เพื่อเป็นอาหารสมอง, แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการวิเคราะห์ความจริง, สะท้อนการเรียกร้องความยุติธรรมที่เปิดเผยแบบนิติธรรม, สื่อปฏิบัติการเสริมพลังเศรษฐกิจที่กระจายความเติบโตก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศสู่ประชาชนพื้นฐาน, ส่งเสริมการตรวจสอบและผลักดันนโยบายสาธารณะของประชาชน-เยาวชนในทุกระดับของกลไกพรรคการเมือง, พัฒนาอำนาจต่อรองทางประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่นและยกระดับองค์กรตรวจสอบกลไกรัฐของภาคสาธารณะที่ต่อเนื่องของประชาชาติไทย

2555-02-24

นับถอยหลัง-พัชรวาทฟ้อง ป.ป.ช. คดีม็อบพันธมิตรฯ กู้คืนความเป็นธรรม

.
รายงานคอลัมน์ โล่เงิน - "ผบช.ปส." ชี้เพิ่ม 64 รอง ผบก. คุมเข้มปราบปรามยาเสพติด อุดช่องว่าง-เติมเต็มภารกิจ
รายงานพิเศษ - หวานผ่าซาก "สุกำพล-ประยุทธ์" หวานหวาม "บิ๊กตู่" "กองทัพ-ผบ.ทบ.ของปู" กับ ว.5 ผบ.เหล่าทัพ-วอร์รูม กห.

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

นับถอยหลัง-พิพากษา พัชรวาทฟ้อง ป.ป.ช. คดีม็อบพันธมิตรฯ กู้คืนความเป็นธรรม
โดย อาชญา ข่าวสด คอลัมน์ อาชญากรรม
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1645 หน้า 97


กลายเป็นศึกที่ยืดเยื้อยาวนานหลายปี กรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
เป็นการฟ้องจากกรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูล พล.ต.อ.พัชรวาท ทำผิดวินัยร้ายแรง จากเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา วันที่ 7 ตุลาคม 2551

ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เป็นข้ออ้างปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552
ขณะที่มติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นอุทธรณ์ ตัดสินให้นายอภิสิทธิ์ คืนตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่ไม่มีการปฏิบัติ
พล.ต.อ.พัชรวาท มองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินของ ป.ป.ช. เพราะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสชี้แจง หรือนำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อหักล้าง
จึงต้องพึ่งศาลเพื่อขอคืนความเป็นธรรม


ย้อนปม "ปลดพัชรวาท"

พล.ต.อ.พัชรวาท ตกเป็นเป้าหมายที่ถูกเพ่งเล็งมาตั้งแต่การเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคภูมิใจไทย ที่แยกตัวมาจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกยุบพรรค

และพรรคการเมืองอีกบางพรรคที่ถูกกดดันจนต้องยอมหนุนรัฐบาลใหม่ ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคพลังประชาชน

ทั้งปมเรื่องการดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน และการแต่งตั้งโยกย้าย ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ถูกมองอย่างไม่พอใจ และถูกกดดันจนเกษียณอายุราชการ

แต่การตามล้างยังไม่จบ เพราะเมื่อ ป.ป.ช. มีมติจากเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา วันที่ 7 ตุลาคม 2551

นายอภิสิทธิ์ มีคำสั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการทั้งๆ ที่เกษียณอายุไปแล้ว

พล.ต.อ.พัชรวาท ตัดสินใจต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพราะถึงชนะก็ไม่ได้กลับมาเป็น ผบ.ตร. อยู่ดี เนื่องจากเกษียณไปแล้วนั่นเอง

พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ซึ่งต่อมา ก.ตร. มีมติเห็นว่าพฤติกรรมของ พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่เข้าข่ายทำผิดวินัยร้ายแรง รวมทั้งปัญหาเรื่องอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งเจตนารมณ์เดิมตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหาทุจริต

แต่นายอภิสิทธิ์ ไม่ยอมปฏิบัติตามมติ ก.ตร.


ฟ้องมาร์คควบ ป.ป.ช.

ในขณะที่มีกรณีใกล้เคียงกันคือการปลด พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.อุดรธานี กรณีปล่อยให้ม็อบเสื้อแดงปะทะกับม็อบพันธมิตรฯ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดข้อหาเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท

พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ซึ่ง ก.ตร. ก็มีมติให้คืนตำแหน่งเช่นกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ในฐานะผู้บังคับบัญชา จึงมีคำสั่งที่ 221/2553 เรียกตัวกลับเข้ารับราชการ ตามมติของ ก.ตร.

พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ กลับเข้ารับราชการในสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ นั่นเอง และมติของ ก.ตร. นั้น ฝ่าย ป.ป.ช. ก็ไม่ได้คัดค้าน

แต่ในกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท นั้น นายอภิสิทธิ์ในฐานะผู้บังคับบัญชากลับไม่ปฏิบัติตามมติ ก.ตร.

พล.ต.อ.พัชรวาท จึงยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองรับคำฟ้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

พร้อมกันนี้ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ต่อศาลปกครองเช่นเดียวกัน แต่กรณี ป.ป.ช. นั้นศาลปกครองมีมติไม่รับคำฟ้อง

อดีต ผบ.ตร. จึงดำเนินการทางศาลอาญา เพราะมองว่าการพิจารณาชี้มูลของ ป.ป.ช. นั้น มีข้อน่ากังขาว่า รอบคอบ รอบด้าน และถี่ถ้วนเพียงใด!??

พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ช่วงปลายปี 2552 ซึ่งการพิจารณาคดีเดินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายและกำลังจะมีคำพิพากษาออกมาแล้ว



8 ป.ป.ช. ตกเป็นจำเลย

จําเลยที่ถูกยื่นฟ้องประกอบด้วยสำนักงาน ป.ป.ช., นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช., นายกล้านรงค์ จันทิก, นายใจเด็ด พรไชยา, นายประสาท พงศ์ศิวาภัย, นายภักดี โพธิศิริ, นายเมธี ครองแก้ว, นายวิชา มหาคุณ และ นายวิชัย วิวิตเสวี ซึ่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 8 เสียงที่มีมติชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท
ที่ปรึกษากฎหมายของ พล.ต.อ.พัชรวาท พบหลายประเด็นที่น่าสนใจจนเป็นที่มาของการฟ้อง ป.ป.ช. ต่อศาล โดยมองว่าการพิจารณาชี้มูลความผิดนั้น น่าจะมีขั้นตอนและความรอบด้านไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ สำนวนการพิจารณาของ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญา
ปรากฏว่าพนักงานอัยการทำเรื่องกลับมาให้ ป.ป.ช. สอบสวนใหม่ เนื่องจากพบว่าการรับฟังพยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์!??

ทีมกฎหมายของ พล.ต.อ.พัชรวาท มีความเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป.ป.ช. มีฐานะเป็นองค์กรตรวจสอบเท่านั้น แต่ ป.ป.ช. ไม่ใช่องค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติหน้าที่ทั้งในการไต่สวน ในการชี้มูลความผิดและความเห็นของ ป.ป.ช. จึงยังไม่เป็นที่สุด แต่สามารถถูกตรวจสอบความถูกต้องได้โดยองค์กรศาล โดยเฉพาะในกรณีที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยและชี้มูลความผิดทางวินัยข้าราชการ

เมื่อสถานะของ ป.ป.ช. เป็นเพียงองค์กรตรวจสอบและไม่ใช่องค์กรบังคับบัญชาโดยตรงของข้าราชการผู้ถูกร้องเรียนกล่าวหา ดังนั้น ทั้งข้อเท็จจริงและความเห็นของ ป.ป.ช. จึงอยู่ในฐานะเป็นเพียงข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการต่อไปเท่านั้น
ทว่า ในช่วงที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท มีการออกมาระบุว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องยุติการทำหน้าที่

มติของ ป.ป.ช. ยังส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ สั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ทันที


ชี้หลักฐานไม่รอบด้าน

อีกเหตุผลที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ต่อศาลอาญา เพราะระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. นั้น พล.ต.อ.พัชรวาท ยื่นเรื่องขอให้ปากคำ หรือสอบพยาน และเรียกดูหลักฐานเพิ่มเติม เพราะมองว่าหลักฐานที่ ป.ป.ช. ใช้อาจจะยังไม่ครบถ้วน

แต่ ป.ป.ช. ไม่ให้สิทธิ์ดังกล่าว

"ที่สำคัญในการไต่สวนชี้มูลความผิดจำเลยทั้ง 9 ยังได้นำเอกสารการตรวจสอบกรณีดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาพิจารณาประกอบ ทั้งที่เอกสารดังกล่าวไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 ข้อ 22"

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คือหนึ่งในองค์กรที่แสดงออกชัดเจนว่ายืนอยู่ฝ่ายไหน!??

ทีมกฎหมายของ พล.ต.อ.พัชรวาท พบว่า การตายของ "น้องโบว์" น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่ระบุว่าตายจากแก๊สน้ำตาระเบิดเข้าใส่ แต่ผลการชันสูตรศพโดยสถาบันนิติเวชฯ การยืนยันของกองพิสูจน์หลักฐาน และกองสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า มิได้เสียชีวิตจากแก๊สน้ำตา

ป.ป.ช. นอกจากจะไม่นำข้อมูลนี้มาประกอบการสอบสวนเท่านั้น หากแต่ยังไม่เรียกผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด หรือผู้มีอำนาจในการให้ความเห็นตามที่กฎหมายกำหนด มาสอบเป็นพยานก่อนจะมีคำวินิจฉัยออกมา

นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่พนักงานอัยการส่งสำนวนกลับไปให้ ป.ป.ช. นำไปสอบสวนเพิ่มเติม แต่สำนวนที่ดูเหมือนมีปัญหานี้ ป.ป.ช. กลับนำมาเป็นข้อมูล ตัดสินความผิดของอดีต ผบ.ตร.

เพราะปัญหามากมายดังกล่าว พล.ต.อ.พัชรวาท จึงต้องพึ่งศาลให้เป็นผู้ชี้ขาด!??



+++

"ผบช.ปส." ชี้เพิ่ม 64 รอง ผบก. คุมเข้มปราบปรามยาเสพติด อุดช่องว่าง-เติมเต็มภารกิจ
คอลัมน์ โล่เงิน ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1645 หน้า 99


เป็นอีกครั้งที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) อนุมัติเปิดตำแหน่งรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) เพิ่มถึง 64 ตำแหน่ง วัตถุประสงค์เพื่อให้ดูแลงานด้านการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สนองนโยบายรัฐบาลที่เน้นการป้องกันปราบปรามยาเสพติด

โดยเปิดตำแหน่ง รอง ผบก. ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) 51 จังหวัด ดังนี้

บช.ภ.1 จ.ปทุมธานี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และสมุทรปราการ บช.ภ.2 จ.สระแก้ว ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี บช.ภ.3 จ.นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีษะเกษ อุบลราชธานี และยโสธร บช.ภ.4 จ.ร้อยเอ็ด ขอนแก่น อุดรธานี สกลนคร หนองคาย และมหาสารคาม บช.ภ.5 จ.ลำปาง น่าน และแพร่

บช.ภ.6 จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ สุโขทัย และพิจิตร บช.ภ.7 จ.นครปฐม สมุทรสาคร กาญจนบุรี ลพบุรี ราชบุรี ประจวบคิรีขันธ์ และสุพรรณบุรี บช.ภ.8 จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และกระบี่ บช.ภ.9 จ.สงขลา สตูล และตรัง และ ศชต. จ.ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

นอกจากนี้ เปิดตำแหน่ง รอง ผบก. สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) 8 ตำแหน่ง ใน บก.ทล บก.รฟ บก.ทท. บก.ปปป. บก.ปคม. บก.ปอศ. บก.ปคบ. และ บก.ปอท. รวมทั้งเปิดตำแหน่ง รอง ผบก. สังกัดกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) 5 ตำแหน่ง ใน บก.ปส.1-4 และ บก.ข่าวกรองยาเสพติด ด้วย

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองสารนิเทศ (รรท.ผบก.สท.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) อธิบายว่า เปิดตำแหน่ง รอง ผบก. ใหม่เพื่อมาทำงานด้านสืบสวนสอบสวนและยึดทรัพย์โดยเฉพาะ

โดย รอง ผบก. เปิดใหม่ทั้ง 64 ตำแหน่ง จะเริ่มแต่งตั้งตัวบุคคลในการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รอง ผบก. ถึงสารวัตร (สว.) วาระตุลาคม 2554 ที่ยืดยาวมาถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2555 นี้



หากแต่การอนุมัติเปิดตำแหน่ง รอง ผบก. ดูแลงานยาเสพติดของ ก.ตร. ครั้งนี้ เป็นอีกครั้งที่มีกระแสตามมาทันทีว่าเป็นการปูนบำเหน็จเพื่อพวกพ้อง ทำให้โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โงนเงน เข้าลักษณะ "หัวโต ตัวอ้วน ขาลีบ" เนื่องจากเพิ่มตำแหน่งระดับบริหาร ขณะที่ผู้ปฏิบัติ หรือ "มดงาน" ยังมีจำนวนไม่เพียงพอ รวมทั้งก่อนหน้านี้เคยเปิดตำแหน่ง รอง ผบก. ดูแลงานยาเสพติด แต่ละ บก. ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และบางจังหวัดใหญ่ อาทิ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ไปแล้ว

ที่สำคัญมีคำถามว่า การเปิดตำแหน่ง รอง ผบก. เพื่อรองรับงานปราบปรามยาเสพติดระลอกนี้ จะตอบโจทย์และช่วยให้สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติบรรเทาเบาบางลงได้จริงหรือไม่?!


กับข้อสังเกตดังกล่าว พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) หนึ่งในผู้กำกับดูแลฟันเฟืองสำคัญด้านการปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ "โล่เงิน" ว่า ถ้ามองในส่วนของ บช.ปส. ที่ ก.ตร. อนุมัติเพิ่ม รอง ผบก. 5 ตำแหน่ง ใน บก.ปส.1-4 และ บก.ข่าวกรองยาเสพติดนั้น ต้องยอมรับว่าจำนวนคนไม่พอกับปริมาณงานที่เข้ามาในเวลานี้ เพราะการปราบปรามยาเสพติดต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น มีการประสานงานกับหลายภาคส่วนมากขึ้น

"งานปราบปรามยาเสพติดมีทั้งด้านการสืบสวนจับกุม สอบสวน การข่าว บริหารจัดการและการประสานงานซึ่งต้องใช้คน จากเดิมคนมีไม่มาก แต่มีบทบาทหลายหน้างาน เวลาคิดงานมีหลายอย่างที่ต้องทำ แต่เนื่องจากจำนวนคนมีไม่เพียงพอ จึงทำได้นิดหน่อย ไม่ครอบคลุม เมื่อเพิ่ม รอง ผบก. ก็สามารถอุดช่องโหว่และเติมเต็มให้กับภารกิจได้" ผบช.ปส. ระบุ

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เล็งเห็นว่าการยึดทรัพย์นักค้ายาเสพติดเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ การเพิ่ม รอง ผบก. เพื่อรับผิดชอบการยึดทรัพย์ด้วย

"ต้องหันกลับมาดูแผนงานและยุทธศาสตร์ปราบยาเสพติดในภาพรวมด้วยว่ามีอะไรบ้าง ทั้งผู้ค้ายาเสพติด ผู้สมคบค้ายาเสพติด สอบสวนขยายผลเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ผู้มีอิทธิพล เพราะการกระทำผิดรายใหญ่ต้องลงโทษด้วยการยึดทรัพย์ เนื่องจากทรัพย์เป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญให้ค้ายาเสพติดกันอยู่ ตรงนี้เป็นแนวคิดสากล เป็นแนวทางการหยุดยั้งการกระทำผิด และเพิ่ม รอง ผบก. ขึ้นมา ก็เพื่อเพิ่มคุณภาพงาน การยึดทรัพย์เป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ และต้องฝึกคนให้มีความรู้มารับผิดชอบ

"เมื่อปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่ จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องทุ่มเททรัพยากร ณ เวลานี้ถ้าจำเป็นต้องเพิ่มคน เพิ่มงบประมาณ ก็ต้องเพิ่ม เราต้องใช้คน ขบวนการค้ายาเสพติดเป็นเครือข่ายใหญ่ข้ามประเทศ เป็นสถานการณ์ที่น่ากลัว ต้องจริงจังดำเนินการกับตัวการสำคัญ" ผบช.ปส. กล่าว และว่า กรณีถูกมองว่าโครงสร้างตำรวจ "หัวโต ตัวอ้วน ขาลีบ" นั้น ขณะนี้มีการอนุมัติรับตำรวจชั้นประทวน และ รอง สว. กว่าหมื่นอัตราด้วย

ครั้นถามว่า รอง ผบก. ดูแลงานยาเสพติดแต่ละจังหวัด จะทำงานสอดประสานกันอย่างไร ผบช.ปส. กล่าวว่า เมื่อมีคนรับผิดชอบโดยตรงจะประสานงานกันได้ดีขึ้น ปัจจุบันผู้ต้องขัง 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นคดียาเสพติด และคดีที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดอีก 10-20 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับมีคดียาเสพติดถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ เป็นปัญหาใหญ่ที่มีความต่อเนื่อง

ฉะนั้น จึงต้องเพิ่มคนที่มีความรู้มาช่วย



ส่วนการเพิ่ม รอง ผบก. ดูแลงานยาเสพติด จะช่วยทำให้ปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติลดลงและสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า การปราบปรามไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างเดียว แต่ขณะนี้ใช้การปราบปรามนำ เนื่องจากมีปัญหาค่อนข้างเยอะ ยาเสพติดเข้ามาจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้ข้องแวะสำคัญที่สุด ครอบครัวต้องช่วยดูแลบุตรหลาน ต้องสร้างชุมชนเข้มแข็ง เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

"ผมเชื่อว่าความสำเร็จจะได้เห็นภาพจากนี้อีกสักระยะ การลำเลียงยาเสพติดยากลำบากขึ้น ยาเสพติดแพงขึ้น ถูกจับมากขึ้น มีการย้ายพื้นที่นำเข้ายาเสพติด ตรงนี้ทำให้มองภาพว่าการปราบปรามสกัดกั้นได้ผล เพื่อไม่ให้ซับพลาย (การจัดส่ง) มาถึงดีมานด์ (ความต้องการ)"

นอกจากนี้ ผบช.ปส. เผยถึงแนวคิดทิ้งท้ายด้วยว่า ควรมีสารวัตร (สว.) ดูแลยาเสพติดโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย ต้องดูแลประชากรจำนวนมาก หากจะแบ่งให้ สวป. แต่ละโรงพักซึ่งมีหลายคนมาดูแลงานยาเสพติดสักคน ก็น่าจะทำให้งานปราบปรามยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย



+++

หวานผ่าซาก "สุกำพล-ประยุทธ์" หวานหวาม "บิ๊กตู่" "กองทัพ-ผบ.ทบ.ของปู" กับ ว.5 ผบ.เหล่าทัพ-วอร์รูม กห.
บทความพิเศษ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1645 หน้า 16


ด้วยเพราะความต่างขั้วอำนาจ ต่างฝ่ายต่างสี จึงยังคงมีความหวาดระแวงกันและกัน ส่งผลให้มีความพยายามที่จะตอกลิ่มความขัดแย้ง ระหว่าง บิ๊กโอ๋ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กับผู้บัญชาการเหล่าทัพ อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ความเชื่อที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องมีวาระแอบแฝงในการส่ง พล.อ.อ.สุกำพล มาเป็น รมว.กลาโหม หาใช่แค่ตอบแทนบุญคุณที่ช่วยเหลือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ

ยิ่งในช่วงฤดูกาลโยกย้ายกลางปี ที่นัดส่งโผให้ รมว.กลาโหม ราว 15 มีนาคมนี้ นั้น ก็ร่ำลือกันมากว่า พล.อ.อ.สุกำพล จะอุ่นเครื่องการใช้อำนาจและบารมีของ รมว.กลาโหม ในการร่วมจัดกองทัพ ก่อนเอาจริง ในการโยกย้ายใหญ่ปลายปี กันยายน และการแก้ พ.ร.บ.กลาโหม

ที่สำคัญคือ ...การที่ พล.อ.อ.สุกำพล และทีม ตท.10 ในกลาโหม ภายใต้การนำของ บิ๊กโอ๋ พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม ตั้งวอร์รูม และทีมข่าวลับ เพื่อไว้เกาะติดความเคลื่อนไหวของ ผบ.เหล่าทัพและฝ่ายอำมาตย์ ...

จึงไม่แปลกที่ตอนนี้ ผบ.เหล่าทัพ อาจต้องระมัดระวังในการพูดคุยทางโทรศัพท์ และต้องมีการเพิ่มโทรศัพท์มือถือ ในระบบอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมด้วย

เรียกว่า ผบ.เหล่าทัพคนหนึ่งใช้มือถือส่วนตัวมากกว่าคนละ 3 เครื่อง โดยเฉพาะ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ถือเองก็ 2 เครื่องแล้ว ไม่นับรวมที่นายทหารคนสนิท (ทส.) ถืออีก

เรียกได้ว่า มีเบอร์ลับ เอาไว้คุยเรื่องลับๆ หรือ ว.5 โดยเฉพาะ และหากจำเป็น ก็จะใช้การนัดพบปะทานข้าวหารือกันมากกว่าการคุยทางโทรศัพท์


ที่กำลังถูกจับตาคือ พล.อ.อ.สุกำพล กำลังถูกโดดเดี่ยวจริงหรือไม่ เพราะ ผบ.เหล่าทัพ มักจะไม่ค่อยมาร่วมงาน ต่างจากในยุค บิ๊กอ๊อด พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็น รมว.กลาโหม

โดยเฉพาะกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถูกจับเป็นคู่เกาเหลา ยิ่งฮือฮาเมื่อการประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 2 ของ พล.อ.อ.สุกำพล ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่อยู่ร่วมประชุมด้วยอีก หลังจากที่ประชุมครั้งแรกก็ไม่มา

"ไม่มีอะไร ตู่เขาบอกผมก่อนแล้วว่า เขาไม่อยู่นะ ไปเยือนจีน แล้วเดี๋ยวพอผมไปจีนตอนเดือนมีนาคม ตู่เขาบอกจะไปกับผมอีกที ตอนนี้ขอไปเดี่ยวก่อน เพราะเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง" พล.อ.อ.สุกำพล แจง

ยิ่งในประเด็นท่าทีที่แตกต่างของ พล.อ.อ.สุกำพล กับ พล.อ.ประยุทธ์ ในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ด้วยแล้ว

"ผมเข้าใจ ว่าตู่เขาต้องออกมาพูดและแสดงแบบนั้น เพราะเขามาแบบนี้ แต่ผมเองต้องนิ่ง เพราะถ้ายิ่งเอาสถาบันมาพูดถึงมาก สถาบันยิ่งสะเทือน คนไทยเรารักสถาบันอยู่แล้ว ไม่มีใครมาทำอะไรได้หรอก" บิ๊กโอ๋ กล่าว


สรุปเป็น รมว.กลาโหม มาเดือนหนึ่ง "ไม่มีอะไรต้องหนักใจ ที่หนักใจคือผมต้องผ่าตัดกองทัพ ในเรื่องการปรับโครงสร้างใหม่ การลดกำลังพล โดยเฉพาะจำนวนนายพล และมีอีกหลายเรื่อง ที่ผมจะต้องโดนด่าแน่นอน แต่จำเป็นต้องทำ"

"กับ ผบ.ทบ. และ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีปัญหาหรอก แรกๆ ก็มีงานเยอะ ก็ไม่ค่อยว่างกัน เดี๋ยวอีกหน่อยว่างก็จะกินข้าว กินไวน์กันได้บ้าง" บิ๊กโอ๋ เผย

อย่างน้อยตอนไปเดินสายเยี่ยมเหล่าทัพ 23-24 กุมภาพันธ์ ทั้ง บก.ทัพไทย ทอ. ทบ. และ ทร. นั้น รมว.กลาโหม ก็จะได้ใกล้ชิดแต่ละเหล่าทัพ ในฐานะที่มาเป็น รมว.กลาโหมใหม่

"แหม...คงไม่มาอยู่สั้นๆ แค่ 6 เดือน แล้วเปลี่ยน รมว.กลาโหม บ่อยๆ อะไรอย่างที่ลือกันหรอก เปลี่ยนบ่อยก็ไม่ต่อเนื่อง" บิ๊กโอ๋ กล่าว

อีกทั้งในช่วงที่ต้องมีการเตรียมการป้องกันน้ำท่วมรอบใหม่ พล.อ.อ.สุกำพล ก็จะต้องร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ. ในการลงพื้นที่ตรวจการขุดลอกคูคลอง การเตรียมพื้นที่รับน้ำ เพราะทางรัฐบาลขอให้กองทัพดูแล

"ไม่มีอะไร ผมว่า ตู่เขาน่ารักนะ เขาเป็นแบบนี้ ก็ต้องเข้าใจเข้า" บิ๊กโอ๋ กล่าว



แต่เรื่องขบวนการล้มรัฐบาล ที่อาจมีทหารเข้าไปร่วมขบวนการด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไป แต่คงไม่ใช่ในนามกองทัพ แต่จะมีทหารคนไหนร่วมด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"มันมีองคาพยพอยู่" บิ๊กโอ๋ เปรย

"ข่าวลือต่างๆ เยอะมาก จนปวดหัว มีแต่ข่าวลือไม่มีข่าวจริงเลย" บิ๊กโอ๋ ระบุ

แต่ยังเชื่อว่าขบวนการนี้ไม่อาจจะสร้างเงื่อนไขจากปัญหาในกองทัพ ในการทำให้ รมว.กลาโหมกับกองทัพ ขัดแย้งกัน

"อย่างการโยกย้ายทหารนี่ ก็ต้องยึดตามหลักการ กฎกติกา มารยาท และธรรมเนียมประเพณีด้วย" พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว

แต่สิ่งหนึ่งที่ พล.อ.อ.สุกำพล กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือกันในเรื่องกองทัพก็คือ ต้องทำให้กองทัพเป็นกลไกของรัฐบาล

"สั่งมาแล้วก็ต้องทำตาม แต่ต้องสั่งอย่างถูกต้องมีเหตุผลนะ ถ้าไม่ทำตามก็ออกไป เหมือนมีลูก พ่อแม่สั่งแล้วไม่ทำตามก็ไปออกจากบ้านไป" บิ๊กโอ๋ กล่าว

"ข่าวลือเยอะมาก บอกผมตั้งวอร์รูม เตรียมจัดการกองทัพ ไม่มี ทำไมจะต้องตั้งวอร์รูม ไม่ได้จะไปรบอะไรกับใคร พูดกันไปเรื่อยเปื่อย" รมว.กลาโหม กล่าว


อีกทั้งหากดูที่ความสัมพันธ์ของกองทัพกับรัฐบาล ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ลงพื้นที่ด้วยกันตลอด มีอะไรกองทัพก็ช่วยรัฐบาล ทำตามคำสั่งรัฐบาลทุกอย่าง

"ถึงบอกว่า ตู่เขาน่ารักนะ" บิ๊กโอ๋ ย้ำ

ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไปต้อนรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไปตรวจความพร้อมป้องกันน้ำท่วมและเยี่ยมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ทหารหมวกแดง ลพบุรี เมื่อช่วงวาเลนไทน์นั้น ก็หวานใส่นายกฯ หญิง

"ช่วงน้ำท่วมปีที่แล้ว เราก็กอดคอลอยน้ำ จมน้ำมาด้วยกัน กองทัพพร้อมทำตามที่รัฐบาลสั่ง เพราะกองทัพเป็นของท่าน วันนี้กองทัพมีกำลังใจดี เพราะนายกฯ มาเยี่ยม เพราะหมวกแดงทุกคนอยากเห็นหน้านายกฯ" บิ๊กตู่ หยอด จนทำให้นายกฯ ปู ต้องออกตัวว่า "เขินนิดหน่อย"

และหวานกลับว่า "กองทัพกับรัฐบาลเป็นสารเนื้อเดียวกัน"



แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยยืนยันว่า "ผมยังเป็นคนเดิม ไม่เปลี่ยนจุดยืน" แต่วันนี้ทหารใน ทบ. และในกองทัพ เริ่มจะไม่มั่นใจว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่ ดราม่า ที่แสดงบทหวานเข้าใส่กัน หรือว่า ต้องมีการปรับตัวปรับใจจริงๆ

ยิ่งเมื่อหมอดูบางสำนักระบุว่า ดวงชะตาของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น เป็นดวงที่คอยส่งเสริมเกื้อหนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งอาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจฝืนดวงชะตา ต้องยอมเป็น "ผบ.ทบ.คู่บุญ" ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ หญิงชาวเชียงใหม่

เพราะหากมองไปข้างหน้า ดูแววแล้ว พรรคเพื่อไทยคงเป็นรัฐบาลไปอีกยาวนาน และหากมีนักการเมืองทั้ง 111 คนที่หลุดจากคดีการเมืองออกมาเสริมอีก จะยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งระบบการเลือกตั้งของไทยยังเป็นแบบนี้

ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทหารให้โอกาสและช่วยเหลือมาจนเสื่อมเสียไปด้วย ทั้งการปฏิวัติ และการช่วยตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ทำอะไรไม่ได้เลย แถมทำให้ทหารเหนื่อยกับม็อบเสื้อแดงที่มีจำนวนมหาศาล และมีใจที่จะต่อสู้แม้ต้องหลั่งเลือดหรือสละชีวิต

ที่สำคัญ โอกาสที่ทหารจะปฏิวัติอีกครั้งก็ยากยิ่ง เพราะคนเสื้อแดงประกาศสู้ตาย ต่อต้านการปฏิวัติในทุกรูปแบบ ฝ่ายทหารเองก็เบื่อหน่ายและเหนื่อยกับวิกฤติการเมือง


ที่ยิ่งกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการเป็นกบฏ เพราะแค่รักษาตัว ก็เป็น ผบ.ทบ. นิ่มๆ สบายๆ ไปจนถึงปี 2557

แถมทั้งปัจจัยและสถานการณ์แวดล้อมในเวลานี้แตกต่างจากตอนก่อนปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 อย่างมาก

ในเวลานั้น บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 แกนนำ ตท.10/1 มีแรงจูงใจร่วมนำการปฏิวัติ เพราะหมายจะเป็น ผบ.ทบ. เพราะหากปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่อ บิ๊กตู่ พล.อ.พรชัย กรานเลิศ ผช.ผบ.ทบ. เพื่อน ตท.10 สายทักษิณ จะเป็น ผบ.ทบ. แน่นอน

อีกทั้งในเวลานั้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้ ผบ.หน่วยคุมกำลังเลือกที่จะฟังคำสั่งแม่ทัพภาคที่ 1 แต่ไม่ฟังคำสั่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) อย่าง บิ๊กโอ๋ พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต เพราะนอกจากความแตกต่างในเรื่องศิลปะการบังคับบัญชาและการครองใจลูกน้อง และไม่อยากจะต่อสู้ให้เกิดการนองเลือดแล้ว

"คงไม่ต้องให้บอกนะว่าใครสั่ง" คือประโยคที่แกนนำปฏิวัติบอกกับ ผบ.หน่วยคุมกำลัง


ที่สำคัญที่สุด มีการร่ำลือกันถึงปรากฏการณ์ "แซมโซไนต์" (Samsonite) กระเป๋าสีดำใบหนักๆ ที่แจกจ่ายให้ทุกหน่วย

ด้วยเพราะในเวลานั้นมีทุนอำมาตย์ ที่หนุนการปฏิวัติ ที่ต้องมีค่าใช้จ่าย เป็นค่าดูแลขวัญกำลังใจ ดูแลลูกน้อง

เพราะหากย้อนดู "ลับ ลวง พราง" ปฏิวัติปราสาททรายของ วาสนา นาน่วม สำนักพิมพ์มติชนแล้ว จะพบว่า มีทั้งงบฯ ปฏิวัติ ในส่วนที่คณะปฏิวัติได้ทำเรื่องเบิกสำนักงบประมาณ ราว 1,200 ล้าน อันเป็นค่าใช้จ่ายของแต่ละเหล่าทัพ ค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าซ่อมบำรุงยานพาหนะ แล้ว ยังมี "ติ๊ป" ปฏิวัติ ที่แจกจ่ายให้ ผบ.หน่วยคุมกำลังหน่วยละ 1 ล้านบาท และจำนวนลดหลั่นกันไปตามตำแหน่งอีกด้วย

ท่ามกลางข่าวสะพัดว่า แกนนำบางคน ก็ร่ำรวยมีเงินเป็นกระสอบ เก็บไว้ในห้องใต้ดิน เพราะได้ "สองเด้ง" จากนายทุนปฏิวัติหลายคนที่ลงขันช่วยๆ กันมา

แต่สำหรับปรากฏการณ์ แซมโซไนต์ นั้น อดีตแกนนำปฏิวัติ ที่รับผิดชอบด้านเงินทุน ยอมรับว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องดูแลลูกน้อง เพราะทหารต่างจากตำรวจตรงที่ตำรวจจะได้ดีต้องดูแลนาย แต่ทหารจะต้องดูแลลูกน้อง

แต่ในเวลานั้น ไม่ได้มีการใส่กระเป๋าแซมโซไนต์ แจกให้ ผบ.หน่วยอย่างที่ร่ำลือกัน แต่กระเป๋านี้ มีการแจกจ่ายหลังการปฏิวัติเสร็จแล้วเป็นปีๆ

ตอนนั้นทางกองทัพบก ให้ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทำกระเป๋าแบบนี้เพื่อแจกให้ ผบ.หน่วยขึ้นตรง ทบ.


จึงไม่แปลกที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำเสื้อแดง จะพูดเสมอว่า การปฏิวัติทำให้มีคนรวย หรือเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้น

แม้แต่ พล.อ.อ.สุกำพล ก็ยังมองเช่นนั้น "ตัวอย่างการปฏิวัติที่ผ่านมา ทำให้ทหารรุ่นหลังๆ เห็นว่า ปฏิวัติมีแต่เรื่องดี ทำแล้วรวย ได้อำนาจ ก็มีแต่คนอยากทำ แต่ถ้าทำแล้วเป็นกบฏ ถูกยิงตายหรือเจ็บ ก็คงไม่ค่อยกล้าทำกันนัก"

"ต่อให้อยากจะทำ หรือคิดกันแล้ว ก็ไม่ง่ายเลย ก็รอดูซิว่าใครจะกล้าทำ" บิ๊กโอ๋ เปรย

เพราะในหมู่ ผบ.หน่วยคุมกำลังปฏิวัติเอง ก็ไม่มีใครอยากจะทำ เพราะสุดเหนื่อย และไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา เพราะหากไม่มี "อำนาจพิเศษ" หรือ "ใบสั่ง" ที่ปฏิเสธไม่ได้ การปฏิวัติรัฐประหาร ก็ยากที่จะเกิดขึ้น

แต่สำหรับเมืองไทยแล้ว มีปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมมากมาย ดังนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้...



.